
มหากาพย์จำนำข้าว สู่มหกรรมกอบกู้สุจริต
เมื่อวันที่ 15 ต.ค.ที่ผ่านมา มีการจัดงาน “รำลึก 100 ปี ชาตกาล อ.ป๋วย อึ๊งภากรณ์” ในชื่อ “มหากาพย์จำนำข้าว สู่มหกรรมกอบกู้สุจริต
หมายเหตุ เมื่อวันที่ 15 ต.ค.ที่ผ่านมา มีการจัดงาน “รำลึก 100 ปี ชาตกาล อ.ป๋วย อึ๊งภากรณ์” ในชื่อ “มหากาพย์จำนำข้าว สู่มหกรรมกอบกู้สุจริต ความรับผิดชอบทางจริยธรรมเป็นความจำเป็นในการพัฒนาประเทศ” ณ ห้องประชุม 212 อาคารมหิตลาธิเบศร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เห็นว่ามีมุมที่น่าคิดจึงนำมาเสนอ
ศ.ดร.อัมมาร อารัมภกถา ป๋วย อึ๊งภากรณ์ : 1 ศตวรรษของผู้สุจริต ว่าอาจารย์ป๋วย เป็นผู้มีคุณูปการหลายอย่างในเรื่องของข้าว เรื่องหนึ่งคืออาจารย์ป๋วยเป็นต้นคิด “ภาษีส่งออกข้าว” ท่านทำไปตอนนั้นเพราะต้องการสะสางปัญหาอัตราแลกเปลี่ยนหลายอัตราให้เป็นอัตราเดียว
สมัยก่อนธนาคารแห่งประเทศไทย (แบงก์ชาติ) เป็นผู้ผูกขาดอัตราแลกเปลี่ยน และแบงก์ชาติจะซื้ออัตราแลกเปลี่ยนดอลลาร์จากผู้ส่งออกในอัตราไม่เหมือนกัน สำหรับข้าวอัตราแลกเปลี่ยนถูกกำหนดให้ใช้อัตราทางการ คืออัตราต่ำสุด ไม่ใช่อัตราตลาด แต่อัตราตลาดของไทยราคาจะต่ำ แล้วมีการโกงกันบ้าง กินกันบ้าง มีโควตาบ้าง ซึ่งเป็นเรื่องที่มีการทุจริตกันมหาศาล
คุณุปการของอาจารย์ป๋วยคือ ขจัดคอร์รัปชั่นไปได้ส่วนหนึ่ง ด้วยการแปรอัตราแลกเปลี่ยนหลายอัตราให้เป็นอัตราเดียว ทำให้ส่วนที่เคยเป็นกำไรของแบงก์ชาติจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการขายข้าวส่งออกต่างประเทศ เพราะจะซื้อเงินปอนด์ในอัตรา 35 บาท ขณะที่อัตราตลาดผู้นำเข้าต้องซื้อเงินปอนด์ในอัตราตลาดประมาณ 5070 บาท เพราะฉะนั้นแบงก์ชาติจะกำไรเต็มๆ
แต่สถานการณ์การเมืองตอนนั้นเป็นห่วงความเป็นอยู่ของข้าราชการมากกว่าของประชาชน ราคาข้าวที่ต่ำเป็นวิธีหนึ่งที่รัฐบาลให้สวัสดิการกับข้าราชการ จึงต้องมี “พรีเมียมข้าว” (ภาษีส่งออกข้าว) ขึ้นมา จึงกดราคาข้าวในประเทศ แต่หลังจากอาจารย์ป๋วยทำนโยบายเหล่านี้ออกมา ซึ่งสะสางปัญหาคอร์รัปชั่นได้
แต่ในช่วงนั้นมีนักวิชาการหลายคน เริ่มต้นจาก ม.จ.สิทธิพร กฤดากร เป็นคนแรกที่ชี้ให้เห็นว่า “พรีเมียมข้าวสร้างความทุกข์ให้ชาวนา” และก็มีนักวิชาการหลายคนมีการจ้างนักวิจัยจากแคนาดามาเจาะลึกก็ยืนยันเช่นเดียวกัน แต่พวกเราที่ต่อสู้เรื่องพรีเมียมข้าว ไม่สามารถเขียนความคิดได้ว่า การเก็บพรีเมียมได้สร้างความทุกข์ให้เกษตรกรอย่างไร ถือเป็นภัยเงียบกับเกษตรกร
อาจารย์ป๋วยก็ช่วยผลักดันอะไรหลายๆ อย่าง แต่ไม่สามารถผลักดันได้เต็มที่ ตอนเป็นที่ปรึกษาอาจารย์สัญญา (ธรรมศักดิ์) อาจารย์ป๋วยก็ยอมกับความเห็นของคนจากกระทรวงเกษตรฯ ที่บอกว่าเก็บภาษีชาวนาแล้ว เราเอาไปคืนให้ด้วยนโยบายต่างๆ ให้ชาวนา จึงเป็นบ่อเกิดของการพยุงราคา การประกันราคา การจำนำข้าว และมาตรการต่างๆ ตามมาในช่วง 1020 ปีต่อจากนั้น
ปัจจุบันสถานการณ์ทางการเมืองเปลี่ยนไป ทำเพื่อประชาชนมากขึ้น ให้ประชานิยมมากขึ้น การให้ราคาสินค้ากับเกษตรกรในราคาที่ดี เป็นของที่เกษตรกรได้รับประโยชน์เต็มๆ และนักการเมืองมักอ้างว่า การแก้ปัญหาเกษตรกรแก้ได้วิธีเดียวคือ ให้ราคาดี มันง่าย มันคิดง่าย แต่ในระยะยาวมันอยู่ได้หรือเปล่าไม่รู้ แล้วก็ทำกันมาอย่างนี้
คุณุปการของรัฐบาลนี้คือ ทำให้เราเห็นว่า การยกราคาขึ้นโดยไม่ดูตาม้าตาเรือ แม้จะช่วยเหลือเกษตรกรได้ แต่ไม่ใช่วิธีที่ยั่งยืนและไม่ถาวร
ผมคิดว่าสิ่งที่เราต้องคิดกันต่อไปจากนี้ เมื่อมาถึงจุดนี้แล้ว ผมขอตั้ง “โจทย์” ไว้ว่า ขณะนี้ วันนี้สถานการณ์เป็นอย่างนี้ มองไปข้างหน้าจะเป็นอย่างไร และจะแก้ไขปัญหาอย่างไร
ผมจะบอกกับรัฐบาลนี้ว่า “เอ็งสร้างปัญหา เอ็งต้องแก้ต่อไป แก้ให้สุด และรับผิดชอบในด้านการเสียคะแนน และในด้านต่างๆ ที่ทำให้คนต้องเดือดร้อน เพราะการจำนำข้าวเป็นนโยบายของท่าน”
และขอพูดตรงๆ กับพรรคประชาธิปัตย์ว่า “ผมไม่ต้องการเป็นธารินทร์ที่ 2”
และผมไม่ต้องการให้ใครทั้งหลายเป็น “ธารินทร์ที่ 2” คือ รับบาปที่คนอื่นสร้างไว้ และในที่สุดก็เป็นการฆ่าตัวตายทางการเมือง
ผมต้องการให้คนที่สร้างปัญหาแก้ปัญหา ประชาชนจะได้เรียนรู้ว่า การแก้ปัญหาจากสิ่งที่เกิดขึ้นจากนโยบายฉาบฉวยจะสร้างความทุกข์อย่างไร
โจทย์ที่หนึ่ง ขณะนี้ราคาข้าวโลกในช่วง 34 เดือนนี้ โน้มต่ำลงค่อนข้างรุนแรงและเร็ว เพราะตลาดโลกเห็นว่าเรามีข้าวในสต๊อก ซึ่งรัฐบาลเก็บเป็นความลับสุดยอด กระทั่งรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ท่านก่อน (นายบุญทรง เตริยาภิรมย์) หลุดบอกว่ามีข้าวในสต๊อกกว่า 17 ล้านตัน ทำให้ตกใจกันมาก และล่าสุดรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์คนปัจจุบันก็หลุดบอกว่ามี 10 ล้านตัน ชี้ให้เห็นว่ามีสต๊อกข้าวจำนวนมาก
โจทย์ที่สอง เวลานี้รัฐบาลมีหนี้อันเกิดขึ้นจากการจำนำข้าวแล้วประมาณ 56 แสนล้านบาท เกินกว่าวงเงินที่ตั้งไว้ 5 แสนล้านบาท และกำลังจะเริ่มมีปัญหาว่า เกินกว่ากำลังจะกู้ได้ ไม่ว่าจะเป็น ธ.ก.ส.และธนาคารของรัฐเริ่มติดเพดานการกู้ยืมเงิน
โจทย์ที่สาม เวลานี้ประเทศไทยขาดพลังในด้านการขายข้าวคุณภาพสูง ในอนาคตคนเอเชียจะบริโภคข้าวลดน้อยลง แต่เงินที่ใช้ในการซื้อข้าวน้อยลงจะไปเพิ่มเรื่องคุณภาพข้าว ดังนั้น เราจะไปสู้ตลาดโลกไม่ได้ ราคาข้าวที่ชาวนาได้ในที่สุดเป็นราคาที่มาจากการขายข้าวในตลาดโลก นอกเหนือไปจากเงินที่รัฐบาลทุ่มเท แต่ตอนนี้รัฐบาลกำลังบ่จี๊ หรือกำลังไม่มีเงิน
ผมคิดว่า กระทรวงการคลังเริ่มเห็นว่าค่าใช้จ่ายจากการขาดทุนต่างๆ เริ่มมีมากขึ้น โดยคณะกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวได้แจงรายงานการปิดบัญชี ทำให้เห็นปัญหาต่างๆ เรื่องนี้เป็นปัจจัยหนึ่งทำให้กระทรวงการคลังหมดอาลัยตายอยาก ไม่อยากให้กู้ยืมมากต่อไปอีก อย่างน้อยข้าราชการกระทรวงคลังก็คิดอย่างนั้น
“ส่วนท่านรัฐมนตรีคิดอย่างไรผมไม่ทราบ แต่รู้สึกท่านเงียบไปเยอะเลย ผมรู้สึกว่านายกฯ จากดูไบก็เงียบไปเยอะ นายกฯ ในประเทศไทยก็ว่าไปตามบท ตามสไตล์ของท่าน แต่อย่างไรก็ตาม มาถึงจุดที่ต้องแก้ไขปัญหา แต่จะแก้อย่างไรที่จะให้เดือดร้อนกับชาวนาน้อยที่สุด”
ที่ผ่านมา รัฐบาลทำตามเป้าหมายประสบความสำเร็จในการจำนำ 1.5 หมื่นบาทต่อตัน แม้จะมีการโกงกินกันบ้าง แต่เวลาเขาโกงกินกัน เขามีจริยธรรมอย่างหนึ่งคือ เขาโกงกินตอนขาออก เพราะเป็นเงินที่มาจากรัฐหมายถึง ขาออกจากโกดังรัฐบาล ขาเข้าก็มีเป็นเบี้ยบ้ายรายทาง
“โจทย์ก็มีว่า จากนี้ไม่ว่าจะหันซ้ายหรือหันขวา สิ่งแรกที่จะเกิดขึ้นคือ ราคาข้าวในตลาดจะตกแน่ เพราะสต๊อกข้าวจะต้องระบายออกมา ไม่อย่างนั้นข้าวจะเน่าและเป็นภาระของรัฐบาล”
ทางออกคือ ข้าวที่เราระบายออก สมมติว่า ข้าวทุกเมล็ดที่ชาวนาผลิตต้องไม่เก็บเข้าสต๊อกขายออกให้หมดทุกปีๆ จากนี้ไป ส่วนข้าวที่เก็บอยู่ในสต๊อกก็ทิ้งไว้ให้มันเน่า จะเผาหรือจะเอาไปทำอะไรก็ตามใจ ถือว่าจบไปแล้วอย่าไปสนใจ
แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องความรับผิดชอบของรัฐบาล ความเสียหายที่เกิดขึ้นรัฐบาลต้องรับผิดชอบ ไม่ทางการเมืองก็ทางกฎหมาย และทางการเมืองก็ต้องฝากให้ฝ่ายค้านจี้ให้ถึงที่สุด อย่ารับไปทำเอง เดี๋ยวคุณตาย แล้วคุณต้องรับผิดชอบด้วย ต้องให้รัฐบาลทำ นี่คือวิธีทำโทษของผม คือ จับเขาขังอยู่กับโครงการรับจำนำข้าวจนกระทั่งเขาแก้ปัญหาให้สิ้นสุด
แต่จะแก้ปัญหาอย่างไร เป็นโจทย์ของพวกเราที่จะบอกกับรัฐบาลว่า “เอ็งต้องทำนู่น เอ็งต้องทำนี่ แต่เอ็งต้องรับผิดชอบกับเงินที่กำลังสูญเสียไป” คือดีดลูกคิดทีไร ตัวเลขขึ้นทุกที
ผมขอฝากโจทย์เหล่านี้ไว้ ว่าปัญหาที่รัฐบาลมีคือ ข้าวกำลังจะล้นออกสู่ตลาด ข้าวที่ชาวนาไทยอุตส่าห์เพียรผลิตขึ้นมา แต่ไม่ใช่ข้าวที่คุณภาพดีแล้ว จะขายให้ได้ราคาอย่างไร โดยที่รัฐบาลไม่ควักกระเป๋ามากไปกว่านี้
เพราะตอนนี้รัฐบาลไม่มีสตางค์ในกระเป๋าแล้ว







