posttoday
พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว (จบ)

พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว (จบ)

20 ตุลาคม 2556

โดย...วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย

โดย...วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย

นอกจากนี้ ยังโปรดการท่องเที่ยวไปตามหัวบ้านหัวเมือง ทั้งเหนือและใต้ สาเหตุหนึ่งอาจเป็นเพราะมีพระอาการประชวรกระเสาะกระแสะอยู่เสมอ จึงต้องเสด็จไปเที่ยวรักษาพระองค์ ตามหัวเมืองอยู่เนืองๆ กล่าวกันว่า มักเสด็จไปประทับตามถิ่นที่มีบ้านลาว เสด็จไปประทับที่ บ้านสัมปทวน แขวงนครไชยศรีบ้าง ทางเมืองพนัสนิคมบ้าง แต่เสด็จไปประทับที่ตำหนักบ้าน สีทา จ.สระบุรี เสียโดยมาก โดยแท้ที่จริงแล้ว พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เคยเสด็จไปเที่ยวประพาสตามหัวเมืองต่างๆ มาตั้งแต่ครั้งยังดำรงพระยศเป็น เจ้าฟ้าจุฑามณี กรมขุน อิศเรศรังสรรค์แล้ว เพราะทรงประจักษ์แจ้งแก่พระปรีชาญาณว่า การเสด็จประพาสหัวเมืองเป็นประโยชน์แก่ราชการบ้านเมือง ด้วยทรงสามารถทราบทุกข์สุขของไพร่ฟ้าประชาชนได้เป็นอย่างดี ซึ่งดีกว่ารายงานในกระดาษมากนัก

พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงใฝ่พระราชหฤทัยในวิชาการด้านจักรกลมาก และด้วยเหตุที่พระองค์โปรดการทหารจึงทรงสนพระราชหฤทัยเกี่ยวกับอาวุธยุทธภัณฑ์เป็นพิเศษ เท่าที่ค้นพบพระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์นั้น ก็มักจะทรงฉลองพระองค์เครื่องแบบทหาร และเป็นเครื่องแบบทหารเรือด้วย แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าไม่มีการบันทึกพระราชประวัติในส่วนที่ทรงสร้างหรือวางแผนงานเกี่ยวกับกิจการทหารใดๆ ไว้บ้างเลย แม้ในพระราชพงศาวดารหรือในจดหมายเหตุต่างๆ ก็ไม่มีการบันทึกผลงานพระราชประวัติในส่วนนี้ไว้เลย ถึงแม้พระองค์เองจะไม่โปรดการบันทึก แต่ก็ไม่มีพระราชหัตถเลขาใดๆ แต่พระองค์ทรงมีงานเด่นที่มีหลักฐานทั้งของฝรั่งและไทย กล่าวไว้ แม้จะน้อยนิดแต่ก็แสดงให้เห็นถึงการริเริ่มที่ล้ำหน้ากว่าประเทศเพื่อนบ้านเป็นอย่างมาก

ผลงานนั้นคือ การทหารเรือ ซึ่งการทหารเรือของไทยเรานั้น เริ่มมีเค้าเปลี่ยนจากสมัยโบราณเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 3 และผู้ที่เป็นกำลังสำคัญในกิจการด้านทหารเรือในสมัยนั้น คือ เจ้าฟ้าจุฑามณี กรมขุนอิศเรศรังสรรค์ และจมื่น ไวยวรนาถ (สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค)) ด้วยทั้ง 2 ท่านนี้มีความรู้ในวิชาการต่อเรือในสมัยนั้นเป็นอย่างดี จึงได้รับหน้าที่ปกครอง บังคับบัญชาการทหารเรือในสมัยนั้น

ต่อมา ได้แบ่งหน้าที่กัน โดยพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงบังคับบัญชาทหารเรือวังหน้า ส่วนทหารเรือบ้านสมเด็จอยู่ในปกครองบังคับบัญชาของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรี สุริยวงศ์ ในยามปกติทั้ง 2 ฝ่ายนี้ไม่ขึ้นแก่กัน แต่ขึ้นตรงต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงฝึกฝนทหารของพระองค์ โดยใช้ทั้งความรู้และความสามารถ และยังทรงมุ่งพระราชหฤทัยในเรื่องการค้าขายให้มีกำไรสู่แผ่นดินด้วย มิใช่สร้างแต่เรือรบ เพราะได้ทรงสร้างเรือเดินทะเลเพื่อการค้าระหว่างประเทศอีกด้วย นอกจากนี้พระองค์ได้ทรงนำเอาวิทยาการสมัยใหม่ของยุโรป มาใช้ฝึกทหารให้มีสมรรถภาพเป็นอย่างดี ทรงให้ ร.อ.น็อกส์ (Thomas George Knox) เป็นครูฝึกทหารวังหน้า ทำให้ทหารไทยได้รับวิทยาการอันทันสมัยตามแบบทหารเกณฑ์หัดอย่างยุโรปการฝึกหัดใช้คำบอกทหารเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด

เริ่มมีเรือรบกลไฟเป็นครั้งแรก ชื่อเรืออาสาวดีรส 3 และเรือยงยศอโยชฌิยา 4 (หรือยงยศ อโยธยา) ซึ่งเมื่อครั้งเรือยงยศอโยชฌิยา ได้เดินทางไปราชการที่สิงคโปร์ ก็ได้รับคำชมเชยจาก ต่างประเทศเป็นอันมาก ว่า พระองค์มีพระปรีชาสามารถ ทรงต่อเรือได้ และการเดินทางในครั้งนั้นเท่ากับเป็นการไปอวดธงไทยในต่างประเทศ ธงไทยได้ถูกเชิญขึ้นคู่กับธงอังกฤษ ที่ฟอร์ทแคนนิ่งด้วย และแม้พระเจ้าลูกยาเธอหลายพระองค์ก็โปรดเกล้าฯ ให้เป็นทหารเรือเช่นกัน ประวัติของเรือที่พระองค์ทรงมีใช้ในสมัยนั้น ตามที่ พล.ร.ต.แชน ปัจจุสานนท์ ได้รายงานเล่าไว้ในหนังสือ ประวัติทหารเรือไทย มีดังนี้

1.เรือพุทธอำนาจ (Fairy) สร้างเมื่อปี 2379 เป็นเรือชนิดบาร์ก (Barque) ขนาด 200 ตัน มีอาวุธปืนใหญ่ 10 กระบอก เรือลำนี้เป็นของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อปี 2384 ไปราชการทัพรบกับญวน ใช้เป็นเรือพระที่นั่งของแม่ทัพ คือพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งทรงเป็นกรมขุนอิศเรศรังสรรค์ ยกกองทัพไปรบกับญวน ตีเมืองบันทายมาศ (ฮาเตียน)

2.เรือราชฤทธิ์ (Sir Walter Scott) สร้างเมื่อปี 2379 เป็นเรือแบบเดียวกันกับพุทธอำนาจ เมื่อปี 2384 ไปราชการทัพรบกับญวน

3.เรืออุดมเดช (Lion) สร้างเมื่อปี 2384 เป็นเรือชนิดบาร์ก (Bark) ขนาด 300 ตัน เรือลำนี้เป็นของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อปี 2384 ได้ใช้ไปราชการทัพรบกับญวน ปี 2387 ได้นำสมณทูตไปลังกา

4.เรือเวทชงัด (Tiger) สร้างเมื่อปี 2386 เป็นเรือชนิดสกูเนอร์ (Schooner) ขนาด 200 ตัน เรือลำนี้เป็นของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว

5.เรือพุทธสิงหาศน์ (Cruizer) สร้างเมื่อปี 2398 เป็นเรือชนิดชิพ ขนาด 400 ตัน เรือลำนี้เป็นของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว

6.เรือมงคลราชปักษี (Falcon) ซื้อเมื่อปี 2400 เดิมเป็นเรือของชาวอเมริกัน ชนิดสกูเนอร์ (Schooner) ขนาด 100 ตัน พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงซื้อมา แล้วดัดแปลงใช้เป็นเรือรบ เรือพระที่นั่งของพระองค์

พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็น ผู้ที่ทรงสนพระราชหฤทัยในกิจการทหารเรือในสมัยนั้นเป็นอย่างมาก เมื่อปรากฏว่ามีเรือรบ ต่างประเทศเข้ามาเยี่ยมประเทศไทยคราวใด พระองค์ก็มักหาโอกาสเสด็จไปเยี่ยมเยียนเรือรบเหล่านั้นเสมอ เพื่อจะได้ทรงทราบว่าเรือรบต่างประเทศเขาตกแต่งและจัดระเบียบเรือกันอย่างไร แล้วนำมาเป็นแบบอย่างให้กับเรือรบของไทยในเวลาต่อมา

พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระปรีชาสามารถรอบด้าน ในขณะที่ยังดำรงพระอิศริยยศเป็น สมเด็จเจ้าฟ้าจุฑามณี กรมขุนอิศเรศรังสรรค์อยู่นั้น เคยได้รับราชการสนองพระเดชพระคุณในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ไปในราชการสงครามเมืองญวนครั้งหนึ่ง ได้ทรงเป็นผู้บังคับบัญชาว่ากล่าวกรมทหารแม่นปืนหน้า ปืนหลัง และญวนอาสารบแขก อาสาจาม เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยตลอดมา นอกจากการเป็น นักรบและมีความรู้ด้านวิทยาการสมัยใหม่แล้ว พระองค์ยังทรงเป็นศิลปินและกวีฝีปากกล้า ที่แม้แต่กวีสตรีผู้มีชื่อเสียงและเป็นที่หมายปองของชายหนุ่มผู้มากด้วยยศฐาบรรดาศักดิ์ในครั้งกระนั้น อันเป็นที่รู้จักกันในนามคุณพุ่ม ยังลุ่มหลงในเสน่ห์ของพระองค์จนเป็นที่เลื่องลือ ถึงกับพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชนิพนธ์บทกวีเสียดสีเป็นหลักฐานมาถึงปัจจุบัน

หลังจากพระราชพิธีบรมราชาภิเษกแล้ว 10 ปี พระองค์ก็เริ่มทรงพระประชวรบ่อยครั้ง หาสมุฏฐานของพระโรคไม่ได้ เสด็จสู่สวรรคาลัยเมื่อวันอาทิตย์ เดือน 2 แรม 6 ค่ำ เวลาเช้าย่ำรุ่ง ตรงกับ วันที่ 7 ม.ค. 2408 พระชนมพรรษา 58 พรรษา ทรงอยู่ในบวรราชสมบัติทั้งสิ้น 15 พรรษา

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์