posttoday
สภาผัวเมีย

สภาผัวเมีย

21 ตุลาคม 2556

สัปดาห์ที่แล้ว ผมเขียนค้างไว้ถึงเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญให้ยกเลิกข้อห้ามสภาผัวเมีย โดยยกคำให้สัมภาษณ์ของอาจารย์โภคิน พลกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายมหาชนท่านหนึ่งในประเทศไทย เคยเป็นอาจารย์สอนกฎหมายรัฐธรรมนูญมาก่อน

สัปดาห์ที่แล้ว ผมเขียนค้างไว้ถึงเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญให้ยกเลิกข้อห้ามสภาผัวเมีย โดยยกคำให้สัมภาษณ์ของอาจารย์โภคิน พลกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายมหาชนท่านหนึ่งในประเทศไทย เคยเป็นอาจารย์สอนกฎหมายรัฐธรรมนูญมาก่อน

ที่หยิบยกเอาความเห็นของท่าน เพราะท่านเป็นนักกฎหมายระดับแนวหน้า ความเห็นของท่านจึงต้องฟัง โดยท่านพูดถึงประเด็นสภาผัวเมียไว้ว่า

“เขาจะให้สามีภรรยาได้หรือไม่ได้ มันไม่ใช่ประเด็นขัดรัฐธรรมนูญ มันเป็นเรื่องความเหมาะสม รัฐธรรมนูญรับรองสิทธิเสรีภาพของบุคคลให้มีความเสมอภาคกัน แต่ถ้าห้ามสามีภรรยาแสดงว่าสิทธิคุณหายนะ ถามว่าอย่างนี้แปลกไหม เพราะห่วงอย่างเดียวว่า สามีเป็น สส. ภรรยาเป็น สว. หรือกลับกัน เวลาถูกถอดถอนจะมาช่วยกัน อันนี้คุณกำลัง Imagine (จินตนาการ) ไปไม่รู้จบ ถ้าจินตนาการไปอย่างนี้ ไม่มีใครทำงานได้เลยนะ”

รัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับประเด็นนี้ คือ มาตรา 115 ซึ่งกำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะสมัครรับเลือกตั้งเป็น สว. ต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามดังนี้ (5) ไม่เป็นบุพการี คู่สมรส หรือบุตรของผู้ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

(6) ไม่เป็นสมาชิกหรือผู้ดำรงตำแหน่งใดในพรรคการเมืองหรือเคยเป็นสมาชิกหรือเคยดำรงตำแหน่งและพ้นจากการเป็นสมาชิกหรือการดำรงตำแหน่งใดๆ ในพรรคการเมืองมาแล้วยังไม่เกินห้าปีนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้งหรือวันที่ได้รับการเสนอชื่อ

(7) ไม่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือเคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและพ้นจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาแล้วไม่เกินห้าปีนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้งหรือวันที่ได้รับการเสนอชื่อ

(9) ไม่เป็นรัฐมนตรีหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่นซึ่งมิใช่สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น หรือเคยเป็นแต่พ้นจากตำแหน่งดังกล่าวมาแล้วยังไม่เกินห้าปี

เจตนารมณ์ที่รัฐธรรมนูญห้ามไว้นี้ เพราะต้องการให้ สว.เป็นอิสระ ไม่เกี่ยวข้องหรือถูกครอบงำโดยนักการเมือง เพราะ สว.จะมีอำนาจในการตรวจสอบนักการเมือง และมีอำนาจสำคัญที่นักการเมืองต้องการควบคุมให้ได้คือการแต่งตั้งองค์กรอิสระที่จะตรวจสอบนักการเมือง

การบัญญัติข้อห้ามตามมาตรานี้ เนื่องมาจากปัญหาที่เกิดขึ้นกับ สว.ชุดที่ 2 ตามรัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งได้รับการเรียกขานว่า เป็นสภาผัวเมียบ้าง สภาครอบครัวหรือสภาพ่อลูกบ้าง สภาทาสบ้าง สว.ในชุดนั้นจำนวนหนึ่ง ได้รับเงินเดือนจากพรรคของนายใหญ่ รัฐบาลในยุคนั้น จึงสั่ง สว.ให้ซ้ายหันขวาหันได้ ผลก็คือองค์กรอิสระที่ทำหน้าที่ตรวจสอบนักการเมืองซึ่งมาจากการแต่งตั้งของ สว. ถูกครอบงำโดยรัฐบาลในขณะนั้น ไม่สามารถทำหน้าที่ตรวจสอบฝ่ายการเมืองได้ตามที่กฎหมายกำหนด

และนั่นเป็นเหตุผลหนึ่งของการปฏิวัติ 2549

นอกจากรัฐธรรมนูญจะห้ามผู้ที่มีความสัมพันธ์ทางครอบครัวกับนักการเมืองแล้ว ยังห้ามนักการเมืองหรือ สว.เองไม่ให้เกี่ยวข้องกัน โดยหากพ้นจากตำแหน่งของแต่ละฝ่ายแล้ว จะต้องเว้นวรรคไปพักผ่อนเป็นเวลา 5 ปี

นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญยังให้ สว.เป็นได้สมัยเดียว ก็มีการแก้ให้ยกเลิก เพื่อให้ สว.เป็นติดต่อกันกี่สมัยก็ได้ และให้แก้ที่มาของ สว.ทั้งหมดให้มาจากการเลือกตั้งเท่านั้น

คุณโภคินกล่าวหาคนที่คัดค้านเรื่องนี้ว่า Imagine ไปเองว่า สภาผัวเมียจะช่วยเหลือกันหากมีการตรวจสอบ

คำถามแรกต้องถามก่อนว่า ถ้าเป็นเรื่องจริงแท้แน่นอนว่า เมื่อเป็นสภาผัวเมียแล้ว เขาจะช่วยเหลือกันจริง การตรวจสอบจะไม่สามารถทำได้ ท่านยังเห็นว่าควรแก้ไขหรือไม่

การ Imagine ไม่ใช่เรื่องเสียหายในทางกฎหมาย แต่นักกฎหมายที่ดีต้องมี Imagine โดยเฉพาะอย่างยิ่งการร่างกฎหมาย ต้องคิดไปก่อนว่า ถ้าเกิดเหตุการณ์อย่างนั้นอย่างนี้ขึ้น จะทำอย่างไร เช่น เราป้องกันรัฐมนตรีไม่ให้เป็นคู่สัญญากับรัฐ เราก็ต้อง Imagine ว่า ถ้ารัฐมนตรีให้ลูกไปทำแทนจะยอมหรือไม่ หรือตั้งลูกน้องหรือคนที่ไว้วางใจไปทำแทนจะป้องกันอย่างไร

หากนักกฎหมายไม่มี Imagine เลย จะร่างกฎหมายที่ดีได้อย่างไร

ประเด็นที่ควรพิจารณาคือ Imagine นั้น เป็นไปได้หรือไม่ ถ้าเป็นไปได้ มันถูกต้องหรือไม่ ท่านไม่เชื่อหรือว่า ผัวเมียกันย่อมจะเอื้อประโยชน์ให้กัน ท่านเชื่อหรือว่า ผัวเมียกันจะไม่ช่วยเหลือกัน ท่านเชื่อใช่ไหมว่า นักการเมืองของไทยเรามีคุณภาพดีที่สุดในโลก เมื่ออยู่บ้านช่วยเหลือเกื้อกูลกันในฐานะผัวเมีย พอเดินเข้าไปสภาปุ๊บ ความคิดจะเปลี่ยนไปทันที จะไม่มีเยื่อใย ตัดความรู้สึกได้เลยว่าเป็นผัวเมียกัน ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าเป็นพ่อลูก ไม่ว่าฝ่ายใดจะเป็นฝ่ายตรวจสอบ เขาจะตรวจสอบกันตามพยานหลักฐาน ไม่มีอคติ ไม่มีความเกรงใจ ไม่มีความรัก ไม่มีความเคารพยำเกรง มีแต่ความถูกต้องตรงไปตรงมาตามกฎหมาย

ท่านเชื่อเช่นนั้นจริงๆ หรือ

ประเด็นต่อมาที่ท่านอ้างว่า รัฐธรรมนูญรับรองสิทธิให้เท่ากัน ถ้าไปตัดสิทธิ เท่ากับสิทธิของเขาหาย ก็คงต้องเรียนว่า เหตุผลนี้ไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้เลย

สิทธิของบุคคลยังเท่าเทียมกัน สิทธิและเสรีภาพของบุคคล ย่อมถูกจำกัดโดยกฎหมายอยู่แล้ว ไม่มีที่ใดในโลกที่บุคคลจะมีสิทธิและเสรีภาพโดยไม่ถูกจำกัด ประเด็นสำคัญคือ การจำกัดสิทธิต้องมีเหตุผลเพียงพอ ใช้กับทุกคนทุกกรณีเป็นการทั่วไป จะเลือกปฏิบัติไม่ได้

ประเด็นสุดท้ายที่สำคัญคือ การแก้รัฐธรรมนูญในเรื่องนี้ เป็นเรื่องความเหมาะสมไม่ใช่เป็นเรื่องขัดรัฐธรรมนูญ ด้วยความเคารพ แม้ท่านจะมีเสียงข้างมากในสภา ก็ไม่สามารถแก้กฎหมายได้ตามอำเภอใจ การบัญญัติกฎหมายแม้จะเป็นรัฐธรรมนูญ ก็ต้องอยู่ภายใต้หลักที่อยู่เหนือตัวบทกฎหมายที่เรียกว่า หลักนิติธรรม อันเป็นหลักที่นักกฎหมายทั่วโลกยอมรับว่า กฎหมายทุกฉบับจะต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม

รัฐธรรมนูญบัญญัติให้ สว.ตรวจสอบนักการเมือง สว.จึงต้องมีความเป็นอิสระ ปลอดจากการเมือง หากยอมให้ สว.กับนักการเมืองมีความเกี่ยวพันกัน เป็นผัวเมียกัน เป็นพ่อลูกกันหรือแม่ลูกกัน จะตรวจสอบกันได้อย่างไร การแก้รัฐธรรมนูญเช่นนี้ ย่อมขัดกับหลักนิติธรรม

ถ้าอาจารย์คิดว่า สภาจะแก้กฎหมายอย่างไรก็ได้ ลองแก้กฎหมายให้การฆ่าคนตายไม่ผิดกฎหมายสิครับ ลองดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับบ้านนี้เมืองนี้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท