posttoday
เศรษฐกิจเอเชีย

เศรษฐกิจเอเชีย

29 เมษายน 2553

...อรุณ จิรชวาลา

สิงคโปร์เป็นประเทศแรกในเอเชียที่ประกาศตัวเลขเศรษฐกิจรายไตรมาส หลังจากสิ้นไตรมาสเพียง 2 สัปดาห์ ประเทศถัดมาคือจีน ซึ่งประกาศตามหลังสิงคโปร์ 2 วัน

สมแล้วที่ 2 ประเทศนี้เขาทำงานเร็ว เพราะเศรษฐกิจของเขาก็ฟื้นจากวิกฤตเร็วและแรงเช่นกัน

ถ้าพื้นที่ข่าวในบ้านเราไม่ถูกกลบด้วยข่าวการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ข่าวจีดีพีไตรมาสแรกของสิงคโปร์ขยายตัวในอัตรา 32.1% ต่อปี คงเรียกความสนใจของเราได้ไม่น้อย และคงทำให้เราต้องลุ้นว่า ตัวเลขไตรมาสแรกของเราเอง เมื่อประกาศออกมาบ้าง จะเป็นเท่าใด

ตัวเลข 32.1% เป็นตัวเลขที่บอกได้คำเดียวว่าเหลือเชื่อ เกิดมาไม่เคยพบเคยเห็น อย่าว่าแต่ประเทศที่มีประชากรหลายล้านคนเลยครับ แค่บริษัทขนาดใหญ่ที่มีพนักงานระดับพันคน ก็นึกภาพไม่ใคร่ออกแล้วว่าจะขยายกิจการอย่างไรในปีเดียวได้กว่า 30% โดยใช้คนประมาณเท่าเดิม

ในความเป็นจริง ตัวเลขดังกล่าวข้างต้นมาจากความสำเร็จไตรมาสเดียว กล่าวคือ เศรษฐกิจไตรมาสแรกของปี 2010 สูงกว่าไตรมาสสุดท้ายของปี 2009 เกือบ 8% เพราะฉะนั้น ถ้ายังเติบโตในอัตรานี้ติดต่อกันอีก 3 ไตรมาส ก็จะได้ตัวเลขทั้งปีกว่า 30%

แต่ถึงจะมาจากไตรมาสเดียว ก็เป็นตัวเลขที่น่าประทับใจ เพราะเป็นผลงาน 3 เดือนที่มากกว่าผลงานทั้งปีของประเทศอื่นเกือบทั้งโลก รวมทั้งไทยด้วย ซึ่งปีนี้ทั้งปีอย่างเก่งก็คงโตได้ไม่เกิน 56%

ความสำเร็จที่สำคัญของสิงคโปร์มาจากผลผลิตอุตสาหกรรมที่ขยายตัวในอัตราถึง 139% ต่อปี โดยมีสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เป็นตัวนำ อันเนื่องมาจากเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว และความต้องการนำเข้าจากสิงคโปร์สูงขึ้น รองลงมาคือภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งราคาได้ฟื้นตัวอย่างรวดเร็วจนเกินช่วงก่อนเกิดวิกฤตแล้ว และกลายเป็นเชื้อเพลิงอย่างดีสำหรับเศรษฐกิจ นอกจากนี้ กิจการท่าเรือก็ขยายตัวต่อเนื่อง จนทุกวันนี้มีจำนวนเรือเข้าออกและสินค้าผ่านท่ามากที่สุดในโลก แซงหน้านิวยอร์ก ฮ่องกง และรอตเตอร์ดัม ซึ่งครองความยิ่งใหญ่ติดต่อกันมานาน

ท่านผู้อ่านอาจจะสังเกตเห็นว่า วิธีรายงานตัวเลขเศรษฐกิจของสิงคโปร์ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานที่เราคุ้นเคย กล่าวคือของเราจะเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน หากสิงคโปร์รายงานตัวเลขแบบเรา ก็จะได้อัตราขยายตัวของจีดีพีไตรมาสแรกเท่ากับ 13.1% ซึ่งก็ยังสูงที่สุดในโลกอยู่ดี

ตัวเลขไตรมาสแรกที่สูงเกินคาดทำให้รัฐบาลสิงคโปร์ประกาศปรับเพิ่มประมาณการทั้งปีจาก 4.56.5% เป็น 79% ซึ่งก็เดาได้ล่วงหน้าว่าตัวเลขจริงในที่สุดจะสูงกว่านี้ ส่วนธนาคารกลางของสิงคโปร์ก็ประกาศว่า เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจร้อนแรงจนเกินไป จะดำเนินนโยบายปล่อยให้ค่าเงินแข็งขึ้นอย่างช้าๆ เป็นระเบียบ ค่อยเป็นค่อยไป

ในประเด็นต่างๆ เหล่านี้ ผมอยากชี้ให้เห็นว่า ภาครัฐของเราถือปฏิบัติต่างจากเขาค่อนข้างมาก โดยในส่วนของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ผ่านมาก็ได้ปล่อยให้ค่าเงินบาทแข็งขึ้นมาค่อนข้างมาก ทั้งๆ ที่เศรษฐกิจของเราเพิ่งจะเริ่มโงหัว ส่วนกระทรวงการคลังก็รีบยกเลิกการยกเว้นภาษีการโอนที่อยู่อาศัย ทั้งที่อัตราส่วนการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยตลอดจนคุณภาพเฉลี่ยของที่อยู่อาศัยของเรายังห่างไกลจากประเทศที่เจริญแล้วเป็นอันมาก นอกจากนี้ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ของเราในขณะนี้ก็ยังล้าหลังประเทศเพื่อนบ้าน

ลำดับถัดมาคือประเทศจีน ซึ่งประกาศตัวเลขจีดีพีไตรมาสแรกสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 11.9% เป็นตัวเลขที่สูงเกินความคาดหมายของทุกสำนัก และทำให้มีการปรับตัวเลขประมาณการทั้งปีจากระดับ 9% เป็น 10%

แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจจีนในไตรมาสแรกมาจากการส่งออกที่ขยายตัวถึง 29% ผลผลิตอุตสาหกรรมในเดือน มี.ค. สูงขึ้น 18.1% ยอดค้าปลีกสูงขึ้น 18% และยอดขายรถยนต์ในประเทศสูงขึ้นถึง 76% ในขณะที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ก็ยังคงร้อนแรงต่อเนื่อง

รัฐบาลจีนแทนที่จะภาคภูมิใจในความสำเร็จ กลับพยายามบอกชาวโลกว่า อย่าไปให้ความสำคัญกับตัวเลข 11.9% มากนัก เพราะเกิดจากฐานปีที่แล้วต่ำมากประการหนึ่ง กับมาตรการกระตุ้นอย่างแรงของภาครัฐอีกประการหนึ่ง ซึ่งหยุดกระตุ้นเมื่อใด ความร้อนแรงของเศรษฐกิจก็จะลดตาม

แต่คนที่รู้ทันบอกว่า ที่จีนพยายามถ่อมตัว เพราะเกรงจะมีแรงกดดันจากนานาชาติมากขึ้น ในการปล่อยให้ค่าเงินหยวนแข็งขึ้น ทุกวันนี้จีนก็ถูกบีบอย่างหนักอยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากรัฐบาลโอบามาของสหรัฐ

นอกจากสิงคโปร์กับจีนแล้ว เศรษฐกิจของอีกหลายประเทศในเอเชีย รวมทั้งออสเตรเลียด้วย ก็กำลังฟื้นตัวอย่ารวดเร็วเช่นกัน ตัวอย่างเช่น ในกรณีของเกาหลีกับฟิลิปปินส์ ยอดส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์สูงขึ้นมาก ทำให้เกิดการจ้างงาน เกิดรายได้และการใช้จ่ายในประเทศที่สูงตาม แม้แต่ญี่ปุ่นเองก็ได้รับประโยชน์จากปริมาณการค้าโลกที่กลับเพิ่มขึ้น ทำให้เศรษฐกิจเริ่มฟื้นอย่างเห็นได้ชัดเช่นกัน

ในกรณีของออสเตรเลีย นอกจากจะได้ประโยชน์จากการส่งออกวัตถุดิบที่สูงขึ้นทั้งปริมาณและราคา เศรษฐกิจยังได้แรงขับเคลื่อนจากเงินที่ไหลเข้าไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ประกอบกับรัฐบาลก็ส่งเสริมตลาดที่อยู่อาศัยอย่างจริงจัง โดยให้เงินช่วยเหลือประชาชนที่ซื้อบ้านหลังแรก ทำให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ร้อนแรงเป็นพิเศษ จนไอเอ็มเอฟต้องออกมาเตือนว่า ราคาเริ่มสูงเกินปัจจัยพื้นฐานแล้ว

สำหรับไทย แม้ว่าในช่วงปลายเดือน มี.ค. ภาคการท่องเที่ยวจะเริ่มได้รับความเสียหายจากการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง แต่ผมก็ยังเชื่อว่าตัวเลขจีดีพีจะยังดีอยู่ อาจจะไม่ใกล้เคียงกับสิงคโปร์หรือจีน แต่อย่างน้อยก็อาจดีที่สุดในรอบหลายปี รวมทั้งเป็นไปได้ที่จะดีที่สุดตั้งแต่เกิดวิกฤตต้มยำกุ้งเป็นต้นมา

ปัญหาที่น่าเป็นห่วงมากกว่าคือ เศรษฐกิจตั้งแต่ไตรมาส 2 เป็นต้นไป ซึ่งจะได้รับผลกระทบจากความไม่สงบในบ้านเมืองอย่างเต็มๆ

ตัณหาและความกระหายอำนาจของคนบางคน กำลังทำให้อนาคตของประเทศไม่สดใสเท่าที่ควร

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง