
ร้านค้าริมทางร้องจ๊าก
กลายเป็นประเด็นร้อนขึ้นมาเพียงแค่ชั่วข้ามคืน กรณี พล.ต.ต.อดุลย์ ณรงค์ศักดิ์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล
โดย...ทีมข่าวในประเทศ
กลายเป็นประเด็นร้อนขึ้นมาเพียงแค่ชั่วข้ามคืน กรณี พล.ต.ต.อดุลย์ ณรงค์ศักดิ์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รอง ผบช.น.) ประกาศจัดระเบียบวินัยการจราจรของผู้ขับขี่ด้วยมาตรการ “ยกรถ แทนล็อกล้อ” โดยจะปูพรมยกในวันที่ 21 ต.ค.นี้ ใน 10 ถนนยุทธศาสตร์สำคัญของกรุงเทพมหานคร
พล.ต.ต.อดุลย์ บอกว่า 10 ถนนดังกล่าวจะมี 32 สน.ในท้องที่เป็นหน่วยหลักรับผิดชอบ
“อันดับแรกก่อนคือการเสียค่าปรับในการทำผิดกฎหมายจราจร คือจอดในพื้นที่ห้ามจอด ผู้ฝ่าฝืนเจ้าของรถยนต์ 4 ล้อ ซึ่งส่วนใหญ่มักจะฝ่าฝืนกัน มีโทษปรับในความผิดนี้ 500 บาท รวมค่าเคลื่อนย้าย หรือค่ายกรถอีก 500 บาท และค่าดูแลรถให้อีกวันละ 200 บาท รวมแล้วหากมาเสียค่าปรับก็จะต้องจ่ายรวม 1,200 บาท หลายคนอาจจะมองว่าโหดเกินไป แต่ทั้งนี้ก็เพื่อความเป็นระเบียบบนท้องถนนและการจราจร เราต้องเอาจุดนี้มาบังคับ”
รองฯ อดุลย์ อธิบายถึงข้อสงสัยต่างๆ อีกว่า จะยกรถไปจอดไว้ที่สถานีตำรวจนครบาลหรือสำนักงานเขตในพื้นที่เพื่อไม่ให้กีดขวางการจราจร รวมถึงประสานภาคเอกชนหากมีพื้นที่ไม่เพียงพอ แต่ในส่วนของตำรวจนครบาล ประชาชนก็สามารถรู้ได้ว่าต้องไปที่ สน.ไหน หากรถตัวเองถูกยกหายไป
ถนนทั้ง 10 เส้นทาง ประกอบด้วย 1.ถนนลาดพร้าว 2.พระราม 4 3.สุขุมวิท 4.รัชดาภิเษก 5.จตุรทิศพระราม 9รามคำแหง 6.พหลโยธิน 7.สาทรเหนือและใต้ 8.ราชดำเนินกลาง 9.เพชรบุรี 10.วิภาวดีรังสิต ตลอดสาย จะดีเดย์เริ่มจับ เริ่มยกรถกันอย่างจริงจังในวันที่ 21 ต.ค.นี้ แน่นอนว่าคำสั่งนี้ก็ต้องได้รับผลกระทบในหลายส่วน แต่ก็เพื่อประโยชน์ของส่วนรวมที่ตำรวจว่าเอาไว้
“การจราจรบ้านเรามันเกินจะเยียวยา เพราะฉะนั้นต้องมีนโยบายที่เป็นรูปธรรม คำสั่งที่ชัดเจน กฎหมายที่บังคับใช้อย่างเข้มงวด อย่าลืมว่าผู้ขับขี่บ้านเราขาดวินัย ขาดความเกรงอกเกรงใจกัน ต้องบังคับ หากมาเสียค่าปรับเขาก็จะต้องกลัว ไม่กล้าทำผิด ในฐานะตำรวจก็ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์โดยรวม และผมเชื่อว่านโยบายยกรถนี้จะได้ผลแน่ และจะขยายออกไปอีก 50 ถนน หากฝืนกันนักก็ต้องยก ต้องปรับกันครับ” พล.ต.ต.อดุลย์ ทิ้งท้าย
อย่างไรก็ตาม เมื่อลองดูตามแต่ละถนน โดยเฉพาะเส้นทางใหญ่ๆ ก็ถือเป็นงานหินของตำรวจจราจรอย่างแน่นอนที่ต้องลุยยกรถกันจ้าละหวั่น เช่น ถนนพระราม 4 ช่วงระหว่างแยกศาลาแดง ถึงแยกคลองเตย พาดผ่านสองข้างทางยามดึกดื่น ซึ่งบริเวณเลนถนนด้านซ้ายสุด เป็นพื้นที่ห้ามจอดตั้งแต่เวลา 16.0021.00 น. ของทุกวัน แต่พอหัวค่ำแล้ว ก็จะมีร้านค้าร้านอาหารข้างทางรายเรียงยึดพื้นที่ริมฟุตปาททำมาค้าขาย และลูกค้าที่มาซื้อของก็มักจะจอดรถกันริมถนนเป็นประจำ หากวันที่ 21 ต.ค. ตำรวจไล่ยึดไล่ยก ผลกระทบต้องมาเยือนเหล่าพ่อค้าแม่ขายแน่นอน
“พี่ก็ตามข่าวนะ ตอนแรกคิดว่าแค่โยนหินถามทาง แต่นานวันเข้าก็รู้แล้วว่าเขา(ตำรวจ)เอาจริง” สุรชัย สิวพรรณ พ่อค้าอาหารอีสานเยื้องสนามมวยลุมพินี เริ่มเกริ่น
หากถามว่าได้รับผลกระทบมั้ย สุรชัย บอกทันทีว่า “โดนแน่ๆ” เพราะลูกค้าส่วนใหญ่ก็จะมาจอดรถแล้วก็รับประทานอาหารกัน เฉลี่ยวันละนับร้อยคน แน่นอนว่ารถยนต์ที่มาจอดก็ต้องริมฟุตปาทอยู่แล้ว พอมีการจับกุมยกรถที่กีดขวางการจราจร กลุ่มลูกค้าก็ต้องไม่มากิน
“พอไม่มากิน พี่ก็ขายของลำบากขึ้น ค่าเช่าก็ต้องจ่าย หากลูกค้าหายไปมันก็กระทบ เขาก็เลือกจะไปกินตามร้านในซอยที่จอดรถได้ หรือไปร้านอาหารเลย ลูกค้าประจำเชื่อได้ว่าก็คงหายไปแน่นอน แต่พี่ก็ต้องอยู่นี่ล่ะ ไปไหนไม่ได้ เพราะขายมาเป็นสิบปีแล้ว ก็ต้องยอมหากตำรวจว่าเป็นไปเพื่อส่วนรวมเพื่อการจัดระเบียบบนท้องถนนไม่ให้ติดขัด เราก็ต้องเข้าใจ” สุรชัย ยอมรับ
สุรชัย บอกอีกว่า หากลูกค้าของตัวเองมาจอด แล้วเห็นตำรวจยกรถไปต่อหน้าจะพอมีทางไปพูดคุยเพื่อขออนุโลมได้หรือไม่ และอีกทั้งรถแท็กซี่ที่จอดกันรับส่งผู้โดยสารใต้สถานีรถไฟฟ้า พวกนี้ก็ผิด ตำรวจจะไปจับไปยกด้วยหรือเปล่า
ถือเป็นคำถามที่ยังไม่มีคำตอบจากตำรวจอย่างชัดเจน
เช่นเดียวกัน ร้านข้าวมันไก่ในละแวกเดียวกัน “โก้” หนุ่มใหญ่วัย 43 ปี เจ้าของร้านบอกว่า ยังไม่รู้ว่าจะมีผลกระทบหรือไม่อย่างไร เพราะยังไม่รู้ว่าตำรวจจะมาจับมายกกันจริงมากน้อยแค่ไหน แต่หากทำจริงคิดว่ายอดขายของตัวเองก็คงต้องตกลง เพราะกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่ก็ขับรถมากินกันทั้งนั้น
“เขากินรอเพื่อให้รถหายติด เพราะอยู่ในรถนานๆ มันก็หิว ก็มาจอดแวะกินกัน ที่ผ่านมาก็คุยกันกับลูกค้าบ้างเกี่ยวกับเรื่องยกรถ เขาก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าหากทำจริงคงไม่มาจอดกินแล้ว เขากลัว”
ขณะที่บริเวณถนนเพชรบุรีตัดใหม่ ย่านเพชรบุรี ซอย 5 ที่กำหนดเวลาห้ามจอดไว้อย่างชัดเจนทั้งช่วงเช้าและช่วงเย็นไปจนถึงค่ำ คือตั้งแต่เวลา 07.0009.00 น. และ 16.0021.00 น. ซึ่งมีร้านข้าวต้มตั้งอยู่เรียงรายริมข้างทาง ก็สุ่มเสี่ยงจะเสียลูกค้าเช่นกัน
เจ๊วา หรือ วารุณี แซ่ตั้ง เจ้าของร้านข้าวต้มไม่มีชื่อย่านดังกล่าว บอกว่า นโยบายยกรถไม่มีผลต่อธุรกิจขายอาหารของเธอมากนัก เพราะด้วยกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นนักเที่ยวกลางคืน ดึกดื่นถึงจะมาใช้บริการกัน แต่แน่นอนว่าส่วนหนึ่งในช่วงเย็น นโยบายนี้ก็มีผลต่อกลุ่มลูกค้าแน่นอน แต่เธอก็เชื่อว่าไม่มากนัก
“ตามปกติเขาก็ไม่กล้าจอดกันอยู่แล้วนะ ช่วงเย็นๆ ที่ลูกค้ามากินข้าว พี่คิดว่าเขาคงไม่อยากจะมีปัญหากับตำรวจ แต่ถ้ามายกรถกันเลยนี่คงไม่มาจอดกันแน่ ใครจะไปเสียค่าใช้จ่ายวันละเป็นพันบาทล่ะ” เจ๊วา เล่าหลังรู้ว่าหากถูกยกรถจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเท่าไหร่
ทั้งนี้ เธอยังบอกอีกว่า นโยบายนี้หากทำกันจริงๆ ก็จะได้ผลดีอย่างแน่นอน แต่คิดว่าคงเป็นเหมือนไฟไหม้ฟางมากกว่า แป๊บๆ ไม่นานตำรวจก็ไม่ทำอย่างจริงจังต่อเนื่อง เพราะเชื่อว่านโยบายต่างๆ ถึงทีแรกก็อาจจะดี สวยหรู แต่พอนานเข้าก็เหมือนเดิม คือไม่มีการปฏิบัติอย่างชัดเจน
“ก็เหมือนกันนโยบายคนขับแท็กซี่ไม่รับผู้โดยสารไง เห็นตำรวจบอกจะจับจริงจัง แต่สุดท้ายก็ไม่มีผลอะไร เรื่องยกรถนี่ก็คงไม่ต่างกันหรอก” วารุณี ย้ำ
///ล้อมกรอบ///
ประกันภัยคุ้มครองรถพัง
มีข้อสงสัยว่า หากเจ้าหน้าที่ตำรวจยกรถที่จอดไว้แล้วเกิดรอยขีดข่วนจนเกิดความเสียหายจะเคลมประกันได้หรือไม่
อานนท์ วังวสุ นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย เปิดเผยว่า กรณีที่ตำรวจจราจรจะมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ด้วยการยกรถที่จอดในที่ห้ามจอดบนถนน 10 สาย หากรถเกิดความเสียหายระหว่างที่ถูกยก หรือสูญหายภายใต้การดูแลของเจ้าหน้าที่ตำรวจ บริษัทประกันภัยจะให้ความคุ้มครอง หากเจ้าของรถซื้อประกันภัยชั้น 1 ไว้
อย่างไรก็ตาม ทางธุรกิจประกันภัยเห็นด้วยกับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพราะจะช่วยลดการจราจรติดขัด และกระตุ้นให้ประชาชนปฏิบัติตามกฎจราจร
“ประกันจะไม่คุ้มครองกรณีนำรถคันที่มีประกันไปกระทำผิดกฎหมาย ระหว่างที่กระทำผิดกฎหมายแล้วเกิดอุบัติเหตุ จะไม่คุ้มครอง เป็นข้อยกเว้นตามกรมธรรม์” อานนท์ กล่าว
อานนท์ กล่าวอีกว่า อุบัติเหตุรถชนส่วนใหญ่เกิดจากการไม่ปฏิบัติตามกฎจราจร เช่น เลี้ยวในที่ห้ามเลี้ยว ฝ่าไฟแดง ทำให้เกิดการชน สร้างความเสียหายแก่ชีวิตและทรัพย์สินของตัวเองและผู้อื่น ซึ่งประเทศไทยมีสถิติการเกิดอุบัติเหตุบ่อย ทำให้เบี้ยประกันภัยสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน โดยต้นทุนเฉพาะตัวรถที่คิดจากความถี่ของการเกิดเหตุ และความรุนแรงของอุบัติเหตุแต่ละครั้ง จะอยู่ที่ประมาณ 1 หมื่นบาทต่อคัน เมื่อไปรวมค่านายหน้าประกันภัย เบี้ยประกันขั้นต่ำที่ไม่ทำให้บริษัทประกันขาดทุนอยู่ที่ 1.2 หมื่นบาท
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ควรจะระมัดระวังในการยกเพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดกับรถยนต์ เพราะรถรุ่นใหม่ขนาดเล็ก หากยกไม่ระวังอาจทำให้สปอยเลอร์หลุดได้ ถึงแม้ประกันจะคุ้มครองแต่จะทำให้เสียเวลาในการนำรถเข้าซ่อม
“การเข้มงวดในการบังคับกฎหมายจราจร จะช่วยลดอุบัติเหตุบนท้องถนนได้มาก ในระยะยาวจะทำให้เบี้ยประกันภัยรถยนต์ถูกลง ส่งผลดีต่อประชาชน ต่อบริษัทประกันภัยและต่อสังคม” อานนท์ กล่าว







