posttoday
"อีสาน"คะแนนตกลางร้ายเพื่อไทย

"อีสาน"คะแนนตกลางร้ายเพื่อไทย

23 ตุลาคม 2556

สัญญาณอันตรายเริ่มก่อตัว เมื่อ “คะแนนนิยม” ในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ ไม่เว้นแม้แต่พื้นที่ “อีสาน”

โดย...ธนพล บางยี่ขัน

สัญญาณอันตรายเริ่มก่อตัว เมื่อ “คะแนนนิยม” ในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ ไม่เว้นแม้แต่พื้นที่ “อีสาน” ฐานที่มั่นสำคัญของพรรคเพื่อไทย (พท.) ซึ่งมีเครือข่ายมวลชนคนเสื้อแดงเหนียวแน่นในพื้นที่

ล่าสุดผลสำรวจจาก “อีสานโพล” ของศูนย์วิจัยธุรกิจและเศรษฐกิจอีสาน มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในหัวข้อ “ประเมินผลงานรัฐบาลและคะแนนความนิยมพรรคการเมืองในรอบ 2 ปี” พบว่า ไตรมาส 3 ของปีนี้ กลุ่มตัวอย่างในพื้นที่อีสาน 20 จังหวัดประเมินภาพรวมการบริหารงานให้ “สอบผ่าน” เพียงแค่ 64.4% เทียบกับช่วงต้นสมัยรัฐบาลที่สูงกว่า 80% มาโดยตลอด

ยิ่งหากดูรายละเอียดแยกย่อยเป็นรายหัวข้อ หลายเรื่องถือว่า “คาบเส้น” เกือบสอบตก ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจและความอยู่ดีกินดี คะแนน 51.7% ด้านสังคมอาชญากรรมและยาเสพติด 52.2% และที่ต่ำสุดคือ ด้านการจัดการปัญหาคอร์รัปชั่น 50.7%

สอดรับกับผลสำรวจของศูนย์วิจัยธุรกิจและเศรษฐกิจอีสาน มหาวิทยาลัยขอนแก่น เรื่อง ดัชนีความเชื่อมั่นภาคการผลิตของผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ภาคอีสาน ในไตรมาส 3 ปีนี้ลดลงมาอยู่ที่ 41.6 จากไตรมาสก่อนอยู่ที่ 45.3 และประเมินว่าไตรมาส 4 ปีนี้สถานการณ์ก็ยังจะไม่ดีขึ้น

หากย้อนไปดูในช่วงบริหารราชการครบรอบ 1 ปีของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ คะแนนนิยมได้ถีบตัวสูงขึ้นเกิน 80% ส่วนหนึ่งเพราะความสดใหม่ของรัฐบาลที่มีนโยบายโดนใจอย่างการขึ้นค่าแรง 300 บาท ที่คนในพื้นที่ดูเหมือนจะได้รับอานิสงส์ไปไม่น้อย

แต่ทว่าเมื่อเข้าสู่ปีที่ 2 ผลพวงจากนโยบายของรัฐบาล กลับเริ่มส่งผลกระทบตามมาเป็นปัญหาลูกโซ่ ไม่ว่าจะเป็น “ค่าครองชีพ” ที่ถีบตัวสูงขึ้นเกินกว่าค่าแรงที่เพิ่มขึ้นก่อนหน้านี้ และยังไม่เห็นมาตรการเยียวยาความเดือดร้อนที่เป็นรูปธรรมเห็นผลจากรัฐบาล

ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจถดถอย ตัวเลขหนี้ครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้นเป็นสิ่งยืนยันถึงปัญหาความไม่สมดุลระหว่างรายได้กับรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น

แม้แต่นโยบาย “จำนำข้าว” ที่ถือเป็นนโยบายซื้อใจคนรากหญ้าที่เคยกวาดคะแนนมาได้ ทว่าเวลานี้กำลังจะเป็นปัญหาส่งผลต่อชาวนาในพื้นที่ เมื่อสุดท้ายต้องยอมจำนนเตรียมปรับลดราคารับจำนำข้าวเกวียนละ 1.5 หมื่นบาท เหลือ 1.2 หมื่นบาท นี่จึงยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์ให้ดำดิ่งลงไปเรื่อยๆ

อีกปัญหาที่ทำให้คะแนนนิยมรัฐบาลลดลงไปในช่วงหลัง คือ ปัญหาน้ำท่วมในหลายพื้นที่อีสาน ไม่ว่าจะเป็น ศรีสะเกษ นครราชสีมา สุรินทร์ แต่ทว่ามาตรการช่วยเหลือเยียวยาจากภาครัฐดูจะล่าช้า ไม่ทั่วถึงจนสร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านอย่างมาก ส่งผลให้ผลสำรวจเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม มลภาวะ และภัยธรรมชาติ ในไตรมาสนี้ลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา

ยิ่งกว่านั้น กับโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศครั้งใหญ่ ภายใต้กรอบเงินกู้ 2 ล้านล้านบาท โดยเฉพาะโครงการรถไฟความเร็วสูงที่จะต้องลงทุนด้วยเม็ดเงินมหาศาล เพื่อแลกกับผลตอบแทนหลายด้านในพื้นที่นั้น

สุดท้าย เส้นทางสายกรุงเทพฯหนองคาย ที่วาดหวังว่าจะเป็นประตูเชื่อมภูมิภาคต่อไปยังประเทศจีน อันจะช่วยส่งเสริมการค้าการลงทุน สุดท้ายก็ถูกตัดกุด เหลือเพียงแค่เส้นทางกรุงเทพฯนครราชสีมา ทั้งที่ผลประเมินความคุ้มค่าคุ้มทุนก่อนหน้านี้ เส้นทางสายนี้ได้คะแนนนำเป็นอันดับหนึ่ง

อีกทั้งพื้นที่อีสานถือเป็นพื้นที่ที่มีจำนวน สส.มากที่สุด นี่ย่อมสร้างความไม่พอใจในพื้นที่ ยิ่งหากนำไปเปรียบเทียบกับพื้นที่ภาคเหนือ ที่รถไฟความเร็วสูงมีแผนก่อสร้างชัดเจนว่าลากยาวไปถึง จ.เชียงใหม่ บ้านเกิดนายกรัฐมนตรี

ดังนั้น การเลือกพื้นที่ จ.หนองคาย เป็นพื้นที่จัดงาน “โรดโชว์ 2 ล้านล้านบาท” ของรัฐบาล เพื่อวาดฝันถึงเครือข่ายการคมนาคมที่จะพัฒนารูปแบบเศรษฐกิจ การค้า การดำเนินชีวิต ผังเมืองใหม่รายรอบเส้นทางรถไฟ จึงยิ่งตอกย้ำความรู้สึกของคนในพื้นที่ เพราะรู้ทั้งรู้ว่าเส้นทางรถไฟความเร็วสูงนั้นเป็นแค่เพียงแผนการในกระดาษที่ยากจะเกิดขึ้นจริงในทางปฏิบัติ

ในประเด็นด้านการเมือง “สุทิน เวียนวิวัฒน์” หัวหน้าโครงการอีสานโพล อธิบายว่า คะแนนด้านการเมืองและประชาธิปไตยมีความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างสูงกับคะแนนภาพรวมการทำงาน ยิ่งช่วงสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองเกิดขึ้น โดยเฉพาะการเมืองภายในกลุ่มคนที่สนับสนุนรัฐบาล คะแนนรัฐบาลก็จะลดลง

ดังนั้น ความพยายามผลักดันเดินหน้า พ.ร.บ.นิรโทษกรรม แบบสุดซอย ที่มีเป้าหมายเพียงเพื่อช่วยล้างผิดให้ “นายใหญ่” โดยนำมวลชนคนเสื้อแดงมาเป็นตัวประกันสร้างใบเบิกทาง จึงอาจจะกลายเป็นชนวนสร้างความขัดแย้งและบานปลายกระทบไปถึงคะแนนนิยมในพื้นที่อีสาน

ความนิยมในรัฐบาลเพื่อไทยที่กำลังลดน้อยถอยลงไปทุกวันนี้จึงถือเป็นสัญญาณอันตรายของรัฐบาล ยิ่งในวันที่เสถียรภาพกำลังง่อนแง่น ไม่รู้ว่าจะมีการเลือกตั้งครั้งใหม่เกิดขึ้นเร็วแค่ไหน

แม้เวลานี้ผลสำรวจจากอีสานโพลจะระบุว่า กลุ่มตัวอย่าง 44.3% จะเลือกพรรคเพื่อไทย ทิ้งห่างหลายเท่าตัว “ประชาธิปัตย์” ที่มีเพียง 8.9% แต่ก็ยังมีตัวแปรสำคัญอยู่ที่กลุ่มซึ่งยังไม่ได้ตัดสินใจเลือกพรรคใด ถึง 36.7%

ดังนั้น นี่จึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่เพื่อไทยไม่อาจมองข้าม เมื่อเสียงที่จะลงคะแนนให้เพื่อไทยลงอย่างต่อเนื่อง จากไตรมาสแรก 55% และไตรมาส 2 48% เพราะคะแนนของประชาธิปัตย์ยังเหนียวแน่นอยู่ที่ 8.9% ไม่ได้ลดลงตัวแปรเป็นพรรคทางเลือกใหม่ๆ จึงอาจอาศัยจังหวะนี้เข้ามาแบ่งพื้นที่ฐานที่มั่นของเพื่อไทยได้

สุดท้าย หากรัฐบาลยังหลงระเริงกับเสียงข้างมากที่มี และคิดว่าจะทำอะไรตามอำเภอใจโดยไม่คิดถึงความถูกต้อง เหมาะสม คิดถึงเพียงผลประโยชน์ส่วนตัวของใครบางคนหรือคนใกล้ชิดรัฐบาล ย่อมเป็นอันตรายในระยะยาว

ข่าวล่าสุด

นิด้าโพล ชี้ “อภิปรายไม่ไว้วางใจ” มหาดไทย รับศึกหนักสุด

นิด้าโพล ชี้ “อภิปรายไม่ไว้วางใจ” มหาดไทย รับศึกหนักสุด