posttoday
มิชชั่น "ธกส."กู้สิบทิศอุดจำนำข้าว

มิชชั่น "ธกส."กู้สิบทิศอุดจำนำข้าว

23 ตุลาคม 2556

ในที่สุด ที่ประชุมร่วมระหว่างกระทรวงการคลังกับกระทรวงพาณิชย์ ก็มีมติทุบโต๊ะ

โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ

ในที่สุด ที่ประชุมร่วมระหว่างกระทรวงการคลังกับกระทรวงพาณิชย์ ก็มีมติทุบโต๊ะ ถึงแหล่งเงินที่จะนำมาใช้ในโครงการรับจำนำ ฤดูกาลผลิตปี 2557 จำนวน 16.5 ล้านตัน วงเงิน 2.7 แสนล้านบาท หลังจากคาราคา ซังมานาน เพราะหาทางออกไม่เจอ

มติดังกล่าว ให้นำเงินมาจาก 2 แหล่ง คือ 1.เงินที่ได้จากการระบายข้าวของกระทรวงพาณิชย์ จำนวน 1.3 แสนล้านบาท

2.ให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กู้เงิน โดยกระทรวงการคลังจะเป็นผู้ค้ำประกันและรับประกันการจ่ายเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยทั้งจำนวนในวงเงิน 1.4 แสนล้านบาท

ถือเป็นการกู้เงินก้อนใหม่ เพื่อนำมาโปะโครงการรับจำนำข้าวเพิ่มเติมจากเดิมในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา 4 รอบการผลิต มีการใช้เงินจริงๆ ไปแล้ว ไม่น้อยกว่า 6.79 แสนล้านบาท

แม้จะเริ่มรับจำนำไปแล้ว ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. แต่เพิ่งมา สรุปเอากลางเดือน ต.ค. เพราะรอตัวเลขคาดการณ์กระทรวงพาณิชย์ว่าปีนี้จะขายข้าวได้เท่าไร

ล่าสุดกระทรวงพาณิชย์ยอมรับ ปีนี้ขายข้าวพลาดเป้าแน่ไม่น้อยกว่า 34 หมื่นล้านบาท จาก ที่คาดว่าจะขายข้าวรวม 2 ปี ได้ยอดไม่น้อยกว่า 2 แสนล้านบาท แต่เพราะรับจำนำมาแพง ทำให้คาดว่าถึงสิ้นปีนี้น่าจะขายข้าวได้ 1.69 แสนล้านบาท

ภาระหนักจึงมาตกที่ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ คือ ธ.ก.ส. ซึ่งเปรียบเหมือนหนังหน้าไฟ เพราะเป็นเหมือนกระเป๋าสตางค์ของโครงการนี้ เพียงแต่พลิกวิธีการให้กระทรวงการคลังออกไปหาเงินกู้มาทำโครงการนี้ต่อ แต่ธนาคารแห่งนี้กลับต้องโดนสูบเงินไปใช้ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 6.5 หมื่นล้านบาท แยกเป็นก้อนแรก 2.05 หมื่นล้านบาท ที่ต้องเอามากลบหนี้จำนำข้าวแทนเงินที่กระทรวงพาณิชย์ขายข้าว ไม่ได้ เอามากลบให้โครงการนี้ปิดงบที่ 5 แสนล้านบาทให้ได้ตอนสิ้นปี

กับอีก 4.5 หมื่นล้านบาทที่กำลังถูกดึงมาใช้ในการรับจำนำช่วงต้นฤดูกาลผลิตปี 2557 เพื่อรองรับการรับจำนำจากเดือน ต.คต้นเดือน ธ.ค. 2556 นี้ ระหว่างที่รอขั้นตอนการอนุมัติวงเงินจากคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ หรือ กขช. และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประทับตรายางรับรองการจ่ายหนี้คืน ธ.ก.ส.

ที่ผ่านมา ธ.ก.ส. เพิ่งได้อนุมัติเงิน 8.5 หมื่นล้านบาท เพื่อชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการตามนโยบายรัฐบาล แต่ก็ต้องถูกดึงเงินกลับเข้าไปทำโครงการ รับจำนำเพื่อเสริมสภาพคล่องอีก

หากสรุปภาพรวมรับจำนำข้าว 2 ปี จะพบว่า มีการใช้เงิน 6.79 แสนล้านบาท และของปี 2557 อีก 2.7 แสนล้านบาท รวม 3 ปี จะใช้เงินมหาศาลถึง 9.49 แสนล้านบาท ในการทำโครงการรับจำนำข้าวเพียงโครงการเดียว

เงินประเดิมก้อนแรก 9 หมื่นล้านบาท มาจาก ธ.ก.ส. อีก 4.1 แสนล้านบาท ใช้วิธีการให้ ธ.ก.ส.กู้เงินจากสถาบันการเงินแล้วกระทรวงการคลังค้ำประกัน โดยผู้จ่ายดอกเบี้ยในเบื้องต้นเป็นธนาคาร ก่อนจะมีการตั้งงบประมาณมาชดใช้ภายหลัง

นอกจากนี้ ยังมีเงินที่ได้จากการระบายข้าว 2 ปี 1.3 แสนล้านบาท ก็เอามาจ่ายหนี้ ธ.ก.ส. 9 หมื่นล้านบาท และหมุนเอาไปใช้รับจำนำต่ออีก 34 หมื่นล้านบาท

ที่ผ่านมายังไม่มีการตัดเงินต้นที่กู้มาทั้ง 4.1 แสนล้านบาท เพียงแต่ใช้วิธีการต่ออายุออกไปเรื่อยๆ จ่ายดอกเบี้ยกันบาน เรียกว่าหักลบกลบยอดทางบัญชีอันไหนครบอายุก็กู้ของใหม่มาจ่ายของเก่าเวียนเทียนเช่นนี้

เช่นเดียวกับการจะก่อหนี้ใหม่อีก 1.4 แสนล้านบาท ก็ดูท่าว่าจะยิ่งเป็นการเพิ่มหนี้เป็น ดินพอกหางหมู คือเป็นการกู้เอาเงินสดๆ ไปซื้อสินค้าตุนเก็บไว้เรื่อยๆ จะขายได้เมื่อไร ราคาและปริมาณเท่าไรไม่มีใครรู้

นอกจากนี้ กลไกการรับจำนำข้าวก็มีค่าโสหุ้ยมากมาย เฉพาะแค่ต้นทุนทางการเงินคิดแล้วจะหนาว เพราะหากคิดเอาง่ายๆ จากยอดเงินที่ 9.5 แสนล้านบาท เมื่อคิดค่าเฉลี่ยจากดอกเบี้ยที่กู้จากสถาบันการเงินกว่า 3% และค่าบริหารโครงการของ ธ.ก.ส.อีก 2.5% รวมเป็นอัตราดอกเบี้ยประมาณ 5.5%

กรณีที่ใช้สภาพคล่องยืมเงินมาจาก ธ.ก.ส.ก่อน จะคิดที่อัตรา FDR + 1 ซึ่งจะตกที่ 5.5% เช่นกัน

เท่ากับโครงการนี้จะสร้างภาระดอกเบี้ยถึง ปีละ 5,225 ล้านบาท

โดยที่ ธ.ก.ส.ในฐานะผู้กู้ต้องออกค่าใช้จ่ายไปก่อน และค่อยไปเคลมภายหลังด้วยการตั้งงบชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยคืนจากงบประมาณปีต่อไป

แม้ ธ.ก.ส.จะย้ำเสมอว่ารัฐบาลเป็นเจ้าหนี้ที่ไม่มีความเสี่ยง แต่การถูกดูดทรัพยากรในรูปตัวเงินไปทำโครงการรับจำนำเพียงโครงการเดียว ได้สร้างความบิดเบือนและเสียหายต่อทั้งกลไกการตลาดและภารกิจหลักของธนาคารแห่งนี้ เป็นปัญหาสังคมที่กำลังสร้างความแบ่งแยกให้เกิดขึ้นระหว่างชาวนาที่ปลูกข้าว กับเกษตรกร ชาวสวน ชาวไร่ ที่ไม่มีใครอุ้มชูเท่ากับชาวนา

รวมทั้งสร้างความบิดเบือนต่อการบริหารเงินของ ธ.ก.ส. ที่ต้องจ่ายก่อนแล้วให้รัฐบาลมาผ่อนคืนภายหลัง

สิ่งเหล่านี้สะท้อนจากผลดำเนินงาน ธ.ก.ส.ในรอบ 6 เดือนแรกของปีบัญชี 2556 พบว่า ธ.ก.ส.ยังอัดสินเชื่อได้ดี เพราะมียอดปล่อยกู้กว่า 1.49 แสนล้านบาท ทำให้ยอดสินเชื่อคงค้างอยู่สูงกว่า 1.21 ล้านล้านบาท แต่ลูกหนี้ที่รอการชดใช้ในโครงการนโยบายรัฐบาลกระโดดมาอยู่ที่ 2.89 แสนล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นถึง 1.02 แสนล้านบาท คิดเป็น 54.54%

เมื่อรวมกับลูกหนี้โครงการรัฐที่ให้กระทรวงการคลังค้ำประกัน ซึ่งอยู่นอกงบการเงินมีจำนวน 4.32 แสนล้านบาท จะรวมเป็นเงิน ทั้งสิ้น 1.64 ล้านบาท สูงกว่ายอดเงินฝาก ที่รวมกันทั้งสิ้นกว่า 1.02 ล้านล้านบาท และ มากกว่ายอดสินทรัพย์ที่มีอยู่ทั้งสิ้น 1.24 ล้านล้านบาท โดยมีส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ 1.02 แสนล้านบาท

ซึ่งตามเกณฑ์ของสำนักบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) จะให้กระทรวงการคลังค้ำเงินกู้ให้ รัฐวิสาหกิจได้ไม่เกิน 6 เท่าของเงินทุน ซึ่งกรณี ธ.ก.ส. ถ้าให้รวมเงินกู้ก้อนใหม่ที่คลังจะค้ำให้อีก 1.4 แสนล้านบาท ก็ถือว่าเต็มเพดาน ไม่สามารถกู้ได้อีกแล้ว

นอกเสียจากฝ่ายการเมืองจะสั่งให้ขยายเพดานเงินกู้นี้อีก เพื่อเปิดทางให้ล้วงสภาพคล่อง ธ.ก.ส.เอามารับจำนำต่ออีก

ถึงตอนนี้ สถานการณ์ของ ธ.ก.ส.ยังไม่น่าไว้วางใจว่ากู้เงินมาโปะจำนำข้าวรอบใหม่ 1.4 แสนล้านบาท แล้วจะไม่ถูกล้วงเงินมาใช้อีก เนื่องจากดูผลงานขายข้าวกระทรวงพาณิชย์ 2 ปี คาดว่าจะทำได้ 1.69 แสนล้านบาทแล้ว ใครจะกล้าการันตีว่าอีก 1 ปีที่เหลือจะขายข้าวได้เงิน 1.3 แสนล้านบาทจริง

ไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และเลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กล่าวว่า ที่ประชุม กนง. เมื่อวันที่ 16 ต.ค.ที่ผ่านมา ได้มีการนำปัญหาขาดทุนในโครงการจำนำข้าวมาประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจด้วย โดยประเมินผลกระทบที่จะมีต่อฐานะการคลัง เพราะนักลงทุนต่างชาติสนใจเรื่องปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจ เนื่องจากมีผลต่อเงินทุนเคลื่อนย้าย

ดังนั้น นักลงทุนต่างชาติจึงให้ความสำคัญกับการติดตามดูความอ่อนแอ การขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ภาระหนี้สาธารณะ หรือฐานะการคลังของแต่ละประเทศมากเป็นพิเศษ ซึ่งประเทศไทยในฐานะที่อยู่ในตลาดการเงินโลกก็ต้องติดตามดูความเสี่ยงจากปัจจัยเหล่านี้ด้วย เพราะโครงการรับจำนำข้าวถ้าขาดทุนสูงก็อาจจะกระทบฐานะการคลังได้

แม้ขณะนี้ความเสี่ยงจะยังไม่มาก แต่ก็ต้องติดตามดูผลที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ฉะนั้น กนง.จึงต้องติดตามดูเรื่องขาดทุนโครงการ รับจำนำข้าวที่อาจเป็นปัญหากับฐานะการคลังและเรื่องอื่นๆ เช่น หนี้ครัวเรือน หรือปัญหาอื่นๆ ที่จะกระทบต่อฐานะการคลังด้วย

จะเห็นการใช้เงินเฉียด 1 ล้านล้านบาท เพื่อเอามาทำโครงการรับจำนำข้าวเพียงโครงการเดียว โดยที่ชาวนาก็ยังไม่หลุดพ้น วงจรหนี้ แถมเศรษฐกิจของประเทศก็ไม่เพิ่ม

ถ้าตัวเลขการขาดทุนพุ่งเป็น 4-5 แสนล้านบาทจริงอย่างที่นักวิชาการว่า คงไม่สะเทือน แค่ฐานะทางการเงินของ ธ.ก.ส. แต่จะกระทบต่อภาพเศรษฐกิจมหภาคและภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตานานาประเทศอีกด้วย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท