posttoday
อย่ามองว่าเป็นแค่เสียงนกเสียงกา

อย่ามองว่าเป็นแค่เสียงนกเสียงกา

23 ตุลาคม 2556

เหตุที่ผู้เขียนเขียนวนไปวนมาอยู่กับเรื่องของเศรษฐกิจของประเทศไทยในช่วงนี้ก็เพราะมีความเป็นห่วงอย่างมาก เหมือนดังเห็นเรือที่เรานั่งมาใกล้จะอับปางหรือเครื่องบินใกล้จะตกก็ต้องพยายามเตือนกัปตันแม้เพียงหนึ่งเสียง หรือถ้าเป็นไม้ซีกก็คงเป็นได้แค่ไม้จิ้มฟัน แต่คิดว่าก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย

เหตุที่ผู้เขียนเขียนวนไปวนมาอยู่กับเรื่องของเศรษฐกิจของประเทศไทยในช่วงนี้ก็เพราะมีความเป็นห่วงอย่างมาก เหมือนดังเห็นเรือที่เรานั่งมาใกล้จะอับปางหรือเครื่องบินใกล้จะตกก็ต้องพยายามเตือนกัปตันแม้เพียงหนึ่งเสียง หรือถ้าเป็นไม้ซีกก็คงเป็นได้แค่ไม้จิ้มฟัน แต่คิดว่าก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย

ที่จริงก็มีผู้ใหญ่หลายท่านหรือบุคคลที่มีชื่อเสียงในภาคส่วนของสังคม กูรูทางเศรษฐกิจหลายๆ ท่านพยายามส่งเสียงเตือนในเวทีและโอกาสต่างๆ เช่น เมื่อเร็วๆ นี้ ในเรื่องที่ผู้เขียนหยิบยกบางส่วนที่ไปฟังมาจากการสัมมนาระหว่างประเทศ เรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืนโดยใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (Sustainable Development) หรือที่มีการลงข่าวเกรียวกราวไปเมื่อวันก่อนถึงการปาฐกถาในการสัมมนา “จับชีพจรประเทศไทย” ซึ่งจัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ และสถาบันอนาคตไทยศึกษา มาพูดเตือนไว้ นอกจากนี้ รายการชาตกาล 100 ปี ป๋วย อึ๊งภากรณ์ : มหากาพย์จำนำข้าว ก็เป็นอีกรายการหนึ่ง แต่ทั้งหมดนี้ดูเหมือนว่าผู้เกี่ยวข้องจะเอาหูทวนลมไปหมด หลายๆ คนที่พบกัน เวลาคุยกันจึงมักจะได้ฟังประโยคที่ว่า “แล้วต่อไปเราจะอยู่กันอย่างไร” หรือไม่ก็ “แล้วลูกหลานเราจะทำไง” เลยได้แต่ตอบว่า ทำใจเสียเถิด อะไรมันจะเกิดก็ต้องเกิด รุ่นลูกหลานเราเขายังไม่เดือดร้อนเลย เราจะไปคิดเผื่อเขาทำไม

ที่พูดเช่นนี้เพราะประสบการณ์ที่ผู้เขียนพบมาในการเข้าฟัง “มหากาพย์จำนำข้าว” ก็คือผู้เข้าฟังไม่มีคนรุ่นใหม่เลย มีแต่อายุ 50-60 ปี หรืออย่างต่ำก็คืออายุ 40 ปี ทั้งๆ ที่เรื่องนี้จัดขึ้นในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่ไม่มีนิสิตมาฟังเลย จะว่ามัวแต่เข้าฟังเลกเชอร์ก็น่าจะมีที่เป็นชั่วโมงว่างบ้าง ถ้าผู้เขียนวิเคราะห์เรื่องนี้ก็คงเห็นไปได้สองทาง คือ ผู้จัดไม่ประชาสัมพันธ์ให้นิสิตทราบ หรือเด็กรุ่นนี้ไม่มีความสนใจ ซึ่งผู้เขียนมองว่าน่าจะเป็นอย่างหลังมากกว่า เพราะถ้ามีความสนใจเดินผ่านไปก็น่าจะเห็นและเข้าไปฟังบ้าง ผู้เขียนยังสงสัยว่าอาจารย์เองมีการเข้าฟังกันมากน้อยขนาดไหน เพราะถ้าสนใจอาจารย์นั่นแหละจะเป็นผู้ป่าวประกาศให้นิสิตเข้าฟังกัน

ดังนั้น เห็นจะวิเคราะห์เป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ นอกจากว่าคนรุ่นหลังที่มีการศึกษาก็ล้วนเป็นนักวัตถุนิยม ถูกมอมเมาจนหลงอยู่กับความฟุ้งเฟ้อ ลืมไปว่าที่ฟุ้งเฟ้ออยู่ได้ก็เพราะคนรุ่นก่อนได้สร้างฐานไว้ให้ แม้แต่เศรษฐกิจของประเทศไทยที่เจริญเติบโตมาได้อย่างดี ก็เพราะฐานที่มั่นคงซึ่งถูกสร้างไว้ตั้งแต่เดิม ไม่ทราบว่าเมื่อไรจะถึงเวลาที่จะหันมาร่วมกันแก้ปัญหาก่อนที่ประเทศชาติจะจมดิ่งไปมากกว่านี้ ตัวอย่างใกล้ๆ ไม่ต้องไปดูถึงอาร์เจนตินาหรือกรีซ นั่นคือประเทศฟิลิปปินส์ก็เห็นๆ อยู่ว่ากำลังจะติดปีกบินในสมัย 40 กว่าปีที่แล้ว และทำท่าว่าน่าจะมีอนาคตที่สดใส แต่เพราะปัญหาหลายๆ อย่างที่คล้ายคลึงกับไทยขณะนี้ ซึ่งแน่นอนว่าไม่ได้รีบแก้ไข และในที่สุดฟิลิปปินส์ก็ฟุบลง และใช้เวลาถึง 4 ศตวรรษก็ยังไม่ฟื้น ผู้เขียนไม่อยากเห็นประเทศไทยเป็นแบบนั้น

ไม่อยากให้รัฐบาลมองทุกอย่างเป็นการเมือง การที่ผู้ใหญ่หลายๆ ฝ่ายออกมาติติง ก็มองว่าเป็นฝ่ายตรงข้ามมาดิสเครดิต ผู้ใหญ่ที่มีประสบการณ์ มีความรู้ออกมาพูดครั้งหลังสุดนั้นน่าจะฟังไว้บ้างแล้วก็นำไปวิเคราะห์ ขออนุญาตเอ่ยชื่อในที่นี้ว่า ผู้ใหญ่อย่าง อาจารย์ทนง อดีตรัฐมนตรีคลัง อาจารย์ณรงค์ชัยก็ยังช่วยอยู่ในรัฐบาลนี้ ท่านสมพลก็เป็นอดีตประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์ที่เพิ่งหมดวาระไป แต่ละท่านล้วนมีความเป็นห่วงต่อภาวะเศรษฐกิจ สังคม การเงินของประเทศ ที่ไม่ควรนิ่งนอนใจ หรือแม้แต่อาจารย์สมคิดที่ได้เปรียบเทียบว่าเสาหลักของประเทศไทย 4 เสา คือ การส่งออก การลงทุน การบริโภค และการใช้จ่ายของรัฐบาล ทรุดพร้อมกันทั้ง 4 เสา ก็ทำนองเดียวกับที่ผู้เขียนเคยเขียนไว้หลายๆ ครั้งว่า เศรษฐกิจไทยนั้นเหมือนเครื่องบินที่บินด้วย 4 เครื่องยนต์ และขณะนี้แม้แต่เครื่องยนต์เดียวที่ทำงานอยู่คือการส่งออกก็ทำท่าจะหยุดทำงานแล้ว ที่พูดเช่นนั้นไม่ใช่ยกตัวไปเปรียบเทียบกับระดับศาสตราพิจารณ์ แต่ต้องการจะชี้ให้เห็นว่าคนจำนวนมากที่ไม่หูหนวกตาบอดต่างก็มองไปในทิศทางเดียวกันแล้วว่าที่รัฐบาลทำมานั้นผิด กำลังพาประเทศดิ่งลงเหวให้แก้ไขเสีย

ที่จริงอาจารย์สมคิดได้ปาฐกถา โดยยกตัวอย่างของฟิลิปปินส์ 34 ข้อ ที่ฟังแล้วรู้สึกคุ้นๆ แล้วก็พูดถึงประเทศไทยโดยเห็นว่ายังพอมีทางแก้ไข ให้รีบทำ โดยท่านยกเงื่อนไขว่าขึ้นอยู่กับ

ผู้นำ ซึ่งจะต้องรู้สถานการณ์ของประเทศไทยว่าเป็นอย่างไร และเข้มแข็งพอที่จะผลักดันให้ประเทศกลับเข้าสู่สภาวะที่เข้มแข็ง

นักการเมือง ซึ่งต้องมีจิตสำนึก ไม่เป็นเพียงกลไกหนึ่งของการเมือง

ภาคประชาชน ซึ่งต้องเข้มแข็ง

ซึ่งหากไม่มี 3 ข้อนี้ จะกลายเป็น “กรรม” (ขอโควตท่านอาจารย์มาหน่อย) ท่านบอกว่าอนาคตในชีวิตของพวกเราจะได้เห็นถึงความเสื่อมถอย ความผุกร่อนของประเทศแน่นอน

ผู้เขียนเห็นว่าเงื่อนไขที่กล่าวข้างต้นประเทศไทยไม่มีทั้ง 3 ข้อ ผู้นำและนักการเมืองนั้นไม่ต้องพูดถึงและขอไม่ขยายความ เพราะเดี๋ยวจะถูกมองว่าเป็นการเมือง ผู้ใหญ่ทั้งหลายในบ้านเมืองถึงแม้จะมองเห็นก็ได้กล่าวเตือน ทำอะไรไม่ได้มากกว่านั้น ภาคประชาชนก็หูหนวกตาบอดเดินตามอย่างเดียว พวกที่ไม่หูหนวกตาบอดก็ไม่สนใจเพราะมีแต่ความฟุ้งเฟ้อ ดังเขียนไว้ข้างต้นแล้ว ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหลายก็หลงอยู่แต่กับเงินและอำนาจ

หรือนี่จะเป็นคราวเคราะห์ของประเทศไทยจริงๆ เห็นจะต้องพยายามทำใจให้ได้เสียแล้ว

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท