posttoday
ตุลาฯ กระตุกแดง ลุยปฏิรูปเหลื่อมล้ำ

ตุลาฯ กระตุกแดง ลุยปฏิรูปเหลื่อมล้ำ

17 ตุลาคม 2556

ปาฐกถาในห้วงรำลึก 40 ปี เหตุการณ์ 14 ตุลาฯ 2516 ของทั้ง เสกสรรค์ ประเสริฐกุล และ ธีรยุทธ บุญมี อดีตแกนนำนักศึกษาต่อต้านเผด็จการ

โดย...ชุษณ์วัฏ ตันวานิช

ปาฐกถาในห้วงรำลึก 40 ปี เหตุการณ์ 14 ตุลาฯ 2516 ของทั้ง เสกสรรค์ ประเสริฐกุล และ ธีรยุทธ บุญมี อดีตแกนนำนักศึกษาต่อต้านเผด็จการ ทิ้งโจทย์แสนท้าทายให้ขบวนการคนเสื้อแดงอย่างน่าจับตามอง

จากทัศนคติเดิมของ เสกสรรค์ ที่มองว่า นักการเมืองที่ก้าวขึ้นมามีอำนาจในระบบบริหารราชการแผ่นดินเป็นแค่เครือข่ายอุปถัมภ์ของคนกลุ่มน้อย ไม่ได้ใช้อำนาจการปกครองเอื้อประโยชน์ให้กับประชาชนทุกกลุ่มอย่างแท้จริง แต่เสียงขรึมเข้มของชายคนเดียวกันที่ดังก้องบนเวทีปาฐกถากลางหอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เลือกแสดงจุดยืนยอมรับในพลังการก่อตัวของ “ชนชั้นกลางใหม่” หรือ “กลุ่มคนเสื้อแดง” ที่ขอแบ่งพื้นที่อำนาจต่อรองทางการเมืองผ่านระบอบการเลือกตั้งเเละการต่อต้านการ “รัฐประหาร” อันเป็นอาวุธที่พรากรัฐบาลของคนกลุ่มนี้ไป

“...รัฐบาลเป็นเพียงส่วนหนึ่งของระบอบการเมือง แม้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจะมีความว่าเป็นข้อบกพร่องของระบอบประชาธิปไตย และปัญหาก็ยังควรแก้ไขด้วยวิธีการประชาธิปไตย” ถ้อยคำยืนยันของ เสกสรรค์ ที่ตอกย้ำว่า “กลุ่มชนชั้นนำ” และ “ชนชั้นกลางเก่า” เลือกอาวุธผิดชนิดในการโค่นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

นับเป็นท่าทีที่ชัดเจนที่สุดของ เสกสรรค์ หลังผ่านเหตุการณ์รัฐประหารมาถึง 7 ปี ไม่เท่านั้น ปาฐกถาบทนี้ยังผูกรวมเหตุการณ์สลายการชุมนุมพฤษภาฯ ปี 2553 ไว้กับประวัติศาสตร์ 14 ตุลาฯ 2516, 6 ตุลาฯ 2519 และพฤษภาทมิฬ 2535 เป็นเนื้อเดียวกัน ในฐานะ “เหตุการณ์ใช้กำลังรุนแรงโดยฝ่ายรัฐ” อันมีต้นเหตุมาจากชนชั้นนำภาครัฐที่เคยผูกอำนาจการปกครอง

กระนั้น ปาฐกถาของ เสกสรรค์ ครั้งนี้ประหนึ่งเหรียญสองด้าน ด้านหนึ่งสนับสนุนคนเสื้อแดงที่หนุนระบอบเลือกตั้ง แต่ขณะเดียวกันกลับทิ้งโจทย์ท้าทายคนเสื้อแดงเช่นกันว่า ใช่หรือไม่ที่ “รัฐบาลพรรคเพื่อไทย” กับ “ประชาธิปไตย” เป็นสิ่งเดียวกัน?

กล่าวคือ เสกสรรค์ ใช้ “ทุนนิยมโลกาภิวัตน์” เป็นตัวอธิบายการเปลี่ยนผ่านของสังคมไทยว่า ทุนนิยมได้เปลี่ยนพลเมืองต่างจังหวัดในภาคชนบทเป็น “ชนชั้นกลางใหม่” ขยับขีดอำนาจต่อรองทางการเมืองขึ้นมา ทุนนิยมมาพร้อมกับรัฐบาลเลือกตั้งและเอื้อประโยชน์ให้ชนกลุ่มนี้

แต่ขณะเดียวกันก็มีประชาชนกลุ่มชายขอบที่ถูกผลกระทบอย่างหนักหน่วงจากระบบทุนนิยมเช่นกัน การที่คนชายขอบกลุ่มนี้ต่อต้านทุนนิยมที่พ่วงมากับรัฐบาลการเลือกตั้ง ไม่จำเป็นที่คนกลุ่มนี้ต้องเป็นศัตรูกับระบอบประชาธิปไตย

จึงสะท้อนภาพการเมืองไทยเวลานี้เป็นอย่างดีที่หลายครั้งปรากฏกลุ่มเสื้อแดงไม่น้อย พร้อมวาดภาพคนที่ต่อต้านนโยบายรัฐบาลพรรคเพื่อไทยทุกกลุ่มให้กลายเป็น “ศัตรู” ของระบอบประชาธิปไตยในฉับพลัน

โดยไปยึดสมการว่า “ต้านเพื่อไทยเท่ากับต้านประชาธิปไตย” โดยหลงลืมคำถามสำคัญที่พึงตั้งต่อประชาชนด้วยกันว่า แท้จริงแล้วกลุ่มคนเหล่านี้เดือดร้อนจากนโยบายของรัฐเพราะอะไร แล้วรัฐดำเนินนโยบายที่ถูกต้องแล้วหรือไม่ ไม่ใช่เพียรแต่ตั้งคำถามว่า พรรคการเมืองใด สว.ขั้วไหน ท่อน้ำเลี้ยงกลุ่มใด ชักใยเบื้องหลังคนกลุ่มนี้

จริงอยู่ที่ทั้งรัฐบาล ฝ่ายค้าน และกลุ่มขั้วอำนาจมักสร้างวัฒนธรรมการเมืองชนิดติดปลักตมมักโยงใยกลุ่มประชาชนให้ออกมาต่อต้าน

แต่ก็ไม่ได้เป็นเหตุผลให้มวลชนที่หนุนพรรคเพื่อไทยต้องแปดป้ายเเบบเหมารวม “ผู้เห็นต่างจากรัฐ” เป็นกลุ่มคนมีขั้วการเมืองหนุนหลังทั้งหมด ให้กลุ่มคนเหล่านี้กลายเป็นศัตรูของประชาธิปไตยโดยไม่มองมิติอื่น หากยังเชื่อในวลีที่ว่า “ไม่ต้องจ้าง...กูมาเอง” ที่ผนึกบนเสื้อสีแดงนับหมื่นเเสนเมื่อคราวลุกออกมาต่อต้านความไม่ชอบธรรมจากระบอบอำมาตย์เช่นใด ก็ควรเชื่อว่าประชาชนที่ออกมาต่อต้านความไม่ชอบธรรมของรัฐบาลเพื่อไทยก็ย่อมมีผู้ที่ “ไม่ต้องจ้าง...กูมาเอง” เช่นนั้น

ที่น่าสนใจไม่แพ้กัน คือ ปาฐกถา “ปณิธานประเทศไทย” ของ ธีรยุทธ บุญมี เสื้อกั๊กคนเดือนตุลาฯ ที่ถอดบทเรียน 40 ปี แนะทางออกจากความขัดแย้งเชิงโครงสร้าง เสนอให้สังคมโฟกัสมิติอื่นบ้าง นอกจากการเลือกมองเพียงสีเสื้อเหลืองแดง เป็นวิกฤตของการเมืองไทย แต่น่าเสียดายที่สื่อมวลชนไทยกระแสหลักกลับเลือกชูอะเจนด้าวาระ “ขี้” ไปอยู่ในเมมโมรีคนส่วนใหญ่ ผลที่ได้ คือ การเมืองอีกขั้วจึงต้องโต้ตอบปมเดียวกัน ทำให้เรื่องว่าด้วย ขี้ กลบสาระประเด็นหลักในข้อเสนอสำคัญ

ประเด็นที่น่าสนใจที่ ธีรยุทธ เสนอ คือ สีเสื้อเหลืองแดง หรือนโยบายประชานิยมเป็นแค่ปัญหาทั่วไป แต่ไม่ใช่วิกฤตทางการเมืองอีกต่อไป และการปฏิรูปการเมือง เรียกร้องความปรองดองระหว่างสองสีเสื้อล้วนไม่ใช่ทางออก แต่สังคมควรปรับเปลี่ยนโครงสร้างการเมือง ลดอำนาจส่วนกลาง เพิ่มอำนาจภูมิภาค ท้องถิ่น และชุมชนในการกำหนดผลประโยชน์ทางทรัพยากร เศรษฐกิจ การศึกษาในด้านประวัติศาสตร์ อัตลักษณ์ ประเพณี และวัฒนธรรมของตนเอง โดยมวลชนทั้งสองสีต้องปรับเปลี่ยนตัวเองเพื่อเป็นกำลังสำคัญ

สรุปในสิ่งที่ ธีรยุทธ เสนอคือ มวลชนอนุรักษนิยมควรพัฒนาตัวเองด้วยการสลายความคิดคับแคบในเชิงอำนาจการปกครอง และสถาบันลงมา ในขณะที่เสื้อแดงนั้นมีโจทย์สำคัญอยู่ที่ว่า หากต้องการเรียกร้องความเท่าเทียม แก้ไขความเหลื่อมล้ำ เเล้วเหตุใดจึงจำกัดกรอบอยู่เพียงการเมืองฉบับอำมาตย์ หากเสื้อแดงเป็นตัวแทนของพลังชาวรากหญ้าจริง แกนนำควรเสนอต่อพรรคเพื่อไทยในฐานะผู้กุมกลไกอำนาจรัฐให้กระจายอำนาจลงสู่ชาวรากหญ้าอย่างแท้จริง

สะท้อนภาพคนเสื้อแดงเวลานี้ โดยเฉพาะกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติที่ยังผูกขาดคู่ต่อสู้ที่เกี่ยวเนื่องกับผลประโยชน์ของพรรคการเมือง ทั้งขั้ว สว. องค์กรอิสระ ศาลรัฐธรรมนูญ พรรคประชาธิปัตย์ และกลุ่มการเมืองขั้วอนุรักษนิยม แม้ทางหนึ่งเข้าใจได้ว่า การเข้ามาของรัฐบาลขั้วไทยรักไทยนำมาสู่ประชาธิปไตยที่จับต้องได้ นโยบายกลายเป็นปัจจัยสานสัมพันธ์แนบแน่นระหว่างมวลชนกับพรรคการเมืองอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ดังนั้นการปกป้องพรรคในพื้นที่ทางการเมืองก็เปรียบเสมือนปกป้องสิทธิตัวเองไปในตัว

แต่ขณะเดียวกันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าวิกฤตความเหลื่อมล้ำฝังรากลึกในสังคมไทย การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น รื้อโครงสร้างภาษีไม่เป็นธรรม และการจัดการทรัพยากรให้ทั่วถึง จึงเป็นเครื่องมือที่ถอนรากรื้อโคนอย่างถาวร และครอบคลุมประชาชนชนชั้นล่างได้มากกว่า ทว่ามาตรการเหล่านี้ไม่เคยมีการเสนอใดๆ เล็ดลอดออกมาจากองค์กรเสื้อแดงที่ใหญ่ที่สุด

ปาฐกถาของคนเดือนตุลาฯ ในวาระ 40 ปี ส่งผลสะเทือนสองด้านทั้งกระทุ้งฝ่ายอนุรักษ์ไม่ให้ประมาทพลังประชาธิปไตย ขณะเดียวกันก็ทิ้งโจทย์ใหญ่ให้คนเสื้อแดงต้องขบคิดอย่างหนักหน่วงไม่แพ้กัน

ข่าวล่าสุด

นิด้าโพล ชี้ “อภิปรายไม่ไว้วางใจ” มหาดไทย รับศึกหนักสุด

นิด้าโพล ชี้ “อภิปรายไม่ไว้วางใจ” มหาดไทย รับศึกหนักสุด