posttoday
ปตท.หนุน2ล้านล้านแนะระวังคอร์รัปชั่น

ปตท.หนุน2ล้านล้านแนะระวังคอร์รัปชั่น

19 ตุลาคม 2556

ปตท.หนุน 2 ล้านล้าน แต่เตือนระวังคอร์รัปชั่น หนี้สาธารณะพุ่ง ทำสภาพคล่องตึงตัว

ปตท.หนุน 2 ล้านล้าน แต่เตือนระวังคอร์รัปชั่น หนี้สาธารณะพุ่ง ทำสภาพคล่องตึงตัว

นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานกรรมการ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด(มหาชน) หรือ พีทีทีจีซี กล่าวในงานสัมมนาเรื่อง ธุรกิจไทยจะเดินหน้าไปพร้อมกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศที่จะเกิดขึ้นและภาคพลังงานจะมีส่วนร่วมอย่างไร ว่า หากรัฐบาลเดินหน้าลงทุนตามแผนที่วางไว้ของโครงการ 2 ล้านล้านบาท ที่ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในระบบราง จะช่วยปรับโครงสร้างและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานของประเทศได้มาก

ปัจจุบัน ประเทศไทยใช้พลังงานในการขับเคลื่อนจีดีพีสูงถึง 2 ล้านล้านบาทต่อปี หรือประมาณ 20% ของจีดีพี มีต้นทุนด้านโลจิสติกส์สูงถึง 15.2% เทียบกับประเทศพัฒนาแล้วมีโครงสร้างพื้นฐานดี มีต้นทุนโลจิสติกส์ 78% และในโครงสร้างการใช้พลังงาน พบว่า ใช้พลังงานในภาคขนส่งค่อนข้างสูงที่ 36% ภาคอุตสาหกรรม 36% ภาคครัวเรือนและการค้า 23% และภาคเกษตร 5% สะท้อนประสิทธิภาพการใช้พลังงานของประเทศที่อยู่ในระดับต่ำ

“ที่ต้นทุนโลจิสติกส์สูงเพราะการขนส่งเรายังพึ่งการขนส่งทางถนนเป็นหลัก ทั้งที่ต้นทุนการขนส่งทางถนนอยู่ที่ 1.72 บาทต่อตันต่อกิโลเมตร ขณะที่ทางรางอยู่ที่ 0.92 บาทต่อตันต่อกิโลเมตร และทางน้ำ 0.64 บาทต่อตันต่อกิโลเมตร ระบบรางและน้ำต้นทุนถูก แต่ผู้ประกอบการไม่ใช้ เพราะไม่มีประสิทธิภาพ” นายประเสริฐ กล่าว

ทั้งนี้ หากการลงทุนเป็นไปตามแผน คือ เริ่มลงทุนตั้งแต่ปี 2557-2563 คาดว่าเม็ดเงินที่ลงไปจะช่วยให้จีดีพีขยายตัวปีละ 1% มีการจ้างงานเพิ่มขึ้น 5 แสนตำแหน่ง การค้าชายแดนขยายตัวปีละ 15% จากปัจจุบันที่มีมูลค่าปีละ 9 แสนล้านบาท การขยายตัวของเมือง

ขณะที่เอกชนก็มีการลงทุนที่เกี่ยวเนื่องโดยคาดว่ามีหลายธุรกิจจะได้รับประโยชน์ตามมาทั้งอสังหาฯ ก่อสร้าง ค้าส่งค้าปลีก การผลิตไฟฟ้า นิคมอุตสาหกรรม คลังสินค้า สื่อสาร โรงแรม ท่องเที่ยว ตลอดจนลดต้นทุนโลจิสติกส์ลงได้ 2% จากปัจจุบันที่ 15%

นายประเสริฐ กล่าวว่า แม้คาดว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท จะเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน โดยลดการใช้พลังงานในภาคขนส่งลงเป็นมูลค่าละ 1 แสนล้านบาท หรือ 7.6% ของการใช้น้ำมันสำเร็จรูปทั้งหมด หรือสัดส่วนการใช้พลังงานในภาคการขนส่งลดลงจาก 36% เหลือ 31% แต่ปริมาณการใช้พลังงานโดยรวมของประเทศจะไม่ลดลง เพราะจะขยายตัวตามการเติบโตของภาคอุตสาหกรรม

นอกจากนี้ ยังต้องหาแหล่งพลังงานเพิ่มเติม เพราะหลังจากการมีรถไฟฟ้าความเร็วสูง เพราะจากที่ประเมินเบื้องต้นตอนนี้พบว่ารถไฟฟ้า 1 สาย ต้องใช้ไฟฟ้า 1,200 เมกะวัตต์ ถ้า 4 สาย ใช้ 4,800 เมกะวัตต์ หรือเท่ากับรถไฟฟ้าจะทำให้มีความต้องการใช้ไฟเพิ่มขึ้นปีละ 2% ซึ่งไทยต้องหาแหล่งผลิตไฟฟ้าให้ได้ถึง 7 หมื่นเมกะวัตต์ ในปี 2573 สูงกว่าเท่าตัว จากปัจจุบันที่ผลิตได้อยู่ 3.31 หมื่นเมกะวัตต์ซึ่งก็ต้องเพิ่มจากพลังงานทดแทน การสร้างโรงไฟฟ้าในประเทศ ลงทุนและซื้อจากประเทศเพื่อนบ้าน

“การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานมูลค่า 2 ล้านล้านบาทเป็นทิศทางที่ประเทศไทยต้องไป และต้องลงทุนให้สำเร็จให้ได้เพราะขณะนี้ระดับความสามารถในการแข่งขันด้านโครงสร้างพื้นฐานของไทยถดถอยลงเรื่อยๆ ในอาเซียนตอนนี้ตามหลังสิงคโปร์และมาเลเซีย หากไม่ทำอะไรก็อาจจะถูกอินโดนีเซียแซงหน้า และตอนนี้นักลงทุนก็เลือกที่จะไปนำเงินไปลงทุนโดยตรงในประเทศที่ไม่มีข้อจำกัดเช่น สิงคโปร์ ”

นายประเสริฐ กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม โครงการ 2 ล้านล้านบาท มีประเด็นที่เป็นความเสี่ยงที่ต้องระมัดระวัง คือ การบริการจัดการที่โปร่งใส การคอร์รัปชั่น ปัญหาหนี้สาธารณะที่จะเพิ่มขึ้น ต้องจัดการให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ระมัดระวังารกู้ยืมที่จะกระจุกตัวเนื่องจากการลงทุนโครงการขนาดใหญ่หลายโครงการพร้อมกันจนอาจทำให้สภาพคล่องตึงตัวและทำให้ดอกเบี้ยในระบบสูงขึ้นแต่ทั้งเรื่องหนี้และการกู้ยืมนี้สามารถบริหารจัดการได้เช่นภาครัฐอาจไม่ลงทุนเองทั้งหมดแต่เลือกร่วมลงทุนกับเอกชนเป็นบางโครงการ ตลอดจน ระมัดระวังปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ราคาวัสดุก่อสร้างที่แพงขึ้น

ด้านนายพยุงศักดิ์ ชาติสิทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) กล่าวว่า ความสามารถในการแข่งขันที่ลดลงทำให้จำเป็นมากที่ไทยต้องเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน และต้องดำเนินการอย่างจริงจังเพราะโครงการเหล่านี้ต้องมีการวางแผน ใช้เวลาและความต่อเนื่องในการลงทุน แต่ที่ผ่านมาประเทศไทยมีข้อเสียคือเปลี่ยนรัฐบาลบ่อย และแม้จะในรัฐบาลเดียวกันใน 1 กระทรวงก็เปลี่ยนรัฐมนตรีบ่อยทำให้เกิดความไม่ต่อเนื่องของนโยบาย เที่ยบกับคู่แข่งที่ทำนโยบายได้ต่อเนื่อง

“เราไม่ค่อยมีความต่อเนื่องของนโยบาย เช่นกรณีรถไฟรางคู่ เราก็มีแผนมาเป็น 20 ปีแล้วว่าจะสร้าง 2 พันกิโลเมตร ตอนนี้สร้างได้ 385 กิโลเมตรหรือแค่ 13% รถไฟฟ้าความเร็วสูงมีแนวคิดมาตั้งแต่ปี 2537 ตอนนี้ก็ยังไม่ได้เริ่ม หรือรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯและปริมณฑลมีแผนตั้งแต่ปี 2547 291 กิโลเมตร ตอนนี้ก็สร้างไปได้ 80 กิโลเมตรหรือ 27% เท่านั้น” นายพยุงศักดิ์ กล่าว

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท