posttoday
ภาพสะท้อน

ภาพสะท้อน

20 ตุลาคม 2556

คนเลี้ยงวัววางกระสอบใส่ขี้วัวใบสุดท้ายไว้ข้างรั้ว แกยกมือปาดเหงื่อก่อนจะยื่นมารับเงินไปนับ

คนเลี้ยงวัววางกระสอบใส่ขี้วัวใบสุดท้ายไว้ข้างรั้ว แกยกมือปาดเหงื่อก่อนจะยื่นมารับเงินไปนับ

“หมอจะเอามาใส่อะไรเหรอ?” แกถามอย่างนอบน้อมติดสำเนียงคนพื้นถิ่น

“หนูจะเอามารองก้นสระ แล้วก็ใส่โคนต้นไม้นี่แหละค่ะ” เสียงตอบบอกสำเนียงต่างถิ่น มิไยว่าจะบอกแกสักกี่ครั้งว่าไม่ใช่หมอ แกก็ยังเรียกจนติดปาก

“ผมว่าหมอทำอย่างอื่นดีกว่านะ อย่างปลูกมัน ยูคา หรือเลี้ยงไก่ก็ได้ ต้นไม้พวกนี้” ชี้ไปทางแนวต้นกล้วยและมะพร้าว “ปลูกไปไม่นานก็ตาย ดินมันไม่ดี” คำแนะนำของคนในท้องที่ทำเอาคนฟังที่เพิ่งย้ายเข้ามาใหม่เริ่มใจแป้ว แกคงไม่สังเกตเพราะยังพูดต่อไปอีกว่า “ดูอย่างไผ่พวกนั้นสิ ปลูกเท่าไรก็ไม่งามสักที เชื่อผมเถอะ ก่อนคุณหมอมาซื้อที่แปลงนี้ ผมเคยมาเช่าปลูกมันตั้งหลายรอบ”

คนฟังได้แต่เพียงยิ้มและบอกขอบคุณเบาๆ เป็นการยุติบทสนทนา

โจทย์ใหม่สำหรับเกษตรกรมือใหม่

ฤดูฝนกำลังจะผ่านไป ต้นไม้ที่ลงไว้เมื่อ 3 เดือนก่อนสูงขึ้นเล็กน้อย ต่างจากหญ้าขนและต้นสาบเสือที่สูงท่วมหัว คำพยากรณ์ของคนเลี้ยงวัวเริ่มส่อเค้าเป็นจริง

เราไม่อาจรู้ว่าใต้ผืนดินทรายแห่งนี้มีสภาพเป็นอย่างไร แต่ข้อสังเกตของคนเลี้ยงวัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ ดูกอไผ่สิ มันไม่งามเลย

ดินจะดีหรือไม่ ดูได้จากยอดไม้...อย่างนั้นหรือ?

เรื่องการปรับปรุงดินคงต้องพักไว้ก่อน ตอนนี้มีเรื่องที่น่าสนใจกว่าให้ขบคิด

ยามเย็นปลายฤดูฝน ฉันเดินแหวกหญ้าไปตามจุดที่ลงต้นไม้เอาไว้ แม้จะรองก้นหลุมด้วยอินทรียวัตถุค่อนข้างหนาแล้วก็ตาม แต่ยอดใบก็ยังไม่งาม โดยเฉพาะต้นแก้วและโมก ดูเหมือนจะออกอาการหนักกว่าเพื่อน ใบเหลืองแทบทั้งต้น

เมื่อขุดดินในบริเวณใกล้เคียง ถัดจากผิวดินทรายลงไปราวๆ 50 เซนติเมตร เป็นดินที่มีลักษณะคล้ายดินลูกรังสีส้มแดง หากขุดลึกลงไปเรื่อยๆ ก็จะเจอแผ่นหินทรายสีออกม่วงๆ วางซ้อนกันเป็นชั้นๆ ไม่มีสัญญาณชีพจากเหล่าแมลงตัวเล็กตัวน้อยแต่อย่างใด นอกจากปลวกบริเวณผิวดิน

ยิ่งขุดลึกลงไป สภาพดินก็ยิ่งแห้งแล้งขาดแคลนธาตุอาหารที่จำเป็น ทำให้นึกย้อนกลับมามองสภาพด้านในของชีวิต ช่วงชีวิตที่ผ่านมา มันช่างแห้งแล้งและไร้ชีวิตชีวาปานกัน

งานกับวิถีชีวิตที่เลือกเอง เริ่มเข้าสู่โหมดอุปสรรคที่ยากเกินจะลุล่วงในช่วงเวลาอันสั้น เหมือนมันจะประดังประเดเข้ามาไม่ขาดสาย ความลังเลสงสัยเริ่มเกาะกุมชีวิตแทบทุกก้าวย่าง นานวันเข้าก็กลายเป็นความท้อแท้สิ้นหวัง และอยู่อย่างคนไร้จิตวิญญาณ มิพักต้องถามถึงแรงบันดาลใจ...มันแห้งเหือดไปนานแล้ว

เวลาลงสวน ต้นไม้ใบหญ้าที่เคยลู่ลมทักทายอย่างร่าเริง บัดนี้กลับมองเห็นเพียงใบไม้แห้งไหวลมอย่างแกนๆ

ฉันมิอาจมองเห็นสีหน้าและแววตาของตัวเองในยามนั้นได้ แต่ก็พอคาดเดาได้ไม่ยากว่ามันคงหม่นหมองหดหู่ และที่ทำให้เชื่อว่ามันต้องเป็นอย่างนั้นก็คือ ภาพที่สะท้อนจากสีหน้าและแววตาของคนที่อยู่ข้างเคียงนั่นเอง

ลองคิดดูสิ...

ภรรยาที่อยู่กับอารมณ์หมองหม่นและการพร่ำบ่น สามีที่อยู่แต่กับความนิ่งเฉย บรรยากาศในบ้านจะเป็นอย่างไร

แม่ที่หล่อเลี้ยงอารมณ์ขุ่นมัวอยู่ตลอดเวลา ลูกจะเติบโตมาด้วยสภาพจิตใจอย่างไร

ครอบครัวที่พ่อแม่ทะเลาะกันเสียงดัง หรือลงไม้ลงมือกัน แผ่นดินในหัวใจของลูกจะหล่อเลี้ยงต้นไม้ประเภทใด

เจ้านายที่คอยจับผิดและตำหนิลูกน้องอยู่บ่อยๆ บรรยากาศในที่ทำงานและประสิทธิภาพของงานจะเป็นอย่างไร

และ...นักปกครองที่เห็นประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้องเป็นสำคัญ ประชาชนจะเป็นอยู่อย่างไร

ลูก คือ ภาพสะท้อนของพ่อแม่

สามีภรรยา คือ ภาพสะท้อนของกันและกัน

และแน่นอนว่า ความเป็นอยู่ของประชาชน คือ ภาพสะท้อนธรรมาภิบาลของนักปกครอง

ในยามที่เรากำลังปฏิบัติต่อใครสักคน โดยเฉพาะด้านลบ ไม่ว่าจะเป็นการตำหนิ วิพากษ์วิจารณ์ สั่งการ หรือใช้ความรุนแรง ขอเวลาสักชั่วขณะ กลับมาที่ความรู้สึกตัว แล้วมองให้ลึกลงไปในแววตาของเขาหรือเธอ โดยปราศจากการตัดสินหรือตีความใดๆ เพื่อที่เราจะได้เห็นภาพสะท้อนด้านในอย่างถนัดชัดเจน

จอห์น แมคคอนแนล เคยเล่าในวงสนทนาครั้งหนึ่งว่า ในห้องๆ หนึ่งมีกีตาร์อยู่ 2 ตัว วางอยู่คนละมุม หากเราดีดสายที่ 1 ของกีตาร์ตัวหนึ่ง สายที่ 1 ของกีตาร์อีกตัวก็จะสั่นสะเทือนด้วยเช่นกัน

ดังนั้น ไม่ว่าจะโดยเจตนาหรือไม่ก็ตาม ทุกการกระทำของเราไม่ว่าจะเป็นสีหน้า ท่าทาง หรือแม้แต่น้ำเสียง ล้วนส่งผลต่อคนหรือสิ่งรอบข้างเสมอ

สิ่งที่พึงระวังอีกอย่าง คือ อคติ ซึ่งเป็นเสมือนวัชพืชตัวฉกาจที่คอยดูดพลังชีวิตของเรา รากของมันจะชอนไชดูดกินน้ำเลี้ยงในชีวิตโดยที่เราไม่รู้ตัว ผลที่ตามมา คือ การมองภาพต่างๆ จะเริ่มพร่าเลือนและบิดเบือนไปตามการตีความของเรา (ซึ่งมักจะเป็นการตีความเข้าข้างตัวเอง) จนกระทั่งพลังแห่งความดีงาม ความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการ หรือแม้แต่ความรัก เหือดแห้งไปจากตัวเรา ท้ายที่สุดก็จะเหลือเพียงแผ่นดินที่แตกระแหง หยาบกระด้าง ปราศจากสัญญาณชีพใดๆ

ไม่มีเกษตรกรคนไหนอย่างครอบครองผืนดินที่มีสภาพเช่นนั้น เพราะเขารู้ดีว่า การพลิกฟื้นสู่ความอุดมสมบูรณ์นั้นมีโอกาสพอๆ กับการเป็นไปไม่ได้

บ่อยครั้งภาพที่สะท้อนออกมาจากเบื้องลึกของเรา อาจจะบิดเบี้ยวขี้ริ้วขี้เหร่ คงไม่ใครอยากเห็นว่า เราเป็นคนเอาแต่ใจตัวเอง มองโลกในแง่ร้าย ขี้บ่น เห็นแก่ตัว ขี้งก เย็นชา อารมณ์ร้อน ก้าวร้าว ฯลฯ

แต่การเปิดใจยอมรับคือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตของเรา เพราะการยอมรับจะนำมาซึ่งความเข้าใจ (ทั้งตัวเราและคนอื่น) ความเข้าใจจะนำมาซึ่งความอ่อนโยนและการตอบสนองที่แตกต่างไปจากเดิม และแน่นอนว่าสิ่งที่สะท้อนกลับมาย่อมแตกต่างไปจากเดิมด้วยเช่นกัน

กับคำถามชีวิตที่ว่า ทำไมเราต้องเจอแต่คนหรือเหตุการณ์แบบนี้อยู่เรื่อยเลย?

บางทีอาจเป็นสัญญาณที่กำลังบอกเราว่า ถึงเวลาเปลี่ยนแปลงตัวเองแล้วก็ได้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท