
จับตาเอ็นจีวี
โครงการจัดซื้อรถโดยสารที่ใช้เชื้อเพลิงเอ็นจีวีขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ใช้เวลายาวนานหลายรัฐบาล เริ่มตั้งแต่สมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี พ.ศ. 2548 ที่มีแนวคิดเปลี่ยนรถโดยสาร ขสมก.ใหม่ จำนวน 6,000 คัน งบประมาณหลักแสนล้านบาท
โครงการจัดซื้อรถโดยสารที่ใช้เชื้อเพลิงเอ็นจีวีขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ใช้เวลายาวนานหลายรัฐบาล เริ่มตั้งแต่สมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี พ.ศ. 2548 ที่มีแนวคิดเปลี่ยนรถโดยสาร ขสมก.ใหม่ จำนวน 6,000 คัน งบประมาณหลักแสนล้านบาท
เมื่อพิจารณาถึงความจำเป็นและงบประมาณก้อนโต ทำให้โครงการนี้ได้รับการคัดค้านตลอดมา แต่ก็มีความพยายามผลักดันในหลายรัฐบาลต่อมา ทั้งรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช และรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่มีแนวคิดในการเปลี่ยนจากระบบซื้อเป็นเช่า แต่ก็ยังไม่เกิด
มาแจ้งเกิดอีกทีในรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่มีมติเมื่อวันที่ 9 เม.ย. 2556 ให้ดำเนินโครงการจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวี จำนวน 3,183 คัน วงเงิน 13,162.2 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างประกาศทีโออาร์เป็นครั้งที่ 4 และคาดว่าจะสรุปรายละเอียดของทีโออาร์ภายในเดือน ต.ค. ก่อนดำเนินการประกวดราคาในเดือน ม.ค. 2557
ล่าสุด พล.อ.พฤณท์ สุวรรณทัต รมช.คมนาคม ในฐานะกำกับดูแล ขสมก. อ้างว่า ได้หารือกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และได้สรุปความเห็นมาว่าให้กำหนดราคากลางของรถทั้งคัน ไม่ใช่การแยกชิ้นส่วนของรถมาพิจารณากำหนดราคากลาง
ทั้งนี้ คำกล่าวของ พล.อ.พฤณท์ ขัดแย้งกับที่นายไพโรจน์ วงศ์วิภานันน์ ประธานคณะกรรมการศึกษา เฝ้าระวังโครงการรถเมล์เอ็นจีวี ขสมก. ของ ป.ป.ช. ที่ออกมาให้ข้อมูลว่ายังไม่ได้สรุปความเห็นใดๆ ต่อเรื่องนี้ทั้งสิ้น และอยู่ระหว่างการศึกษา รวบรวมข้อมูลต้นทุนที่แท้จริงจากผู้ประกอบการเสนอต่อบอร์ด ขสมก.
นอกจากนี้ ต้องการให้แจกแจงต้นทุนของรถเมล์ให้ชัดเจนทั้งในส่วนของคัสซีและเครื่องยนต์ที่นำเข้ามา ก่อนมาประกอบเป็นตัวรถ รวมถึงต้นทุนค่าแรงและภาษี เพราะการกำหนดราคากลางกว้างๆ รถเมล์ร้อนราคาคันละ 3.8 ล้านบาท และรถปรับอากาศคันละ 4.5 ล้านบาทนั้น ไม่มีที่มาที่ไป อาจทำให้รัฐเสียประโยชน์ และต้องการทำให้การดำเนินการจัดซื้อครั้งนี้เป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรมที่สุด







