
พัฒนาความสามารถแข่งขันท่องเที่ยวไทย
นักท่องเที่ยวเดินทางมาท่องเที่ยวในทวีปเอเชียแปซิฟิกมากขึ้น โดยองค์การท่องเที่ยวโลก (UNWTO) คาดการณ์การท่องเที่ยวในระยะยาวว่าจะมีสัดส่วนนักท่องเที่ยวเข้ามาในเอเชียแปซิฟิกเพิ่มมากขึ้นจาก 20% ในปี 2010 เป็น 27% ภายในปี 2020 โดยเป็นส่วนแบ่งตลาดที่เพิ่มขึ้นมาทดแทนการท่องเที่ยวในยุโรป
มีการเดินทางระยะใกล้มากขึ้น แนวโน้มการท่องเที่ยวที่จะเพิ่มมากขึ้นเป็นการท่องเที่ยวภายในทวีปแปซิฟิกเอง ซึ่งจากการประมาณจำนวนผู้โดยสารระยะยาวของโบอิ้ง พบว่าการเดินทางระหว่างประเทศภายในทวีปเอเชียแปซิฟิกด้วยกันเองจะเพิ่มขึ้นปีละประมาณ 7% และจะมีสัดส่วนของเส้นทางการเดินทางที่มากที่สุดภายใน 20 ปีข้างหน้า โดยคาดว่าจะมีปริมาณการเดินทางเพิ่มขึ้นถึงประมาณ 2.3 ล้านล้านหน่วยในช่วง 20 ปีข้างหน้า เทียบกับเส้นทางที่เพิ่มขึ้นมากเป็นอันดับสองคือ ยุโรปอเมริกาเหนือที่จะเพิ่มขึ้นเพียง 630,000 ล้านหน่วย
มีนักท่องเที่ยวจีน อินเดีย และผู้สูงอายุมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงเชิงประชากรส่งผลต่อแนวโน้มในระยะโดยตรง โดยมีแนวโน้มสองประการที่ค่อนข้างชัดเจนคือ ประการแรกสัดส่วนชนชั้นกลางในเมืองซึ่งเป็นชนชั้นที่มีฐานะดีของจีนและอินเดียจะเพิ่มขึ้น ซึ่งด้วยวิถีชีวิตและฐานะของชนชั้นกลางในเมืองจะส่งผลให้มีการเดินทางมากขึ้น
ประการที่สองคือ สัดส่วนผู้สูงอายุจะเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีเงินออมและมีเวลาว่าง
ข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน หรืออาฟตา ดูเหมือนจะเป็นอีกโอกาสและผลกระทบต่อธุรกิจที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวไทย อย่างไรก็ตามแม้ว่ากรอบ AEC Blueprint จะพูดถึงการอนุญาตให้นักลงทุนอาเซียนเข้ามาถือหุ้นในนิติบุคคลที่ให้บริการด้านการท่องเที่ยวในสัดส่วนที่มากขึ้น และการโอนย้ายบุคลากรมาทำงานเป็นการชั่วคราวได้ง่ายขึ้น แต่ข้อผูกพันการเปิดตลาดการค้าบริการชุดที่ 7 ที่ลงนามเมื่อกุมภาพันธ์ 2009 ซึ่งเป็นข้อผูกพันล่าสุดยังคงมีรายละเอียดเหมือนเดิมดังที่ใช้ปฎิบัติกันมานานแล้ว ดังนั้นอาฟต้ายังไม่ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวไทยมากนักในปี 2010 แต่อาจกระทบในระยะยาวหากทุกประเทศดำเนินการตามกรอบของAEC Blueprint
ประเทศไทยมีศักยภาพที่ดีมีการตักตวงประโยชน์จากแนวโน้มที่จะเกิดขึ้น แสดงให้เห็นแนวโน้มด้านการท่งเที่ยวบางอย่างที่ก่อให้เกิดความนิยม
“buzz” ในปัจจุบันด้วยสถานที่ตั้งและการเชื่อมต่อไปยังภูมิภาคที่สะดวก ทำให้ประเทศที่อยู่ในจุดที่ดีที่จะตักตวงประโยชน์จากกระแสเอเชียแปซิฟิก กระแสการเดินทางภายในทวีปเดียวกัน และการท่องเที่ยวระยะใกล้ๆนอกจากนี้ด้วยจำนวนสนามกอล์ฟ และพัฒนาการท่องเที่ยวเพื่อเน้นกีฬากอล์ฟ (Golf Tourism) ยิ่งไปกว่านั้นการขยายตัวของโรงพยาบาลที่ได้รับการยอมรับในมาตรฐานสากลรวมถึงโรงแรมที่พักที่เน้นสปา ทำให้ประเทศไทยมีศักยภาพเพียงพอสำหรับรองรับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness and Health Tourism) และด้วยอีกจุดเด่นของสังคมไทยที่ให้ความเคารพผู้สูงอายุเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ทำให้กลายเป็นทักษะที่ดีในการพัฒนาการท่องเที่ยวเพื่อผู้สูงอายุ (Elderly Tourism) อีกด้วย
อย่างไรก็ดี เพื่อให้การท่องเที่ยวไทยสามารถตักตวงประโยชน์จากแนวโน้มต่างๆ เหล่านี้ได้ จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนและความร่วมมือจากทุกภาค ทั้งในระดับภาครัฐ และผู้ประกอบการ ภาครัฐต้องหันไปมุ่งเน้นพัฒนาด้านอุปทาน (SupplySide) ให้มากขึ้น โดยเฉพาะจัดเตรียมสาธารณูปโภคให้พร้อมเพื่อสร้างสิ่งแวดล้อมให้เหมาะแก่การท่องเที่ยว เช่น การสร้างการคมนาคมเชื่อมต่อถึงแหล่งที่มีศักยภาพในการเป็นแหล่งท่องเที่ยว การยกระดับท่าอากาศยานท้องถิ่นให้เป็นท่าอากาศยานนานาชาติ การออกกฎหมายและบทลงโทษเพื่อรักษาความสงบของแหล่งท่องเที่ยว มากกว่าการมุ่งพัฒนาด้านอุปสงค์ (DemandSide) หรือส่งเสริมกิจกรรมทางการตลาดแต่เพียงอย่างเดียว
แม้กระนั้น การพัฒนาด้านอุปสงค์ที่สำคัญและไม่ควรปล่อยปละละเลย คือการจัดการปัญหาเกี่ยวกับความเชื่อมั่นในด้านความมั่นคงและความปลอดภัยของประเทศ ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาค ยกตัวอย่างเช่น รัฐบาลควรมีการสื่อสารกับสถานทูตทุกประเทศเพื่อทำความเข้าใจในสถานการณ์อย่างชัดเจนและต่อเนื่อง หน่วยงานทางด้านการท่องเที่ยว กลุ่มธุรกิจและสมาคมต่างๆ สามารถอาศัยเครือข่ายทางธุรกิจ เช่น ตัวแทนบริษัทท่องเที่ยวในต่างประเทศ โรงแรมต่างๆ เป็นต้น เพื่อสื่อความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสถานการณ์กับนักท่องเที่ยวรวมไปถึงการจัดทำศูนย์รวมข้อมูลข่าวสารด้านความมั่นคงและความปลอดภัยโดยเฉพาะเพื่อให้ข้อมูลและสร้างความเชื่อมั่นกับนักท่องเที่ยวอย่างทั่วถึง
แนวทางการพัฒนาด้านอุปทานที่ควรมุ่งเน้น ได้แก่ ยกระดับจังหวัดที่มีศักยภาพและพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ทุกวันนี้นักท่องเที่ยวมักคิดถึงประเทศไทยในฐานะแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลที่มีหาดทรายสวยน้ำใส ทั้งที่จริงๆ แล้วเรามีศักยภาพมากกว่านั้นมาก ภาครัฐควรพัฒนาระบบสาธารณูปโภคให้เพียงพอ ไม่ว่าจะเป็นระบบขนส่งขั้นพื้นฐาน ประปา และไฟฟ้า เพื่อให้สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวไปยังแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ เช่น สุโขทัย ซึ่งปัจจุบันนักท่องเที่ยวชาวเยอรมันเริ่มไปท่องเที่ยวมากขึ้นมีสัดส่วนกว่า 3% ไม่ใช่มุ่งเน้นเพียงแต่แหล่งท่องเที่ยวเดิมๆ
นอกจากนี้ ควรกำหนดข้อบังคับและบทลงโทษต่างๆ ให้เหมาะสม เพื่อรักษาความสวยงามของแหล่งท่องเที่ยวไทยให้คงอยู่อย่างยั่งยืน เพราะการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ให้ติดตลาดก็เป็นเรื่องที่ยากแล้ว แต่การฟื้นฟูความสวยงามของแหล่งท่องเที่ยวเป็นเรื่องที่ยากมากกว่า นอกจากนั้น กลุ่มธุรกิจและสมาคมต่างๆ สามารถร่วมสนับสนุนโดยการเชิญชวนตัวแทนและบริษัทท่องเที่ยวมาท่องเที่ยวฟรีในแหล่งท่องเที่ยวใหม่ รวมถึงการจัดแพ็กเกจทัวร์ที่พ่วงแหล่งท่องเที่ยวใหม่ไว้กับแหล่งท่องเที่ยวปัจจุบันเพื่อนักท่องเที่ยวจะได้มีโอกาสรู้จัก เช่น เที่ยวภูเก็ตพ่วงตรัง และเที่ยวกรุงเทพฯ พ่วงสุโขทัย
รัฐบาลควรเริ่มต้นจากการจัดให้มีสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานให้เอื้อและเพียงพอ เพราะเป็นปัญหาที่ทำให้ความสามารถในการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวไทยไม่พัฒนาไปมากเท่าที่ควร เช่น ไร่เลย์ หาดที่ขึ้นชื่อในกระบี่ ที่มีแต่คุณบิล เกตส์ เจ้าของบริษัทไมโครซอฟท์ยังเคยแล่นเรือมาทานข้าวกลางวัน แต่ผู้ประกอบการต้องทำน้ำจืดไว้ให้นักท่องเที่ยวใช้เอง
ภาคอีสานซึ่งมีพื้นที่ 1 ใน 3 ของประเทศ แต่กลับมีท่าอากาศยานนานาชาติเพียงแห่งเดียวจากทั้งหมด 8 แห่งทั่วไทย และเกาะสมุย ที่มีโรงแรมกว่า 300 แห่ง ให้บริการนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 1 ล้านคนต่อปี และมีแหล่งบำบัดน้ำเสียถึง 3 แห่ง น้อยกว่าภูเก็ตเพียงแห่งเดียว กลับไม่สามารถบริหารจัดการกับของเสียได้จนส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชายหาด เป็นต้น
ส่งเสริมการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ ทั้งเป็นแหล่งพักผ่อนเชิงสุขภาพและที่พักระยะยาวสำหรับผู้เกษียณอายุ โดยภาครัฐควรเป็นแรงสำคัญในการพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่ขาดไม่ได้ และหาอะไรทดแทนไม่ได้ เช่น การสนับสนุนด้านการศึกษาในประเทศ รวมทั้งการพิจารณาทบทวนแก้ไขกฎระเบียบและขั้นตอนที่อาจจะเป็นอุปสรรคในการสรรหาบุคลากร เพื่อพัฒนาธุรกิจท่องเที่ยวโดยรวม เช่น การลดอุปสรรคในการอนุญาตให้คนต่างชาติมาทำงานในสายงานนี้
อีกทั้งภาครัฐควรสร้างสาธารณูปโภคให้เอื้อต่อการให้บริการด้านสุขภาพ เช่น การคมนาคมที่ดีพอเพื่อสามารถให้บริการทางการแพทย์ได้อย่างทันท่วงที ในขณะที่สมาคมทางด้านการท่องเที่ยวต่างๆ สามารถพัฒนาศูนย์กลางข้อมูลและการประสานงานต่างๆ เพื่อรองรับและสนับสนุนการดำเนินการของธุรกิจท่องเที่ยว ซึ่งอาจจะมุ่งเน้นการท่องเที่ยวโดยสุขภาพมากขึ้น เช่น การจัดแพ็กเกจทัวร์ที่มีโปรแกรมตรวจสุขภาพ เป็นต้น
พัฒนาบริการที่ตรงใจตลาดแต่ละกลุ่ม ความหลากหลายของความต้องการของนักท่องเที่ยว ทำให้ธุรกิจด้านการท่องเที่ยวควรพัฒนาบริการต่างๆ ที่เฉพาะเจาะจงสำหรับแต่ละกลุ่มมากขึ้น เช่น สร้างให้ไทยเป็นโรงเรียนสอนกอล์ฟแห่งเอเชีย โดยจัดแพ็กเกจทัวร์สำหรับนักกอล์ฟ และจัดคอร์สเรียนกอล์ฟระยะสั้นสำหรับเยาวชน การทำธุรกิจโรงแรมที่ไม่สร้างมลภาวะสำหรับนักท่องเที่ยวที่นิยมอนุรักษ์ธรรมชาติ เป็นต้น
ทั้งหมดนี้คงเป็นเพียงหนึ่งในหลายๆ แนวทางที่จะเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวไทย เพื่อการเติบโตยั่งยืน เพราะสิ่งที่ชัดเจนก็คือถ้ายังทำทุกอย่างเหมือนเดิม การท่องเที่ยวไทยจะไม่เติบโตกว่าในอดีตได้อย่างมีนัยสำคัญ คำถามสำคัญ ณ เวลานี้คงไม่ใช่
“ต้องทำอะไร” แต่น่าจะเป็น “เริ่มต้นได้เมื่อไหร่” มากกว่า






