
สว.ซักฟอกผลงาน"ปู"ถล่มล้มเหลวทุกด้าน
ที่่ประชุมวุฒิสภาพิจารณารายงานแสดงผลการดำเนินการของคณะรัฐมนตรีตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
โดย...ธนพล บางยี่ขัน
ที่่ประชุมวุฒิสภาพิจารณารายงานแสดงผลการดำเนินการของคณะรัฐมนตรีตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ปีที่ 1 โดยเนื้อหาส่วนใหญ่ สว.โดยเฉพาะกลุ่ม 40 สว.ได้อภิปรายที่ความล้มเหลวในการบริหารงานที่ล้มเหลวหลายเรื่อง ไม่เป็นไปตามที่เคยแถลงนโยบายไว้ในหลายเรื่อง
ไพบูลย์ นิติตะวัน สว.สรรหา ชำแหละว่า การบริหารงานของรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมา ไม่ได้คำนึงถึงประสิทธิภาพ แต่คำนึงถึงเพียงแต่ว่าเป็นนโยบายที่เคยหาเสียงไว้ แม้ว่าโครงการนั้นจะมีปัญหา โดยเฉพาะผลงานที่ผิดเพี้ยนไปจนมีปัญหาในช่วงปีแรก คือ โครงการรับจำนำข้าว ที่คิดคนเดียว ทำโดยพรรคเดียว สร้างความขาดทุนมโหฬาร 4.25 แสนล้านบาท และยังไม่หยุดแค่นี้แต่จะขาดทุนต่อไปเรื่อยๆ และยังจะกระทบต่อข้าวสารค้างโกดังมหาศาลที่เน่าทุกวัน
อีกปัญหาคือการแก้ปัญหาน้ำท่วม ตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. 2555 วงเงิน 3.5 แสนล้านบาท เพราะมัวแต่ไปคุยดำเนินการจัดเตรียมทีโออาร์ที่เอื้อเอกชน จนต่อมามีปัญหาและศาลปกครองได้มีคำสั่งชะลอการดำเนินการจนไม่สามารถแก้ปัญหาได้ แนวนโยบายเรื่องการมีส่วนร่วมประชาชน แต่การดำเนินการตามโครงการเงินกู้ 3.5 แสนล้านบาท ก็ไม่ทำการรับฟังความเห็นประชาชน ศาลปกครองต้องสั่ง ถึงจะทำแต่ก็ทำแบบลวงๆ ลวกๆ จนมีคนไม่เห็นด้วยออกมาเดินขบวน
สว.สรรหารายนี้ ระบุว่า นอกจากนี้ในส่วนของการฟื้นฟูประชาธิปไตย การสร้างความปรองดองที่ระบุไว้เป็นนโยบายนั้น แต่ผลการดำเนินการเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาในชั้นกรรมาธิการ (กมธ.) แก้ไขร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม กลับกำลังสร้างความแตกแยกให้คนในชาติ นอกจากไม่ฟื้นฟูประชาธิปไตยแล้วยังเป็นการย้อนกลับไปสู่ยุคเผด็จการ รวมทั้งมาตรการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ ก็ไม่สามารถปฏิบัติได้อย่างที่พูด
วันชัย สอนศิริ สว.สรรหา อภิปรายว่า นโยบายเร่งด่วนที่รัฐบาลแถลงไว้ต่อรัฐสภา 16 ข้อนั้น องค์กรคลังสมอง (เอสไอยู) ได้ประเมินว่า ทำสำเร็จมีเพียง 2 เรื่อง คือ 1.การแก้ปัญหายาเสพย์ติด และ 2.ฟื้นฟูสัมพันธ์ประเทศเพื่อนบ้าน ส่วนเรื่องอื่นไม่สำเร็จ อย่างเช่นการสร้างความปรองดองสมานฉันท์คนในชาติ ที่นอกจากไม่สำเร็จแล้วกลับสร้างความแตกแยกยิ่งกว่าเดิม การแก้ปัญหาของแพงที่ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง
ทั้งนี้ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ซึ่งได้มาฟังการประชุมวุฒิสภาด้วยตัวเอง ได้ลุกขึ้นชี้แจงว่า “สำหรับเรื่องความปรองดอง ที่ผ่านมาพยายามมุ่งมั่นทำงานใช้ความอดทน ไม่ตอบโต้ เพราะอยากเห็นบรรยากาศที่ดี แต่เรื่องนี้ทำฝ่ายเดียวไม่ได้ต้องได้รับความร่วมมือทุกฝ่าย ทั้งนี้พร้อมจะเข้าหาทุกฝ่ายที่อยากเห็นการแก้ปัญหาประเทศ อยากรับฟังข้อคิดเห็นมุมมองแตกต่าง”
ต่อมา ยรรยง พวงราช รมช.พาณิชย์ แก้ข้อครหาเกี่ยวกับนโยบายค่าครองชีพว่า ปัญหาของแพงนั้น ได้ติดตามราคาสินค้าใกล้ชิด มีเจ้าหน้าที่กระจายไปทั่วประเทศ เพื่อติดตามรายละเอียดกว่า 400 รายการ จะเห็นความเคลื่อนไหวทุกวันทั่วประเทศ ที่ผ่านมาจะเห็นว่าดัชนีราคาสินค้าทั่วไปมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีเสถียรภาพ และเงินเฟื้อไม่น่าจะเกิน 3% แต่ที่อาจจะเป็นปัญหาคือเงินฝืด คนไม่มั่นใจจะไปซื้อไปบริโภค ดังนั้น รัฐบาลจะสร้างความเชื่อมั่นด้วยการกระตุ้นการซื้อและมีมาตรการช่วยเหลือ
ปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกรัฐมนตรี อธิบายถึงการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาลว่า ไม่มีการออกทีโออาร์โครงการน้ำเอื้อประโยชน์เอกชน เพราะเปิดให้แข่งขันจาก 300 กว่าบริษัท และไม่มีใครร้องเรื่องนี้เลยสักราย ดังนั้น จึงไม่ควรมากล่าวหากลางสภา และแผนการรับฟังความเห็นประชาชนเวลานี้ปฏิบัติแล้ว 2 จังหวัด จาก 30 จังหวัด ซึ่งเป็นแผนงานมาตั้งแต่ต้นว่าจะดำเนินการ
ขณะเดียวกัน พล.อ.เลิศฤทธิ์ เวชสวรรค์ พญ.พรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ และสมชาย แสวงการ สว.สรรหา ยังได้อภิปรายถึงความไม่เหมาะสมของ หนังสือ “ย้ำยุค รุกสมัย” ครบรอบ 40 ปี 14 ตุลาฯ ที่มีเนื้อหาหมิ่นสถาบัน และพบรายชื่อ นายกฯ รมต. เป็นที่ปรึกษาและผู้สนับสนุนการจัดกิจกรรม
สมชาย แสวงการ สว.สรรหา กล่าวว่า ในงานดังกล่าวยังมีการแสดงละครที่หอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปรากฏว่ามีการพาดพิงเบื้องสูง รวมทั้งยังมีการนำเสนอผ่านรายการเอเชียอัพเดท ซึ่งถือว่าคณะจัดงานมีความประสงค์ร้ายต่อสถาบัน จึงอยากเรียกร้องให้รัฐบาลตรวจสอบและทำความจริงให้กระจ่าง
ในประเด็นนี้ จาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ ในฐานะเป็นที่ปรึกษาจัดกิจกรรมดังกล่าว ชี้แจงว่า ยังไม่เห็นรายละเอียด แต่ส่วนที่ท้วงติงว่าเนื้อหาในหนังสือให้ร้ายสถาบันนั้น เท่าที่ได้ดูและสอบถามคนทำแล้ว มีแต่ข้อความสนับสนุนระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ และเนื้อหาเป็นเชิงวิชาการ ไม่มีถ้อยคำที่เป็นการบ่อนทำลายหรือดูหมิ่นสถาบัน หากผิดกฎหมายสามารถดำเนินคดีทางกฎหมายได้ แต่รับว่าจะไปตรวจสอบรายละเอียดอีกครั้ง
สอดคล้องกับ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รองนายกรัฐมนตรี ที่ได้อธิบายว่า รัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาตามครรลองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ส่วนเรื่องพฤติกรรมที่เกิดขึ้นนี้ จะไปตรวจสอบ หากมีหลักฐานเชื่อมโยงถึงองค์กรใด ก็ต้องรับผิดชอบ







