
ถล่มแก้รธน.190เปิดช่องเขมรใช้ประโยชน์
ปชป.ถล่มแก้ 190 เปิดช่องเขมรหยิบไปใช้ประโยชน์ในศาลโลก อัดแก้ปัญหาตัวเองมากกว่าปัญหาประเทศ
ปชป.ถล่มแก้ 190 เปิดช่องเขมรหยิบไปใช้ประโยชน์ในศาลโลก อัดแก้ปัญหาตัวเองมากกว่าปัญหาประเทศ
นายธนา ชีรวินิจ สส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า การแก้ไขมาตรา 190 โดยปรับแก้ถ้อยคำหนังสือสัญญาที่จะต้องนำเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา คือ หนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีอำนาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศโดยชัดแจ้ง ซึ่งการเพิ่มคำว่า "ชัดแจ้ง" นี้ อาจกระทบไปถึงถึงกรณีศาลเคยวินิจฉัยว่าคำแถลงการณ์ร่วมไทยกัมพูชาเมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 2551 "อาจมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตประเทศไทย"
นอกจากนี้ การแก้ไขมาตรา 190 ครั้งนี้ ยังอาจทำให้ถูกทางฝ่ายกัมพูชาหยิบยกไปใช้ประโยชน์ในคดีพิพาทที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลโลก ซึ่งหากเดือนก.พ. 2557 ศาลพิพากษาให้ไทยต้องเสียดินแดนจากการทำแถลงการณ์ร่วมเมื่อปี 2551 โดยหยิบยกประโยชน์จากการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ในวันนี้ แล้วจะมองหน้าลูกหลานกันได้อย่างไรอีกทั้งการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ยังถูกมองว่าเป็นการแก้ปัญหาตัวเองและพวกพ้องมากกว่าการแก้ปัญหาของประเทศ
นายตวง อันทะไชย สว.สรรหา กล่าวว่า การแก้ไขมาตรา 190 ทำให้หลายเรื่องที่ควรต้องเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภากลับไม่ต้องนำมาพิจารณา เช่น กรณีเงินกู้ ที่จะปล่อยให้ไปกู้เท่าไหร่ก็ได้ แบบไหนก็ได้ โดยไม่ต้องมารายงานประชาชน แต่คนที่ใช้หนี้กลับเป็นประชาชน จึงต้องถามว่าทำไมไม่เขียนรัฐธรรมนูญให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ เปิดช่องให้รัฐสภา ควบคุมกลไกฝ่ายบริหาร
ทั้งนี้ การแก้ไขครั้งนี้จึงถือเป็นการทำลายหลักการเดิมโดยสิ้นเชิง และจากที่เคยสอนหนังสือ การเขียนกฎหมายมหาชนก็ไม่มีที่ใดในโลกเขียนแคบแบบนี้ เพราะไปเขียนจำกัดว่าต้องเป็นกรณีที่ "ชัดแจ้ง" ซึ่งไม่รู้ว่ามีความหมายว่าอย่างไร ซึ่งนัยยะว่าชัดแจ้งนั้นอย่างกรณีพิพาทพระวิหารระหว่าง ไทย-กัมพูชา จะต้องเป็นกรณีที่ชัดแจ้งว่าจะต้องเสียดินแดนใช่หรือไม่ หากชัดแจ้งว่าเสียดินแดนแล้วภาษาวัยรุ่นก็ต้องบอกว่าแล้วจะเอาเข้าสภาฯทำไม ที่ผ่านมาเขาเขียนตีความกว้างๆ เพื่อปกป้องประโยชน์ประเทศ
นายสุรวิทย์ คนสมบูรณ์ สส.ชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย ในฐานะกมธ. ชี้แจงว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตตรา 190 เพื่อไม่ให้เกิดการเสียโอกาสจากความไม่ชัดเจนที่ผ่านมา จนทำให้การพิจารณาข้อตกลงต่างๆ อาจล่าช้าจนเสียโอกาสการค้าลงทุน และกลายเป็นความเสียหายของประเทศชาติ อีกทั้งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 8 ก.ค. ที่ผ่านมาระบุถึงกรณีที่อาจเปลี่ยนแปลงอาณาเขต จนทำให้หลายคนวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการกระทำที่เกินอำนาจหน้าที่หรือไม่ เพราะจนถึงวันนี้ก็ยังไม่เห็นความเสียหายเกิดขึ้น ดังนั้นจึงนำมาสู่การแก้ไข







