posttoday
ตะลุยรีดภาษี

ตะลุยรีดภาษี

17 ตุลาคม 2556

แค่เริ่มต้นปีงบประมาณรายจ่าย 2557 ได้ไม่ถึง 1 เดือน กระทรวงการคลังก็เดินหน้าภารกิจหลักด้านการเก็บรายได้ทันที

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

แค่เริ่มต้นปีงบประมาณรายจ่าย 2557 ได้ไม่ถึง 1 เดือน กระทรวงการคลังก็เดินหน้าภารกิจหลักด้านการเก็บรายได้ทันที โดยตั้งธงว่าจะจัดเก็บภาษีให้ได้ 2.27 ล้านล้านบาทเป็นอย่างน้อย เพื่อให้การเบิกจ่ายงบประมาณไม่มีปัญหา

หากดูจากโครงสร้างงบประมาณรายจ่ายปีงบประมาณ 2557 มีรายจ่ายสูงถึง 2.52 ล้านล้านบาท เป็นงบประมาณแบบขาดดุล 2.5 แสนล้านบาท จะเห็นว่ารายได้น้อยกว่ารายจ่าย หากการเก็บรายได้สะดุดต่ำกว่าเป้า จะทำให้การใช้จ่ายของรัฐบาลเกิดปัญหาขึ้นทันที

เมื่อเป็นเช่นนี้เริ่มปีงบประมาณ 2557 ปุ๊บ เบญจา หลุยเจริญ รมช.คลัง ที่เคยผ่านงานเป็นทั้งอธิบดีและรองอธิบดีมา 2 กรมภาษี จึงได้สั่งการเป็นนโยบายลงไปถึงกรมภาษีทั้ง 3 กรม คือ กรมสรรพากร สรรพสามิต และศุลกากร ที่เก็บรายได้เป็นสัดส่วนถึง 80% ของรายได้ทั้งหมด ให้เข้มข้นกับการเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บภาษีให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

การสั่งการดังกล่าวไม่ใช่เป็นการสั่งแค่เป็นพิธีเท่านั้น แต่เป็นการสั่งการที่หวังผลสำเร็จให้ได้ตามเป้าหมาย นโยบายดังกล่าวมีคุณมีโทษด้วยการประเมินผลงานของผู้ปฏิบัติ

ถึงขนาดเดิมพันถึงเก้าอี้ของผู้บริหารเลยทีเดียวว่าจะทำงานผลงานได้เข้าเป้าหรือไม่

นโยบายให้เดินหน้ารีดภาษีที่เด็ดขาดเช่นนี้ ทำให้หัวขบวนของทุกกรมภาษี สั่งการไล่ลงไปถึงชั้นปฏิบัติในพื้นที่ทั่วประเทศเดินหน้าเอกซเรย์เก็บภาษีกันทุกตารางนิ้ว

ที่เห็นได้ชัดคือ กรมศุลกากร แม้ว่ามีเป้าหมายการเก็บภาษีต่ำที่สุดของกรมภาษี คือ อยู่ที่ 1.31 แสนล้านบาท แต่ความเข้มข้นของการเก็บภาษีมีมากกว่าครั้งไหนๆ ที่ผ่านมา จากเคยสุ่มตรวจสินค้านำเข้าเป็นบางตู้สินค้านำเข้า แต่ในปีนี้ได้มีการสั่งการให้ใช้เครื่องมือและกำลังคนตรวจการนำเข้าสินค้าเต็มกำลังเท่าที่จะทำได้

สินค้าไหนแจ้งสำแดงการเสียภาษีไม่ถูกต้อง หรือเสียไม่ครบ ให้มีการดำเนินการเก็บภาษีเพิ่มทันที

ขณะที่กรมสรรพสามิตที่มีเป้าเก็บภาษีในปี 2557 อยู่ที่ 4.63 แสนล้านบาท ได้ตัวช่วยจากการขึ้นภาษีบุหรี่ สุรา และเบียร์ ในปีที่ผ่านมา ทำให้กรมสรรพสามิตเบาตัวอยู่มาก แต่ก็ไม่ได้ทำให้กรมสรรพสามิตอยู่กับที่ มีการสั่งเข้มเรื่องการปราบปรามของเถื่อนมีมากขึ้น เพื่อไม่ให้เงินภาษีลดลงจากการที่ผู้บริโภคหนีไปบริโภคของเถื่อนของหนีภาษี

นอกจากนี้ กรมสรรพสามิตยังเตรียมชงกระทรวงการคลังเก็บภาษีสินค้าตัวใหม่ๆ รวมถึงปัดฝุ่นเก็บภาษีโทรคมนาคมที่โกยรายได้ให้กรมปีละหลายหมื่นล้านบาทในอดีตที่ผ่านมา ให้กระทรวงการคลังเห็นชอบอีกครั้ง ซึ่งหากเป็นไปตามแผนกรมสรรพสามิตจะสามารถเก็บภาษีได้เกินเป้าหลายหมื่นล้านบาท

นี่คือวิธีการหารายได้ของรัฐบาลในยามเศรษฐกิจฝืดเคือง

หากย้อนกลับไปดูการเก็บภาษีปีงบประมาณ 2556 จะเห็นว่ากรมสรรพสามิตกลายเป็นตัวช่วยที่สำคัญในการเก็บภาษีของประเทศ ในขณะที่กรมสรรพากรเก็บภาษีได้ต่ำกว่าเป้า 1 หมื่นล้านบาท จากผลกระทบการลดภาษีนิติบุคคลตามนโยบายของรัฐบาล และผลกระทบจากเศรษฐกิจชะลอทำให้การเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มต่ำกว่าเป้า แต่กรมสรรพสามิตกลับเก็บภาษีบาปได้เกินเป้าถึง 23 หมื่นล้านบาท ทำให้การเก็บรายได้ของประเทศภาพรวมยืนอยู่ได้ไม่ต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้

ขณะที่กรมสรรพากรก็เดินหน้าเก็บภาษีเต็มสูบ เพื่อให้การเก็บภาษีได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ 1.89 ล้านล้านบาท หลังจาก 2 ปีที่ผ่านมา เก็บภาษีพลาดเป้า 2 ปีซ้อน และเป็นการเก็บภาษีต่ำกว่าเป้าในรอบหลายสิบปี เพราะจากนโยบายลดภาษีของรัฐบาล

แม้ในปีนี้กรมสรรพากรยังต้องเจอผลกระทบจากการลดภาษีบุคคลธรรมดา ซึ่งคาดว่าจะทำให้ภาษีของกรมสรรพากรหายไปอีกไม่ต่ำกว่า 23 หมื่นล้านบาท ขณะที่การเก็บภาษีนิติบุคคลคาดว่าจะยังคงต่ำกว่าเป้าจากการลดภาษีนิติบุคคล 30% เหลือ 20% ภาษีมูลค่าเพิ่มก็ยังน่าเป็นห่วงจากการนำเข้าที่ชะลอและการบริโภคภายในประเทศที่ไม่ฟื้นตัว

แต่ในตอนนี้กรมสรรพากรเดินหน้ารีดภาษีกันยกใหญ่ ตั้งแต่เดือนแรกจนถึงสุดท้ายของปีงบประมาณเลยทีเดียว

การเดินหน้ารีดภาษีของกรมสรรพากร ในภาพรวมมีทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพระบบไอทีที่ได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี 2,000 ล้านบาท โดยหวังว่าจะทำให้การเสริมเขี้ยวเล็บติดตั้งเสร็จในบางส่วนในปีนี้ เพื่อมาช่วยในการเก็บภาษีของกรมให้กระเตื้องขึ้น

กรมสรรพากรยังมีขอเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่อีก 2,000 คน ที่จะเป็นทั้งเจ้าหน้าที่วิเคราะห์การเก็บภาษีจากระบบไอทีที่ติดตั้งเพิ่มขึ้น และอีกส่วนหนึ่งจะเป็นเจ้าหน้าที่ภาคสนามเดินเท้าไล่ล่าเก็บภาษีกันทุกตรอก ทุกซอย ตั้งแต่หัวถนนยันท้ายถนนเลยทีเดียว

สุทธิชัย สังขมณี อธิบดีกรมสรรพากร แพลมออกมาแล้วว่า เป้าการเก็บภาษีของกรมสรรพากรอยู่ที่ขยายฐานภาษีในกลุ่มธุรกิจผู้ประกอบการรายกลางให้มากขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมายังมีผู้ประกอบการอีกจำนวนมากเสียภาษีไม่ครบ และอีกจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่เข้าสู่ระบบภาษี ต่างจากผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีการเสียภาษีที่ดีอยู่แล้ว

แม้ว่าอธิบดีมือใหม่ยังอุบไต๋วิธีการเก็บภาษีผู้ประกอบการรายกลาง เพราะกลัวผู้ประกอบการจะรู้ตัวหลบเลี่ยงได้ทัน แต่ก็จะเห็นเค้าลางว่าผู้ประกอบการเอสเอ็มอีกว่า 3 ล้านรายของประเทศ กลายเป็นเป้าใหญ่เก็บภาษีของกรมสรรพากร

ฟันธงลงไปตอนนี้ได้เลยว่า เจ้าหน้าที่สรรพากรจะลงตรวจการณ์เสียภาษีทุกตารางนิ้ว เพื่อประเมินภาษีใหม่ตามเกณฑ์ของกรมสรรพากรเป็นหลัก ไม่ใช่ตามที่ผู้เสียภาษีรายงานยื่นรายการเสียภาษีอีกต่อไป ยกเว้นจะมีการเจรจาต่อรองกันภายใน เพื่อสร้างยอดการเก็บภาษีให้ขยับเพิ่มขึ้นหลายหมื่นล้านบาท

สุทธิชัย ยังระบุว่า จะมีการเชื่อมโยงข้อมูลด้านภาษีของทั้ง 3 กรม คือ กรมสรรพากร สรรพสามิต และศุลกากร เข้าด้วยกัน ทำให้ตรวจสอบการเสียภาษีของผู้ประกอบการได้อย่างเป็นระบบไม่มีช่องโหว่ให้ผู้ประกอบการหลบเลี่ยงภาษีได้

จะเห็นว่า กรมสรรพากรได้เดินหน้าปีแห่งการรีดภาษีขึ้นมาแล้ว

การเดินหน้ารีดภาษีทุกตารางนิ้วเช่นนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่ารัฐบาลมีการใช้จ่ายมือเติบและหลายโครงการไม่คุ้มค่า เช่น โครงการรับจำนำข้าวที่ใช้เงินไปแล้ว 6.8 แสนล้านบาท มีผลขาดทุนรวมกันถึง 4.2 แสนล้านบาท และเป็นภาระงบประมาณที่ต้องตั้งมาชดเชยปีละ 8 หมื่นล้านบาทถึง 1 แสนล้านบาท

นอกจากนี้ การกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท แม้ว่าจะเป็นการกู้นอกงบประมาณ แต่เงินที่ต้องมาชำระหนี้และดอกเบี้ยก็หนีไม่พ้นต้องใช้เงินภาษีจากงบประมาณ ซึ่งการกู้ส่วนนี้มีภาระถึง 50 ปี รวมเป็นภาระที่ต้องชำระทั้งต้นและดอกเบี้ย 5 ล้านล้านบาท ส่งผลให้เป็นภาระของงบประมาณประเทศในระยะยาว

แถมยังต้องสร้างหลักประกันในเรื่องงบประมาณสมดุลในเร็ววันอีก

เมื่อรัฐบาลตกอยู่ในสภาพใช้จ่ายมือเติบ สร้างรายจ่ายมากกว่ารายได้ที่เก็บได้ จึงหนีไม่พ้นต้องเปิดมหกรรมรีดภาษีมาโปะในสิ่งที่รัฐบาลใช้จ่ายเกินตัวเร็วขึ้นหนักมือขึ้นกว่าปกติ

ผู้ประกอบการเตรียมตัวรับมือกันไว้ให้ดี งานนี้โดนแน่...

ข่าวล่าสุด

อัยการติวเข้ม ก.ล.ต. ถอดบทเรียน STARK–MORE เทคนิคเบิกความ มัดจำเลยในชั้นศาล

อัยการติวเข้ม ก.ล.ต. ถอดบทเรียน STARK–MORE เทคนิคเบิกความ มัดจำเลยในชั้นศาล