posttoday
จีนเลี่ยงยาแรงคุมฟองสบู่-เงินเฟ้อ

จีนเลี่ยงยาแรงคุมฟองสบู่-เงินเฟ้อ

24 ตุลาคม 2556

กลายเป็นที่จับตามองอีกครั้งสำหรับประเด็นเรื่องฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์จีน เมื่อล่าสุดสำนักงานสถิติแห่งชาติ

โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์

กลายเป็นที่จับตามองอีกครั้งสำหรับประเด็นเรื่องฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์จีน เมื่อล่าสุดสำนักงานสถิติแห่งชาติ เปิดเผยว่า ราคาบ้านและที่อยู่อาศัยใน 70 เมืองทั่วประเทศของเดือน ก.ย.ที่ผ่านมาพุ่งทะยานขึ้นถึง 8.19% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งถือเป็นการถีบตัวสูงขึ้นเป็นเดือนที่ 9 ติดต่อกันแล้ว

ขณะที่ราคาที่อยู่อาศัยใน 4 เมืองใหญ่ของแดนมังกรก็พุ่งทะยานทำสถิติสูงสุดในรอบ 3 ปีแล้ว โดยหัวเมืองใหญ่ทางเศรษฐกิจทางใต้ของจีน เช่น เสิ่นเจิ้น และกว่างโจว เพิ่มขึ้นถึง 20% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ส่วนศูนย์กลางทางการเงินอย่างเซี่ยงไฮ้ พุ่งขึ้น 17% และเมืองหลวงปักกิ่งก็ไม่น้อยหน้าเช่นกัน โดยปรับเพิ่มขึ้น 16%

ราคาบ้านและที่ดินในจีนที่พุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็วปานติดจรวด ทั้งๆ ที่รัฐบาลได้เพียรพยายามป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาฟองสบู่มาโดยตลอดนั้น ยังมีขึ้นท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อที่ดีดตัวสูงขึ้นอย่างน่าจับตาเช่นกัน

ตัวเลขเงินเฟ้อในเดือน ก.ย. ที่สูงสุดในรอบ 7 เดือน จาก 2.6% ในเดือนก่อนหน้าพุ่งไปอยู่ที่ 3.1% หรือใกล้แตะระดับเป้าเงินเฟ้อตลอดทั้งปีที่ 3.5% ทำให้หลายฝ่ายวิตกกันว่าผู้นำจีนอาจหันมาดำเนินนโยบายคุมเข้มทางการเงินอีกครั้ง เช่น ขึ้นภาษีอสังหาริมทรัพย์ เพิ่มเงินดาวน์บ้าน เพื่อสกัดความร้อนแรงของตลาดอสังหาริมทรัพย์ และลดเงินเฟ้อไม่ให้ไปกระทบต่อชนชั้นกลางและคนชั้นล่าง

ทั้งนี้ เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ก่อนที่อดีตนายกรัฐมนตรี เวินเจียเป่า จะก้าวลงจากตำแหน่ง เจ้าตัวได้เคยสั่งให้ธนาคารกลางจีนเข้มงวดกับการปล่อยกู้ในภาคอสังหาริมทรัพย์มากขึ้น เช่น การสั่งให้เพิ่มเงินดาวน์บ้านขั้นต่ำสำหรับคนที่ต้องการซื้อบ้านหลังที่ 2 และห้ามไม่ให้ซื้อบ้านหลังที่ 3

อย่างไรก็ตาม หากมองตามสภาพความเป็นจริงและวิเคราะห์ให้ลึกลงไปแล้วก็จะพบว่าสองปัญหาที่กล่าวมาข้างต้นยังไม่น่าจะเป็นปัจจัยที่เข้ามากดดันให้ผู้กำหนดนโยบายการเงินและทางเศรษฐกิจจีนต้องจัดชุดยาแรงมาจัดการอย่างที่กำลังหวาดวิตกกัน

เพราะรัฐบาลแดนมังกรยังจำเป็นต้องพึ่งพาการขยายตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ เพื่อเป็นเครื่องมือช่วยเร่งให้สามารถบรรลุเป้าหมายการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ที่วางไว้ที่ 7.5% ในปีนี้อยู่ หลังจากที่ผ่านมาภาวะเศรษฐกิจของประเทศต้องจมอยู่กับภาวะชะลอตัวมาติดต่อกันถึงสองไตรมาสในช่วงครึ่งปีแรกที่ 7.7% และ 7.5%

ซูเกา หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของบริษัทหลักทรัพย์ เอเวอร์ไบร์ท สาขากรุงปักกิ่ง ระบุว่า มูลค่าการลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจที่เกี่ยวข้องถือเป็นสัดส่วนถึง 1 ใน 3 ของเศรษฐกิจจีนทั้งประเทศเลยทีเดียว

“ขณะที่จีนกำลังเผชิญกับแรงกดดันของการคุมเข้มทางการเงินในตลาดอสังหาริมทรัพย์ แต่เราจะไม่ได้เห็นการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดมาก” ซูเกา กล่าวให้สัมภาษณ์กับบลูมเบิร์ก พร้อมย้ำว่า ภาคอสังหาริมทรัพย์ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจจีน เนื่องจากหากราคาบ้านร่วงลงอย่างรุนแรง เศรษฐกิจก็จะได้รับผลกระทบอย่างหนัก

ดังนั้น ในเวลานี้รัฐบาลจีนจึงน่าจะหันมาดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจแบบสมดุล เพื่อให้สามารถรักษาทั้งการบรรลุเป้าหมายการเติบโตที่ 7.5% และการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาฟองสบู่และเงินเฟ้ออย่างรุนแรงไปพร้อมๆ กัน มากกว่าที่จะรีบเร่งคุมเข้มทางการเงินเพื่อสกัดความร้อนแรงของตลาดอสังหาริมทรัพย์

ความเห็นของนักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ เอเวอร์ไบร์ท สอดรับกับรายงานข่าวของรอยเตอร์สที่อ้างแหล่งข่าวรายหนึ่ง ซึ่งเป็นถึงระดับที่ปรึกษาด้านนโยบายของธนาคารกลางจีน โดยระบุว่า ถึงแม้ทางแบงก์ชาติจีนกำลังวิตกกังวลต่อปัญหาสภาพคล่องที่มากเกินกำลังจุดชนวนให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อและฟองสบู่ภาคอสังหาริมทรัพย์ขึ้น

แต่เชื่อว่าแบงค์ชาติจีนจะยังไม่รีบเร่งงัดมาตรการแรงๆ เหมือนในอดีตออกมาเพื่อป้องกันปัญหาฟองสบู่ และเชื่อว่าอย่างเลวร้ายที่สุด จีนก็น่าจะเพียงแค่หันมาคุมเข้มทางการเงิน โดยใช้เครื่องมืออย่างการปรับเงื่อนไขการอัดฉีดสภาพคล่องสู่ระบบให้มากขึ้นเท่านั้น เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบไม่ให้ตลาดหวาดวิตกมากเกินไป

“การดำเนินนโยบายการเงินอย่างสมดุลจะเป็นตัวเลือกสำคัญในการดำเนินนโยบาย และเราจะไม่เห็นความเป็นไปได้ในการปรับขึ้นดอกเบี้ยหรือเพิ่มอัตราทุนสำรองของธนาคาร” ซ่งกั๋วฉิง นักวิชาการที่ดำรงตำแหน่งเป็นหนึ่งในคณะที่ปรึกษาด้านนโยบายการเงินของธนาคารกลางจีน กล่าวให้สัมภาษณ์กับรอยเตอร์ส

นอกจากนี้ ก็ต้องยอมรับด้วยว่าการที่จีดีพีจีนสามารถกลับมาผงกหัวขึ้นได้อีกครั้งในไตรมาส 3 ที่ 7.8% หลังจากที่ในไตรมาสก่อนหน้าร่วงลงไปอยู่ที่ 7.5% ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะได้แรงดึงจากการลงทุนของภาคธุรกิจก่อสร้างและที่ดินที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

เนื่องจากภาคการส่งออกที่เคยเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศมาตลอดหลายปีที่ผ่านมายังไม่สามารถเป็นที่พึ่งให้ได้ในเวลานี้ โดยเฉพาะภาวะที่เศรษฐกิจโลกโดยรวมยังอ่อนแออยู่

ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกเมื่อรัฐบาลจีนชุดปัจจุบันดูเหมือนจะปล่อยให้ปัญหาฟองสบู่ขยายตัวขึ้นมาในระดับหนึ่ง เพื่อรักษาเป้าการเติบโตทางเศรษฐกิจเอาไว้

โดยดูได้จากการที่นับตั้งแต่นายกรัฐมนตรีหลี่เค่อเฉียงยังคงไม่เลือกที่จะงัดมาตรการใหม่ๆ ออกมาคุมเข้มด้านอสังหาริมทรัพย์เลยนับตั้งแต่ขึ้นรับตำแหน่งต่อจากเวินเจียเป่าเมื่อ 7 เดือนที่แล้ว ทั้งๆ ที่ตลอด 34 เดือนที่ผ่านมา ราคาบ้านในจีนปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นในเดือน ก.ค.ที่เพิ่มขึ้น 6.7% ส่วนเดือน ส.ค.เพิ่มขึ้นถึง 7.48%

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการขยายตัวของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จะเป็นส่วนสำคัญในการช่วยให้จีนยังคงสามารถรักษาระดับการเติบโตไว้ได้ แต่ผู้นำแดนมังกรยังคงต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด

เพราะหากหันมาเร่งกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจด้วยการอัดฉีดเงินเข้าระบบด้วยนโยบายผ่อนปรนทางการเงินมากเกินและปล่อยให้ปัญหาฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ขยายตัวอย่างร้อนแรง ก็เสี่ยงจะลุกลามไปสู่ปัญหาการขยายช่องว่างทางรายได้ระหว่างคนจนกับคนรวยในประเทศได้เช่นกัน

เนื่องจากการกระตุ้นในรูปแบบดังกล่าวจะยิ่งเป็นการโหมให้เกิดการเก็งกำไรและการลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์มากขึ้น และนั่นก็จะดันให้ราคาบ้านในจีนมีแนวโน้มพุ่งทะยานขึ้นไปอีก เช่น ราคาบ้านในเซี่ยงไฮ้ที่แพงถึงตารางเมตรละ 67 หมื่นหยวน (ราว 33.5 แสนบาท)

จากปัญหาราคาบ้านและที่ยู่อาศัย รวมถึงที่ดินที่สูงขึ้นต่อเนื่อง ย่อมทำให้ประชาชนคนชนชั้นกลางในประเทศไม่สามารถเข้าถึงตลาดที่อยู่อาศัยได้ ขณะที่คนที่เข้าซื้อส่วนใหญ่ก็มาจากแรงเก็งกำไรของนักลงทุนและเหล่าเศรษฐี ซึ่งจะนำไปสู่ความวุ่นวายในสังคมตามมาได้

การดำเนินนโยบายแบบสมดุลเพื่อรักษาเป้าการเติบโตทางเศรษฐกิจไปพร้อมกับประคองความเสี่ยงฟองสบู่อสังหาฯ และเงินเฟ้อ จึงอาจเป็นทางออกเดียวที่เหลืออยู่ของจีนในเวลานี้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท