posttoday
สู้เพื่อชาติ!

สู้เพื่อชาติ!

20 ตุลาคม 2556

ชาติคืออะไร ชาตินี้ ชาติหน้า หรือชาติของใคร?

ชาติคืออะไร ชาตินี้ ชาติหน้า หรือชาติของใคร?

ในพจนานุกรมรัฐศาสตร์ คำว่า “ชาติ” มีความหมายถึง “กลุ่มคนที่มีเชื้อสายหรือเป็นเผ่าพันธุ์เดียวกัน มีภาษา วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ร่วมกัน” ด้วยเหตุนี้ในประเทศหรือรัฐหนึ่งๆ อาจจะประกอบด้วยคนหลายชาติ อย่างที่เรียกว่า “หลายชาติ หลายภาษา” ดังนั้นในความหมายสมัยใหม่ ชาติจึงขยายความไปถึงกลุ่มคนที่อยู่ภายใต้ระบบรัฐหรือการปกครองอันเดียวกัน ดังที่เป็นอยู่ในหลายประเทศ รวมทั้งการอยู่ร่วมกันหลายๆ ชาติ อย่างที่เรียกว่า “ประชาคมประชาชาติ” ดังที่เกิดขึ้นในหลายๆ ภูมิภาคของโลก เช่น สหภาพยุโรป และประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เป็นต้น

ในทางศาสนาพุทธ “ชาติ” มีความหมายถึง “การเกิด การเปลี่ยนรูป เปลี่ยนสถานะ” หรือที่เรียกเป็นภาษาบาลีว่า “ชาตะ” ถ้าภาษาโหรท่านเรียกว่า “ชะตา” หรือ “ดวงชะตา” ที่อาจจะแปลได้ว่า “การเปลี่ยนแปลงของชีวิต” แต่คนไทยดูจะคุ้นเคยกับคำว่าชาติในความหมายของการเกิดแล้วเกิดอีก อย่างที่มีการใช้คำว่า ชาติก่อน ชาตินี้ ชาติหน้า หรือการระลึกชาติ เป็นต้น แล้วนำไปเชื่อมโยงกับประเพณีหรือความเชื่อทางศาสนา เช่น ทำบุญไว้กินชาติหน้า หรือทำบุญให้มากจะไม่ลำบากภายหลัง หรือเป็นสำนวนต่างๆ เช่น ทำบุญร่วมชาติ ตักบาตรร่วมขัน เป็นต้น

ทีนี้มาดูคำว่า “สู้เพื่อชาติ” ซึ่งในบทความนี้ผู้เขียนหมายถึง “การกระทำของผู้กล้าทั้งหลายที่ต้องการกอบกู้หายนะ และกวาดล้างศัตรูของบ้านเมือง นำไปสู่การพัฒนาประเทศให้ดีขึ้น” ทั้งที่เป็นการกระทำของ “บุคคล” และ “กลุ่มคน” อย่างเช่นการต่อสู้ของ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล เพื่อให้รัฐบาลล้มเลิกโครงการรับจำนำข้าว หรือการต่อสู้ของกลุ่มธุรกิจและเครือข่ายประชาชนเพื่อการต่อต้านคอร์รัปชั่น หรือการต่อสู้ของกลุ่มม็อบต่างๆ เพื่อกวาดล้างความชั่วร้ายทางการเมือง ที่รัฐบาลทำเป็น “บ่ฮู้ บ่หัน” จนวิกฤตต่างอยู่ในภาวะ “ขี้ขำ” มาถึงทุกวันนี้

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ได้ต่อต้านการรับจำนำข้าวของรัฐบาลมาตั้งแต่วันแรกที่มีการประกาศนโยบายนี้ออกมา โดยชี้ให้เห็นว่าจะสร้างหายนะให้แก่ประเทศชาติอย่างมหาศาลเพียงไร โดยใช้ตัวเลขและข้อมูลชุดเดียวกันกับที่รัฐบาลมีอยู่ ทั้งการนำเสนอเป็นเอกสาร สัมภาษณ์สื่อ และการบรรยายต่อสาธารณะ โดยล่าสุดได้ทำเป็นจดหมายเปิดผนึก (แปลว่า แม้นายกฯ หรือคนที่รับผิดชอบไม่ได้อ่านก็ต้องมีบริวารหรือคนอื่นรอบข้างอ่านเจอ) ย้ำให้เห็นถึงหายนะที่ประเทศต้องสูญเงินโดยเปล่าประโยชน์เป็นจำนวนมโหฬาร การทำลายระบบการผลิตและค้าข้าว ตลอดจนความวายวอดของระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศไทยไปอีกหลายปี

การต่อต้านนี้เป็นการต่อต้านแบบปัญญาชน และผู้ที่ปรารถนาดีต่อประเทศชาติ คือ ไม่เพียงแต่จะใช้เหตุผลตามหลักวิชาพร้อมด้วยข้อมูลที่ชัดเจนแล้ว ยังได้เสนอแนะทางออกและวิธีการแก้ไขไว้อย่างพร้อมสรรพ อย่างที่ในจดหมายเปิดผนึกเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2556 เขียนว่า “การช่วยเหลือควรใช้วิธีจ่ายผลประโยชน์ส่วนเพิ่มแก่ชาวนาโดยตรง เหมือนกับที่ได้ช่วยชาวสวนยางพารา เพื่อไม่ให้มีผู้อื่นมาหาผลประโยชน์ เพราะเพียง 2 ปีที่รัฐบาลดำเนินนโยบายนี้มา สูญเสียไปแล้วไม่น้อยกว่า 4.25 แสนล้านบาท โดยชาวนาได้รับประโยชน์ไม่ถึงครึ่งหนึ่ง แต่มีผู้อื่นที่ไม่ใช่ชาวนาทำการคอร์รัปชั่นหาประโยชน์เข้าตนเองไปมาก กว่า 1.1 แสนล้านบาท”

ถ้ารัฐบาลมีรูหู คงต้องทราบเรื่องนี้อย่างปฏิเสธไม่ได้!

ต่อมาในกรณีของกลุ่มธุรกิจและเครือข่ายประชาชนเพื่อต่อต้านคอร์รัปชั่นที่ดูเหมือนว่าจะซาๆ กิจกรรมลงไป แต่จากข้อมูลวงในที่ผู้เขียนได้ยินมา ทราบว่าขณะนี้กำลังมีการ “แปรขบวน” เพื่อนำไปสู่กิจกรรมที่เข้มแข็งกว่า เช่น การตั้งพรรคการเมือง หรือให้การสนับสนุนกลุ่มการเมืองที่มีนโยบายจะต่อต้านการคอร์รัปชั่น ทั้งนี้ได้มีการพูดคุยกันในวงกว้าง ทั้งในกลุ่มนักธุรกิจด้วยกัน และในแวดวงของนักวิชาการที่สนับสนุนแนวคิดนี้

ผู้เขียนอยู่ในกลุ่มนักวิชาการที่สนับสนุนแนวคิดนี้ เริ่มจากที่มีบรมครูทางรัฐศาสตร์ท่านหนึ่งเสนอขึ้นในการเสวนาทางวิชาการวงเล็กๆ เมื่อสัก 2–3 เดือนนี้ โดยท่านได้ชี้ให้เห็นถึงวิกฤตของชาติว่า วิกฤตที่ร้ายแรงที่สุดในขณะนี้ก็คือ “การคอร์รัปชั่นโดยกลุ่มทุน” ซึ่งขณะนี้ได้เข้าไปยึดครองทั้งอำนาจในทางการเมืองผ่านกระบวนการเลือกตั้ง กับอำนาจในระบบบริหารประเทศผ่านระบบราชการที่ยอมสยบเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนของข้าราชการส่วนใหญ่ในระบบ และกำลังจะยึดอำนาจในทางตุลาการด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ล้มล้าง แปรรูปองค์กรและกระบวนการในการตรวจสอบ รวมทั้งการแก้ไขกฎหมายที่จะเอื้อหรือเพิ่มอิทธิพลให้กลุ่มทุนในฝ่ายตนนั้นด้วย

นโยบายประชานิยมที่กลุ่มการเมืองกลุ่มนี้ใช้อยู่ ไม่เพียงแต่จะแยกสลายประชาชนออกเป็นฝ่ายๆ เพื่อทำลายล้างความเข้มแข็งของภาคประชาชนแล้ว ยังเป็นการแยกสลายหรือทำลายกลุ่มทุนในฝ่ายตรงข้ามอีกด้วย คือ ถ้ากลุ่มธุรกิจใดไม่ยอมสยบ ไม่เข้ามาเป็นพวกในแนวสามานย์นี้ด้วย ก็จะถูกกลั่นแกล้งรังแกหรือกีดกันให้ออกจากระบบ อย่างที่มีอาจารย์ท่านหนึ่งในวงสนทนาเรียกว่า “เผด็จการซาดิสม์” หรือ “มาร์กซิสม์ย้อนศร” ในความหมายที่ว่า ไม่เพียงแต่จะต้องการเป็นใหญ่มีอำนาจเบ็ดเสร็จในทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมอย่างครบถ้วนแล้ว ยังเป็นความต้องการที่จะเห็นคนอื่นเจ็บปวดและทรมาน รวมถึงการที่ทำลายล้างระบบทุนนิยมในแบบเดิมที่มีการกระจายความมั่งคั่งตามแนวเสรีนิยม ไปสู่ระบบเศรษฐกิจที่มีการรวมศูนย์แบบคอมมิวนิสต์ โดยให้กลุ่มทุนต่างๆ ทำลายล้างกันและกัน ให้เหลือแต่กลุ่มทุนของฝ่ายตนเท่านั้น

เลวเป็นสลัด (ดูหรูหรากว่าระยำ) เลยงานนี้

ดังนั้น นักวิชาการในกลุ่มนี้จึงสนับสนุนที่จะให้กลุ่มทุนที่ไม่เห็นด้วยกับความสามานย์ของพวกกลุ่มทุนการเมืองดังกล่าว ได้ออกมาปกป้องตนเองและสถาปนาระบบเศรษฐกิจที่มีคุณธรรมให้มีเกิดขึ้นด้วยการตั้งพรรคการเมืองเข้ามาสู้ อย่างที่พวกทุนสามานย์เหล่านั้นได้ทำมาตั้งแต่ปี 2544 หรือ ถ้ายังไม่พร้อม หรือไม่อยากเอาธุรกิจมาเสี่ยง ก็ อาจจะสนับสนุนพรรคการเมืองที่มีนโยบายในการทำลายล้างกลุ่มทุนสามานย์ หรือต่อต้านคอร์รัปชั่น ที่น่าจะเป็นพรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นมาใหม่ในลักษณะ “พรรคทางเลือกที่ 3” เพราะพรรคการเมืองที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้ไม่มีใครพึ่งได้เลย และเท่าที่มองเห็นในระยะเวลาอันใกล้ก็คือ กลุ่มม็อบต่างๆ ที่ต้องการโค่นล้มความชั่วช้าเลวทรามต่างๆ นั่นแหละ ที่น่าจะหันมาพูดคุยกันเพื่อตั้งพรรคการเมืองในแนวนี้

แล้วอย่ากลายพันธุ์เป็นสลัดเหมือนเขาอีกล่ะ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท