
ผนึกกำลังดีเดย์ พ.ย.
ประเทศยังวนอยู่ในความขัดแย้งของสองกลุ่ม ไม่มีทีท่าจะก้าวข้ามการเมืองสองสีไปได้ง่ายๆ
โดย...ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม / ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์
ประเทศยังวนอยู่ในความขัดแย้งของสองกลุ่ม ไม่มีทีท่าจะก้าวข้ามการเมืองสองสีไปได้ง่ายๆ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ปกครองประเทศมา 2 ปีกว่า ฝ่ายต้านทักษิณยังคงชุมนุมขับไล่ แปลงร่างเปลี่ยนรูปองค์กรใหม่ ตั้งแต่ม็อบ เสธ.อ้าย ม็อบกองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ หรือม็อบสวนลุมฯ ม็อบบลูสกายของประชาธิปัตย์ จนมาวันนี้เปลี่ยนหน้ามาเป็นม็อบอุรุพงษ์ หรือม็อบอาชีวะ แต่ทั้งหลายล้วนหน้าเดิม แค่เปลี่ยนการนำใหม่
หลายคำถาม...จะเอาชนะทักษิณได้หรือ??? ขณะที่คนจัดม็อบก็ประเมินลึกๆ ว่า ยากเพราะฝ่ายทักษิณเองก็เข้มแข็ง ถือกลไกรัฐ ขยายอำนาจได้มาก สถานการณ์ก็ไม่สุกงอม เป็นม็อบฟืนเปียก ท่ามกลางกระแสคนเบื่อม็อบตลอดสงครามกีฬาสี 8 ปีที่ผ่านมา ที่สำคัญม็อบอยู่ในเกมที่แพ้!!
“ถ้าวัดกันปอนด์ต่อปอนด์ตามภาษามวย เราเป็นรองเขามาก แต่เราอยู่ด้วยใจ ผมเห็นใจคนที่สู้ทั้งที่รู้ว่าแพ้แต่ก็ยังสู้ ผมคารวะเขามากถึงความเด็ดเดี่ยว กล้าหาญ เหมือนม็อบสวนลุมฯ ม็อบอุรุพงษ์ ผมจึงเสนอให้ม็อบสวนลุมฯ พักก่อน เพราะการจะสู้กับระบอบทักษิณซึ่งเป็นกองทัพที่ใหญ่โต มันต้องอาศัยทั้งสถานการณ์ ทั้งการขบคิด และช่วยกันทำงานมากกว่านี้”
สุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานม็อบต้านทักษิณตั้งแต่สมัยเป็นพันธมิตรฯ ปี 2549 ยังทำหน้าที่ประสานกลุ่มต้านทักษิณที่แตกกระจัดกระจายหลายกลุ่มขณะนี้ สรุปภาพกระชับ
บทบาทของสุริยะใสปัจจุบัน เป็นฝ่ายนำในม็อบชุมนุมอยู่ที่ถนนอุรุพงษ์ แปลงร่างออกจากม็อบสวนลุมฯ มี “นิติธร ล้ำเหลือ” ทนายกลุ่มพันธมิตรฯ เป็นแกนนำร่วมกับนักศึกษารามคำแหงบางส่วน และกลุ่มอาชีวะ
ระเบิดเวลา 4 ลูก
สุริยะใส เล่าว่า ม็อบอุรุพงษ์ เป็นจุดเริ่มต้นของการหลอมรวมใหม่จากปัญหาความไม่เป็นเอกภาพของม็อบสวนลุมฯ โดยหลังจากได้คุยกับแกนนำม็อบสวนลุมฯ ได้ข้อสรุปว่า จะให้ม็อบที่อุรุพงษ์เป็นแถวหน้า สวนลุมฯ มีหน้าที่หนุนเสบียงมายังอุรุพงษ์ และรอสถานการณ์พร้อมจะขับเคลื่อนมวลชนครั้งใหญ่ในเดือน พ.ย. ซึ่งคาดว่าระเบิดเวลาการเมืองจากคดีต่างๆ จะปะทุพร้อมกันในช่วงนั้น
“ผมแลกเปลี่ยนกับแกนนำม็อบสวนลุมฯ ผมเสนอว่าต้องพักไปก่อน แต่ทางสวนลุมฯ บอกว่า ต้องการมีไว้เพื่อเป็นโรงเรียนการเมือง ถ้าเป็นแบบนั้นผมก็รับได้ แต่ถ้าต้องการเป็นขบวนการมวลชนเพื่อเผชิญหน้ากับรัฐบาลที่ฉ้อฉล ต้องไม่ใช่ม็อบแบบนี้แน่ ม็อบอุรุพงษ์เองก็ต้องเอาบทเรียนมาถอดว่าจะอยู่ยาวแค่ไหนอย่างไร แต่คิดว่าถ้าถึงจุดหนึ่งสถานการณ์มันไม่สุกงอมพอ ก็ต้องหยุดชุมนุมชั่วคราว แต่ภาพใหญ่ต้องรอปัจจัยที่กล่าวมาเพื่อเรียกคนออกมา ซึ่งน่าจะลงที่ พ.ย.ทั้งหมด”
“ถ้าวันนี้ผมกดปุ่มสั่งได้ ผมก็อยากให้ม็อบหยุดพักเพื่อมาคุยกันก่อน รับสถานการณ์ใหญ่ ซึ่งไทมิ่งจะอยู่ที่เดือน พ.ย. โดยเราต้องทำให้การนำเกิดความเชื่อถือด้วย และทำให้คนที่จะออกมาเกิดความมั่นใจว่า นี่แหละคือสิ่งที่เขารอ นี่คือโจทย์ที่ท้าทายของฝั่งต้านทักษิณ”
ปัจจัยร้อนทางการเมืองที่จะระเบิดในเดือน พ.ย. สุริยะใสให้ภาพมี 4 เรื่อง 1.คำตัดสินของศาลโลกคดีพื้นที่รอบปราสาทพระวิหาร ที่นัดมีคำพิพากษาวันที่ 11 พ.ย. ถือเป็นจุดเปลี่ยนหลายๆ เรื่อง 2.คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ ในคำร้องคัดค้านแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องที่มา สว. 3.การชี้มูลความผิดของ ป.ป.ช. อาจชี้ขาดกรณีทุจริตจำนำข้าว และเงินกู้โครงการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท และ 4.การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมในสภาที่จะมีความคืบหน้าในช่วงนั้น
“ตัวแปรเหล่านี้จะไปกระตุ้นให้เครือข่ายต้านทักษิณรวมตัวกันครั้งใหญ่ได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะวันที่ 11 พ.ย. ศาลโลกจะตัดสินคดีพระวิหาร มันจะเร่งสถานการณ์มาอีก ก็ต้องดูว่าจะออกรูปไหน ถ้าสุดท้ายฝ่ายไทยเสียเปรียบ คนก็อาจไม่พอใจ ก็จะเป็นเงื่อนไขออกมาต่อสู้ เพราะเราเห็นว่า เราไม่ควรรับอำนาจศาลโลก อย่างคุณไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ ก็ล่าชื่อได้แล้วล้านคน ตรงนี้จะกดดันได้ เพราะรัฐบาลทำผิดตั้งแต่ต้น ไปยอมรับอำนาจศาลโลกไปแล้ว ถ้าศาลโลกชี้มาเราเสียประโยชน์ รัฐบาลก็ต้องแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง ถึงตอนนั้นความไม่พอใจเกิดขึ้นแน่ แต่ว่ามันจะขนาดไหนก็ไม่ทราบ
“ส่วนคดีแก้ไขรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญเคยบอกไว้แล้วว่าจะพิจารณาไม่เกิน พ.ย. และเมื่อพรรคเพื่อไทยไม่ส่งหนังสือชี้แจงอีก การตัดสินก็จะเร็วขึ้น ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า คำร้องขัดกับรัฐธรรมนูญ รัฐบาลก็อาจเสนอร่างแก้ไขใหม่ แต่ถ้าคำวินิจฉัยไปถึงอีกคำขอหนึ่ง คือ ให้ยุบพรรคเพื่อไทยด้วย และตัดสิทธิ 312 สส. สว.ที่โหวตสนับสนุนแก้รัฐธรรมนูญ ก็จะเกิดปัญหา เป็นสุญญากาศทางการเมืองแน่นอน ตรงนี้ต้องวัดใจศาลรัฐธรรมนูญว่าจะไปถึงสองคำขอนี้หรือไม่ สรุปคือจากนี้ไปเราจะคุยกันถี่ขึ้นเพื่อจัดขบวนใหญ่ เพราะเราเชื่อว่าวันดีเดย์จะเกิดขึ้นแน่นอนในช่วงกลางเดือน พ.ย.”
นั่นเป็นสถานการณ์เฉพาะหน้า กระนั้น สุริยะใส ยอมรับว่า ถ้าเกิดความวุ่นวาย หรือเดดล็อกการเมืองสืบเนื่องจากผลการพิจารณาคดีสำคัญเหล่านี้ รัฐบาลยังมีไพ่ตายคือการยุบสภาล้างทุกอย่าง ให้ไปตัดสินกันที่การเลือกตั้ง ถึงตอนนั้นฝ่ายต่อต้านระบอบทักษิณคงทำอะไรไม่ได้มาก นอกจากรณรงค์โหวตโน
“ต้องดูว่า ณ วันนั้น ขบวนการที่อยู่ตรงข้ามรัฐบาล อยู่ในสภาพแบบไหน แต่ถ้ายังกระจัดกระจายแบบนี้ ผมว่ามันเอาไม่อยู่หรอก สุดท้ายคนก็กลับไปเลือกตั้ง ม็อบก็ไปยาก แต่ถ้าวันนั้นม็อบมาเป็นเรือนแสน แล้วเห็นว่ามันต้องจัดระเบียบบ้านเมืองใหม่ อันนั้นก็อาจกลับไปเป็นเหมือนปี 2549 ได้ ช่วงที่พันธมิตรฯ ต่อต้านการเลือกตั้งแล้วฝ่ายค้านก็ไม่ส่งคนลงเลือกตั้ง ซึ่งตอนนี้ยังวิเคราะห์ไม่ออก”
บทเรียนเสื้อเหลือง
ทั้งหมดจะเป็นการต่อสู้ครั้งใหญ่นับถอยหลังอีกไม่ถึงเดือน หลังฝ่ายม็อบเฝ้ารอความหวังด้านคดีจากตุลาการภิวัฒน์อีกรอบ แต่ถ้าจะสู้ในเกมยาว สุริยะใสวิเคราะห์ตรงๆ ไม่เข้าข้างฝ่ายม็อบ เขาเห็นว่า ทุกวันนี้ฝ่ายต้านทักษิณอยู่ในสถานะเสียเปรียบมาก ด้วยเงื่อนไขหลายเรื่อง
“ถ้าไม่มีเงื่อนไขจากศาลโลก ป.ป.ช. ศาลรัฐธรรมนูญ ณ วันนี้ผมยังไม่เห็นพลัง หรือความเป็นไปได้เท่าไรที่จะจัดขบวนเหมือนการเคลื่อนไหวใหญ่ เหมือนขบวนการเสื้อเหลืองปี 2549 หรือปี 2551 พวกเราก็พูดคุยกัน พยายามจัดกำลังกันใหม่ แต่ผมก็เห็นว่า มันเป็นไปได้ยาก ต่อให้มีคนต้านทักษิณครึ่งประเทศก็ตาม ถ้ามันไม่มีเงื่อนไขหรือความชอบธรรมที่ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวได้ มันก็ยาก ขนาดคนรู้สึกเบื่อหน่ายรัฐบาล ปัญหาของแพง การบริหารงานล้มเหลว แต่คนก็รู้สึกว่าไล่รัฐบาลแล้วมันจะได้อะไร แค่เปลี่ยนขั้วหรือเปลี่ยนพรรคเท่านั้นหรือ”
คำถามดังๆ ในฝ่ายต้านทักษิณ สุริยะใส แยกแยะเป็นข้อๆ 1.มันอาจมีลักษณะของการอิ่มตัวของม็อบ สู้แบบไหนถึงจะเปลี่ยนประเทศได้จริงๆ ไม่ใช่แค่เปลี่ยนขั้วแล้วได้นักการเมืองหน้าเดิมๆ กลับมาถืออำนาจแล้วก็แค่แบ่งเค้กกัน 2.ถ้าสู้อีกครั้งมันควรนำไปสู่การปฏิรูปประเทศไทย จัดระเบียบจริงๆ แต่คำถามคือจะสู้แบบไหน เพราะที่สุดต้องจัดการกับระบอบทักษิณก่อน 3.การชุมนุมยืดเยื้อใช้ต้นทุนสูงมาก ไม่เอาแล้ว 193 วันเหมือนสมัยพันธมิตรฯ ไล่รัฐบาลสมัครสมชาย คนอยากให้มาอีกครั้งแล้วขอให้จบเลย เพราะมันเหนื่อยล้า
4.ปัญหาการนำของม็อบ ต้องยอมรับไม่มีใครมาทดแทน 5 แกนนำพันธมิตรฯ ที่เขายุติบทบาทไปแล้วได้ โครงสร้างแกนนำพันธมิตรฯ 5 คนขณะนั้นลงตัวที่สุด นอกจากหาแกนนำไม่ได้แล้ว ที่มานำกันอยู่นี้ ก็มีคำถามเรื่องความน่าเชื่อถืออีก และถ้ายิ่งชกยิ่งแป้ก กองเชียร์ก็ไม่เชื่อมั่นแล้ว มันก็มีผลหนักไปอีก
“เราคุยกันวงในว่า หลังจากพันธมิตรฯ ยุติบทบาท จะมีการจัดขบวนกันใหม่อย่างไร เราเห็นคล้ายๆ กันว่า การต่อสู้กับระบอบทักษิณ อาจไม่จำเป็นที่จะต้องสร้างการนำแบบเดิม หรือ 5 แกนนำในอดีต แต่ต้องรวมกลุ่มแกนนำให้กว้างกว่านั้น เช่น 1520 คน ก็พยายามออกแบบตรงนี้อยู่ แต่จะให้มีคนไปเป่านกหวีดแล้วเรียกคนมาชุมนุมแบบเดิมของพันธมิตรฯ มันไม่ง่ายเหมือนเดิม”
สุริยะใส บอกว่า มีบางคนเสนอว่า ไม่ต้องขับไล่ระบอบทักษิณ ให้เปลี่ยนมาล้อมระบอบทักษิณแทน สภาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย หรือ สปท. ที่ทำอยู่ ก็คิดสูตรนี้ เรามีคำถามว่า ถ้าเป่านกหวีดแล้วมวลชนมาเรือนแสนเพื่อเตรียมไล่ระบอบทักษิณ แล้วจะอย่างไรกันต่อ ทำไมเราไม่สร้างปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ล้อมทักษิณจากในป่า ต่างจังหวัด สู่เมืองเข้ามา เช่น ระบอบทักษิณ เป็นสัญลักษณ์ของการผูกขาดก็ต้องสู้เรื่องกระจายอำนาจ ให้จังหวัดจัดการตัวเองแทน หรือทำไมเราไม่เน้นเรื่องการสร้างพลังงานทางเลือก เพื่อแก้ปัญหาพลังงานผูกขาดของระบอบทักษิณ
อีกปัญหาสำคัญขณะนี้ ความไม่เป็นเอกภาพของแกนนำกลุ่มต้านทักษิณโดยเฉพาะวิธีคิด
“บางส่วนคิดไปไกลว่า 1.มันต้องปฏิรูปประเทศไทยขนานใหญ่ ถ้าม็อบออกมา แล้วสุดท้ายกลับไปเลือกตั้ง พรรคไหนก็เหมือนเดิมอีก อย่างนี้ไม่เอา 2.บางกลุ่มขอให้แค่ไล่รัฐบาลแล้วยุบสภาเลือกตั้งใหม่ ซึ่งเป็นแนวคิดของพรรคประชาธิปัตย์ 3.คิดว่าการสู้กับระบอบทักษิณมันไปได้ยากแล้ว ให้รอพึ่งกลไกศาล และองค์กรอิสระแทน 4.มีการสรุปบทเรียนว่า ถ้าจะล้มระบอบทักษิณ ต้องไม่ใช่วิธีชุมนุมเหมือนช่วง 8 ปีที่ผ่านมาแล้ว ต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่
5.มีการวิเคราะห์ว่า ไม่ต้องชุมนุมหรอก ปล่อยให้รัฐบาลนี้พังไปเอง เพราะมันไปยากอยู่แล้วจากปัญหาถังแตก ของแพง วิกฤตไฟใต้ เศรษฐกิจโลกก็ไม่กระเตื้อง ประชานิยมกำลังพ่นพิษ บางคนบอกว่า ถ้าไม่รัฐประหาร 2549 ระบอบทักษิณจบไปนานแล้ว เพราะประชานิยมมันเกิดหนี้เสีย แต่พอรัฐประหารปุ๊บมันทำให้เห็นว่า โจทย์มันถูกเปลี่ยน แทนที่จะทำให้ประชาชนเห็นความล้มเหลวประชานิยม แต่กลายมาเป็นคนมาเห็นอำนาจนอกระบบไป ทักษิณยิ่งลักษณ์ เลยหากินกับประชานิยมได้ต่อ 6.อย่าเพิ่งชุมนุม เพราะเวลาเหลืองยุติ เสื้อแดงจะแตกกันเอง เสื้อแดงตั้งขึ้นมาเพื่อต้านเสื้อเหลือง เขาไม่ได้ต้านรัฐประหาร พอฝ่ายตรงข้ามสลาย เขาก็ชกลม ไปไม่เป็นเหมือนกัน”
ระบอบทักษิณแข็งแกร่งมาก
สู้กับระบอบทักษิณยาก แล้วตัวระบอบทักษิณเข้มแข็งกว่าเดิมไหม? “คำถามนี้ดี ผมว่าเขาก็ถอดบทเรียน เช่น คุณยิ่งลักษณ์อยู่ได้ด้วยวิธีพิเศษที่ใช้รัฐตำรวจในเชิงรุกมากกว่า ในสมัยยุคทักษิณคือเอาตำรวจไปจัดการมวลชนที่ต่อต้านทั้งใต้ดิน บนดินแต่ก่อนเรามีงบทหาร แต่ตอนนี้มีงบลับตำรวจ 300 ล้านบาท เมื่อต้นปี”
“สมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์ ยังไม่ทำขนาดนี้ ม็อบแดงเคลื่อนไหวใหญ่ ปักหลักใจกลางเมือง ประชาธิปัตย์ก็เพิ่งประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่นี่ประกาศ พ.ร.บ.มั่นคง ก่อนม็อบมา มันเห็นชัดว่า เขาค่อนข้างจะถอดบทเรียนและจัดขบวนกันใหม่ รีบตัดไฟแต่ต้นลมไม่ได้ปล่อยเหมือนตอนพันธมิตรฯ มายึดทำเนียบ ตอนนั้นเขาพลาดเพราะเขาประเมินพันธมิตรฯ ต่ำด้วย และสุดท้ายเขาก็เอาไม่อยู่ ตอนนี้เขามีกลไกรัฐ มีอำนาจในมือ มีมวลชนเป็นกองทัพ มีสื่อ มีเงินงบประมาณ เขามีแต้มต่อมากกว่าปี 2549 มหาศาล และมากกว่ายุค 2551 ในยุคสมัครหรือสมชาย”
“ของเขามีเครื่องมือเพิ่มขึ้น อาวุธของเขาที่สึกหรอก็ซ่อมแซมใหม่ เช่น สมัย 2549 ตอนนั้นตำรวจร้าวลึกมากราชการแตก ซี 9-10-11 เริ่มปล่อยข้อมูลออกมา แต่หลังๆ มานี้มีน้อย ทหารตอนนั้นก็ส่งสัญญาณไม่พอใจรัฐบาล มีกระแสแบบนี้ตลอด แต่ตอนนี้ทหารก็อยู่ในที่ตั้ง ส่วนตุลาการภิวัฒน์ ป.ป.ช. ศาลรัฐธรรมนูญ ก็ไม่รู้ว่าเขายังเป็นเอกภาพหรือไม่ แล้ววันนี้มันก็ไม่ง่ายเหมือนเดิมที่จะพึ่งศาล ส่วนม็อบต้านทักษิณ ยังใช้เครื่องมือชุดเดิม เอาเข้าจริง เราเหลือแค่งานมวลชนเท่านั้น”
ม็อบต้านอยู่ในเกมที่แพ้หรือไม่? สุริยะใสนิ่งคิด ... “ผมว่าไม่อ่ะ มันเป็นสงครามวาทกรรม ข้อเท็จจริงในสมัยนี้ งานสมัชชาประชาชนที่เราจัดที่ผ่านมา มีเสื้อแดงมาฟังหลายสิบคนและสนใจ
เรื่องการปฏิรูปที่ดิน การกระจายอำนาจ ฉะนั้นเวลาพูดว่ามันเป็นการต่อสู้ระหว่างไพร่กับอำมาตย์ มันเป็นการบิดเบือน
“มันไม่ใช่เหลืองตกอยู่ในเกมของผู้แพ้ และแดงอยู่ในเกมของผู้ชนะ แต่สังคมตกอยู่ในวาทกรรมทางการเมืองที่บิดเบือน เราต้องยอมรับว่า รัฐบาลยิ่งลักษณ์เป็นอำมาตย์ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ที่ประกาศเป็นไพร่ก็เป็นอำมาตย์ วาทกรรมไพร่-อำมาตย์ มันก็เป็นแผนของอำมาตย์ใหม่ฝ่ายเพื่อไทย ที่หลอกลวงใช้มวลชนเป็นเครื่องมือ วันนี้คนตาสว่างมากขึ้น รัฐบาลของไพร่แล้วเป็นไง หายจน อยากเป็นอำมาตย์กันหมด”







