posttoday
ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย โลกสะท้าน ลุ้นมะกันเบี้ยวหนี้

ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย โลกสะท้าน ลุ้นมะกันเบี้ยวหนี้

17 ตุลาคม 2556

แม้จะมีข่าวออกมาสร้างความดีใจให้ทั่วโลกก่อนหน้านี้ว่า รัฐบาลพรรคเดโมแครตและฝ่ายค้านพรรครีพับลิกันสามารถเจรจาเบื้องต้นได้สำเร็จ

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

แม้จะมีข่าวออกมาสร้างความดีใจให้ทั่วโลกก่อนหน้านี้ว่า รัฐบาลพรรคเดโมแครตและฝ่ายค้านพรรครีพับลิกันสามารถเจรจาเบื้องต้นได้สำเร็จเพื่อผ่าทางตันวิกฤตการณ์ทางการคลังที่ยืดเยื้อ โดยตกลงจะยืดเพดานหนี้ไปจนถึงกลางเดือน ก.พ. 2557 และอนุมัติงบประมาณให้หน่วยงานกลางของรัฐสามารถทำการต่อไปได้จนถึงเดือน ม.ค. ปีหน้า ทว่าจนแล้วจนรอดสภาคองเกรสก็ยังไร้ซึ่งการผ่านกฎหมายใดๆ ออกมา

สถานการณ์ในปัจจุบันจึงนับว่ามีความเสี่ยงอย่างยิ่งที่สหรัฐอาจไม่สามารถผ่านร่างกฎหมายขยายเพดานการกู้ยืมหนี้ได้ทันกำหนดวันที่ 17 ต.ค.นี้ ซึ่งจะนำไปสู่การผิดนัดชำระหนี้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สหรัฐ เพราะสหรัฐจะเหลืองบประมาณเพียง 3-4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น จนไม่สามารถไถ่ถอนชำระหนี้ต่างๆ ได้ตามกำหนด

ที่สำคัญก็คือ ความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ที่ว่านี้ไม่ได้มีผู้แบกรับเพียงสองฝ่าย คือ เจ้าหนี้และลูกหนี้เท่านั้น แต่ยังอาจกลายเป็นชนวนไปสู่วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจโลก ครั้งที่ 2 ภายในเวลาไม่ถึง 10 ปีเลยทีเดียว

ก่อนอื่นนั้นต้องทำความเข้าใจก่อนว่าแม้สหรัฐจะยังไม่ตกอยู่ในภาวะเบี้ยวหนี้ทันทีเพราะยังมีเงินสดในมือ 3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และธนาคารเครดิตสวิสยังรายงานว่าสหรัฐเพิ่งเปิดประมูลพันธบัตรล็อตใหม่ได้อีกราว 1.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้ยังพอมีเงินราว 4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หลังวันที่ 17 ต.ค. ทว่าหากพิจารณาจากรายการตราสารหนี้ทั้งหมดช่วง 1-2 เดือนนี้ ที่จะถึงกำหนดครบชำระการไถ่ถอนก็จะเห็นได้ว่าสหรัฐไม่อยู่ในศักยภาพที่จะจ่ายหนี้ทั้งหมดได้

จากข้อมูลของบีบีซี พบว่า หลังเส้นตายวันที่ 17 นั้น เฉพาะในเดือน ต.ค. สหรัฐจะถึงการครบกำหนดชำระหนี้ 4 ครั้ง รวมเป็นเงินถึงราว 2.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ แต่ที่สำคัญก็คือหนี้ก้อนใหญ่ในวันที่ 1 พ.ย.นี้ ซึ่งมีวงเงินมหาศาลรวมกันถึง 5.8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐเลยทีเดียว และทั้งหมดนี้ก็ยังเป็นเพียงค่าใช้จ่ายในส่วนของการชำระหนี้ตามกฎหมายเท่านั้นยังไม่รวมถึงค่าใช้จ่ายจิปาถะอื่นๆ ที่กระทรวงการคลังต้องจ่ายเฉลี่ยวันละกว่า 2 ล้านเหรียญสหรัฐ

เห็นได้ชัดว่าสหรัฐนั้น “ไม่มีทาง” ชำระหนี้และค่าใช้จ่ายมหาศาลเหล่านี้ได้หากไม่มีการผ่านกฎหมายขยายเพดานหนี้ออกมา เพราะก่อนหน้านี้ แจ็ค ลิว รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ได้ประกาศใช้มาตรการพิเศษเพื่อต่อลมหายใจทางการคลังของประเทศมาแล้วตั้งแต่เดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งมาตรการพิเศษดังกล่าวจะหมดอายุลงในกลางเดือน ต.ค.นี้เช่นกัน

แน่นอนว่าเมื่อวงเงินหนี้มีปริมาณมหาศาลนับแสนล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีเจ้าหนี้เป็นถึงเขตเศรษฐกิจใหญ่สุดอันดับ 1 ของโลกและมีลูกหนี้เป็นธนาคารกลางประเทศต่างๆ เกือบทั่วโลก ไล่เรียงตั้งแต่ จีน ญี่ปุ่น จนถึงประเทศไทย ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจึงอาจรุนแรงไม่แพ้วิกฤตการณ์ภาคการเงินสหรัฐปี 2551เลยทีเดียว

ประการแรก วิกฤตการณ์การเบี้ยวหนี้เขย่าโลกครั้งนี้ จะส่งผลสั่นสะเทือนความเชื่อมั่นใน “ตลาดหุ้นทั่วโลก” ทันทีเมื่อเข้าสู่วันที่ 17 ต.ค. ตามเวลาในสหรัฐ เพราะความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลกจะถูกสั่นสะเทือนครั้งใหญ่จากการผิดนัดชำระหนี้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของสหรัฐ และจะเป็นสัญญาณร้ายทางเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะในฝั่งประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น ตามมาทันที

เพราะปัจจุบันนี้บรรดาดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจโลกต่างระบุเป็นทิศทางเดียวกันว่า ภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงทั้งทางด้านการค้าและการลงทุนยังไม่ฟื้นตัวอย่างแท้จริง มีเพียงตลาดทุนเท่านั้นที่ยังสามารถเป็นแหล่งทำเงินให้กับประเทศเหล่านี้ได้ โดยอิงอยู่บนมาตรการผ่อนปรนทางการเงินเชิงปริมาณ (คิวอี) ที่ได้รับการอัดฉีดเดือนละ 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)

หากความมั่นใจของนักลงทุนถูกกระทบครั้งใหญ่จากปัญหาเพดานหนี้ อาจส่งผลให้เกิดความโกลาหลจากการถอนทุนออกจากตลาดหุ้นทั่วโลกครั้งใหญ่ที่สุดในรอบกว่า 5 ปีเลยทีเดียว เพราะลำพังเพียงแค่กรณีที่บริษัท สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ ปรับลดอันดับเครดิตของสหรัฐเมื่อเดือน ส.ค. 2554 จาก AAA ลงมาอยู่ที่ AA+ ก็ทำให้ 3 ดัชนีสำคัญในตลาดหุ้นสหรัฐดิ่งเหวลง 57% ภายในวันเดียว เฉพาะดาวโจนส์นั้นลดฮวบลงถึง 635 จุด และดิ่งลงไปอยู่ต่ำกว่า 1 หมื่นจุดให้เห็นมาแล้ว

ประการถัดมานั้น เมื่อตลาดหุ้นทั่วโลกถูกสั่นสะเทือนความเชื่อมั่นอย่างหนัก แหล่งเงินที่จะถูกกระทบตามมาก็คือ บรรดากองทุนตราสารเงิน ซึ่งเป็นอีกแหล่งการลงทุนสำคัญนอกเหนือไปจากการลงทุนรูปแบบอื่นๆ เช่น กองทุนตราสารหนี้ กองทุนโภคภัณฑ์ และกองทุนหุ้น ซึ่งซีเอ็นเอ็นมันนี่ได้ให้ตัวอย่างที่ชัดเจนในเรื่องนี้ว่า เมื่อครั้งที่วาณิชธนกิจเลห์แมน บราเธอร์ส ล้มละลายช็อกโลกในปี 2551 บรรดากองทุนตราสารเงินทั้งหลายก็เริ่มออกอาการเซอย่างเห็นได้ชัด เช่น กองทุนรีเวอร์ส ฟันด์ ที่ถึงขั้นไม่มีเงินสดมาจ่ายคืนนักลงทุน

แอนดรูว์ โลว์ ศาสตราจารย์จากเอ็มไอที ให้มุมมองว่า กองทุนดังกล่าวจะกลายเป็นโดมิโนตัวถัดไป เนื่องจากนักลงทุนทั่วโลกที่ขาดความเชื่อมั่น จะพากันถอนเงินทุนออกมาจากกองทุนเหล่านี้หลังจากที่เจ๊งไปกับตลาดหุ้นก่อนหน้านี้แล้ว และจะส่งผลให้ตลาดกองทุนตราสารเงินต้องประสบภาวะชอร์ตตามมา

หลังจากที่ตลาดการเงินโลกประสบวิกฤตอย่างหนักแล้ว ประการถัดไป จะเกิดขึ้นกับบรรดา “ธนาคารพาณิชย์” ตามมาทันทีในฐานะที่เป็นทั้งผู้ปล่อยกู้และผู้ลงทุน ซึ่งจะทำให้แบงก์พาณิชย์ได้รับผลกระทบตามมาด้วย และที่สำคัญหลังจากนั้นก็คือบรรดานักลงทุนจะเริ่มขาดความเชื่อมั่นในธนาคารจนพร้อมใจกัน “แห่ถอนเงินสดมาเก็บไว้” เนื่องจากไม่มั่นใจต่อระบบการเงินโลก ซึ่งมีส่วนคล้ายคลึงกับวิกฤตการณ์ในยุโรปก่อนหน้านี้

เมื่อปัญหาลุกลามรุนแรงขึ้นมาถึงแบงก์และสถาบันการเงิน ซีนาริโอที่จะตามมาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ก็คือ “การล้มของสถาบันการเงิน” ที่อ่อนแอและขาดแคลนสภาพคล่อง เช่นที่เคยเกิดขึ้นในสหรัฐเมื่อปี 2551 แม้ทางสหรัฐและอีกหลายประเทศจะผ่านบทเรียนมาแล้วจนมีความพยายามเพิ่มความแข็งแกร่งของภาคการเงิน เช่น การเพิ่มสัดส่วนทุนสำรองของแบงก์พาณิชย์ ทว่าวิกฤตครั้งใหม่อาจรุนแรงเกินกว่าที่จะรับมือได้

ประการสุดท้ายนั้น ปัญหาที่รุนแรงในตลาดทุนโลกจนลุกลามสู่ภาคธนาคารและสถาบันการเงิน จะเป็นชนวนสำคัญไปสู่ “วิกฤตการณ์เศรษฐกิจถดถอย” อีกครั้ง

เพราะนอกจากตลาดหุ้นและตลาดทุนที่เป็นแหล่งเงินสำคัญในยามที่เศรษฐกิจโลกยังไม่อาจฟื้นตัวได้จริงจะเกิดความปั่นป่วนแล้ว ปัญหาที่ลุกลามไปยังสถาบันการเงินยังจะนำไปสู่การ “จำกัดวงเงินสินเชื่อ” ซึ่งจะเป็นหายนะที่แท้จริงของภาคธุรกิจและเศรษฐกิจโลก เพราะในยามที่บริษัทเอกชนไม่สามารถระดมทุนผ่านตลาดทุนได้ เงินกู้จากสถาบันการเงินจึงเป็นแหล่งทุนสำคัญเพียงแห่งเดียวที่จะช่วยต่อลมหายใจทางธุรกิจได้

ภาวะตึงตัวทางสินเชื่อที่กลับมาอีกครั้ง จะส่งผลกระทบอย่างหนักชะลอการค้าและการลงทุนทั้งของสหรัฐและทั่วโลก และจะทำให้โลกไม่สามารถหลีกเลี่ยงภาวะเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 5 ปีได้

ภาวะ “ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย” ของลูกหนี้ที่ชื่อสหรัฐ จึงกลายเป็นเรื่องใหญ่ที่ใครก็ไม่อาจมองข้ามได้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท