posttoday
เอเชียตื่นวิกฤตอาหารแห่ตุนสต๊อกเสี่ยงฉุดราคาข้าวระยะยาว

เอเชียตื่นวิกฤตอาหารแห่ตุนสต๊อกเสี่ยงฉุดราคาข้าวระยะยาว

23 ตุลาคม 2556

จากประสบการณ์ที่ค่อนข้างเลวร้ายจากวิกฤตราคาอาหารเพราะความขาดแคลนเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา

โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา

จากประสบการณ์ที่ค่อนข้างเลวร้ายจากวิกฤตราคาอาหารเพราะความขาดแคลนเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้รัฐบาลหลายประเทศทั่วเอเชียขณะนี้เลือกที่จะเลือกหนทางที่ปลอดภัยไว้ก่อนด้วยการเดินหน้าเก็บสั่งสมอาหารหลัก เช่น ข้าว หรือข้าวสาลีอย่างต่อเนื่อง จนแทบจะล้นความสามารถในการจุของคลัง

ยืนยันได้จากรายงานล่าสุดของรอยเตอร์สที่ประเมินว่า ปัจจุบันปริมาณข้าวในคลังเก็บทั่วเอเชียมีขนาดมากมายมหาศาลชนิดเพียงพอที่จะเลี้ยงประชากรทั่วประเทศจีนได้นานถึง 8 เดือนด้วยกัน แถมยังมีแนวโน้มการสั่งสมมากขึ้นโดยไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงง่ายๆ ทั้งๆ ที่สถานการณ์ไม่ได้เอื้ออำนวยให้เก็บสำรองข้าวแม้แต่น้อย เพราะปัญหาด้านการเงินและการจัดเก็บ รวมถึงความจำเป็นในการเก็บสำรองอาหาร โดยมีการคาดการณ์ว่าการเก็บเกี่ยวในปีนี้จะได้ผลอุดมสมบูรณ์ ทำให้ไม่จำเป็นต้องเก็บสำรองมากเกินปริมาณที่ต้องการบริโภคของคนในประเทศ และยิ่งไม่จำเป็นต้องมีการส่งออกขายสู่ตลาดต่างประเทศ

กระทั่งอาจเรียกได้ว่า ปริมาณข้าวกำลังเอ่อล้นท่วมท้นภูมิภาคเอเชียอยู่ในปัจจุบันนี้ก็คงไม่ผิดนัก จนน่าหวั่นใจว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกำลังปั่นราคาข้าวในขณะนี้ให้สูงขึ้นเกินกว่าความต้องการที่มีอยู่จริงในตลาด และน่าหวาดวิตกว่าราคาข้าวในอนาคตจะปรับตัวร่วงลงแรงเมื่อหมดภาวะความต้องการเทียม เนื่องจากคลังอาหารทั่วเอเชียจุเต็มความสามารถในการจุของตนเอง รวมถึงการยิ่งทำให้การส่งออกข้าวและอาหารของประเทศต่างๆ เป็นไปได้อย่างยากลำบากมากยิ่งขึ้น

แอบดอลรีซา อับบาสเซียน นักเศรษฐศาสตร์ อาวุโสจากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (เอฟเอโอ) กล่าวว่า ประเทศที่มีประชากรหนาแน่นหลายประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเอเชียจะเผชิญกับภาวะยุ่งยากที่ปริมาณข้าวในคลังมีแต่จะเพิ่มไม่มีลด เพราะบทเรียนจากช่วงทศวรรษที่ 1990 และล่าสุดช่วงปี 2550-2551 ได้สอนรัฐบาลนานาประเทศให้ตระหนักว่าความมั่นคงด้านอาหารของประเทศไม่สามารถพึ่งพาตลาดต่างชาติได้ 100%

ทั้งนี้ ในช่วงวิกฤตราคาอาหารเมื่อกว่า 5 ปีที่แล้ว อินเดียประกาศงดส่งออกข้าวแทบทันที ส่งผลให้ราคาข้าวในตลาดโลกพุ่งทำสถิติสูงสุดตลอดกาลที่ 1,050 เหรียญสหรัฐต่อตัน (ราว 3.15 หมื่นบาท) จนสร้างความปั่นป่วนให้กับประเทศผู้นำเข้าข้าวเป็นหลักอย่างประเทศฟิลิปปินส์

ข้อมูลปริมาณคลังสำรองอาหารในเอเชีย พบว่า นับตั้งแต่ปัญหาราคาพลังงานพุ่งพรวด สภาพอากาศเลวร้าย และความต้องการใช้อาหารเพื่อเชื้อเพลิงชีวภาพเพิ่มขึ้น จนส่งผลให้ราคาอาหารแพงขึ้นในปี 2551 ประเทศต่างๆ ในเอเชียได้เริ่มเก็บสำรองข้าวจนมีปริมาณสูงถึง 100 ล้านตัน และข้าวสาลีอีก 90 ล้านตัน

เอ็น อาร์ ภานุมูรตี ศาสตราจารย์จากสถาบันการคลังสาธารณะและนโยบายแห่งชาติของอินเดีย อธิบายว่า ปริมาณข้าวในคลังที่อยู่ในระดับสูงสะท้อนให้เห็นว่าสิ่งที่รัฐบาลในเอเชียให้ความสำคัญก็คือการมีปริมาณอาหารที่มากเกินพอเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการขาดแคลน

ขณะนี้อินเดียมีปริมาณข้าวในโกดังของรัฐที่ 21 ล้านตัน เมื่อวันที่ 1 ก.ย. ซึ่งมากกว่าที่ทางการตั้งเป้าไว้ว่าจะอยู่ที่ 9.8 ล้านตัน ขณะที่มีข้าวสาลีในคลังสูงถึง 28 ล้านตัน มากกว่าปริมาณที่ตั้งเป้าไว้ที่ 17.1 ล้านตัน โดยเป็นผลมาจากสภาพภูมิอากาศที่มีปริมาณน้ำฝนพอเหมาะจนสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้มากเกินความคาดหมาย

ด้านประเทศผู้ส่งออกข้าวชั้นนำของโลกอย่างไทย นอกจากการเก็บเกี่ยวที่อุดมสมบูรณ์แล้ว ปริมาณข้าวในคลังรัฐบาลไทยยังเพิ่มขึ้นเพราะนโยบายรับจำนำข้าวของรัฐ โดยผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าภายในสิ้นปีนี้ปริมาณสำรองข้าวในคลังของไทยจะเพิ่มขึ้นอีก 10 ล้านตันจากระดับปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ 16 ล้านตัน หรือเทียบเท่าครึ่งหนึ่งของปริมาณที่ขายต่อปีในตลาดโลก

แน่นอนว่า การมีอาหารอย่างข้าว หรือข้าวสาลีเก็บสำรองไว้ในคลังในปริมาณมากๆ น่าจะเป็นเรื่องดี แต่กระนั้นนักวิเคราะห์หลายสำนักอธิบายตรงกันว่า การมีมากเกินไปก็ถือเป็นความเสี่ยงได้เช่นกัน เพราะอาหารมีอายุในการเก็บ ซึ่งหากกักเก็บไว้นานๆ ย่อมหมายถึงโอกาสในการเน่าเสีย และส่งผลบีบบังคับทางอ้อมให้รัฐบาลต้องเร่งขายข้าวออกให้เร็วที่สุด ซึ่งไม่พ้นบีบให้รัฐผู้ขายจำต้องยอมขายข้าวในราคาถูก กลายเป็นการขาดทุนครั้งใหญ่แบบหลีกเลี่ยงไม่ได้

ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าข้าวคาดการณ์ว่าในช่วงระยะสั้น ภายใต้สถานการณ์ที่รัฐบาลทั่วเอเชียยังคงหวาดวิตกกับการเร่งเก็บสำรองอาหาร เช่น จีน ที่กระทรวงเกษตรสหรัฐคาดว่าจะซื้อข้าวสาลีอีกราว 9.510 ล้านตันเข้าคลังภายในปี 2557 หรือฟิลิปปินส์ที่ตั้งเป้านำเข้าข้าวอีกในปีนี้เพื่อให้เพียงพอต่อการบริโภคและเพื่อเป็นหลักประกันความมั่นคงด้านอาหาร ตลอดจนเพื่อให้เกิดเสถียรภาพด้านราคา ราคาข้าวในตลาดโลกจึงไม่น่าจะมีการปรับตัวลดลง

แต่กระนั้น ในระยะยาวที่แนวโน้มการเก็บเกี่ยวผลผลิตมีแต่จะเพิ่มมากขึ้น จนทำให้แต่ละประเทศมีปริมาณการเก็บสำรองข้าวเกินความต้องการและเกินความสามารถของคลังที่จะจัดเก็บ ราคาขายข้าวมีโอกาสปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วจนน่าใจหาย เว้นเสียแต่ว่าจะเกิดภัยพิบัติธรรมชาติรุนแรงครั้งใหญ่จนทำให้ปริมาณข้าวไม่เพียงพอต่อความต้องการบริโภคของตลาด

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคืออินเดีย ที่ต้องเร่งส่งออกข้าวล็อตใหญ่ในปี 2554 หลังจากที่ข้าวและข้าวสาลีที่สงวนไว้ภายในยุ้งฉางของรัฐหลายแห่งเริ่มเน่าเสียและส่งกลิ่นเหม็น ทว่าปริมาณที่ส่งขายออกมากลับไม่สามารถขายได้มากตามที่รัฐบาลอินเดียตั้งเป้าไว้ เพราะช่วงเวลานั้นแต่ละประเทศก็มีการเก็บสำรองข้าวไว้ในปริมาณที่ค่อนข้างมากเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และกลายเป็นอินเดียที่ต้องยอมกดราคาข้าวให้ถูกเพื่อให้สามารถขายได้

ทั้งนี้ทั้งนั้น แม้นักวิเคราะห์จะคาดการณ์ว่า รัฐบาลในเอเชียจะยังไม่หยุดการเดินหน้าเก็บสำรองข้าวและข้าวสาลี จนกว่าจะเห็นปริมาณข้าวในคลังของประเทศผู้ส่งออกชั้นนำของโลกอย่างสหรัฐ ออสเตรเลีย และรัสเซียเพิ่มขึ้น หลังจากในช่วงที่ผ่านมาไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ตามเป้าที่ต้องการผิดกับสถานการณ์ในเอเชีย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า สิ่งที่รัฐบาลเอเชียทำเป็นสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสมแต่อย่างใด

เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความมั่นคงด้านอาหารของประเทศไม่ได้อยู่ที่ความสามารถในการเก็บได้มากที่สุด แต่อยู่ที่ความสามารถในการบริหารระบบจัดเก็บสำรองอาหารไม่ให้มากเกินไปจนเน่าเสีย หรือน้อยเกินไปจนขาดแคลน และอยู่ในสัดส่วนเพียงพอที่จะบริโภคและส่งออกขาย ซึ่งยังเป็นศักยภาพที่ไม่สามารถมองเห็นได้ในรัฐบาลหลายประเทศในภูมิภาคเอเชีย

ข่าวล่าสุด

LIVE ถ่ายทอดสด ฟอเรสต์ พบ อาร์เซน่อล พรีเมียร์ลีก วันนี้ 18 ต.ค.69

LIVE ถ่ายทอดสด ฟอเรสต์ พบ อาร์เซน่อล พรีเมียร์ลีก วันนี้ 18 ต.ค.69