posttoday
วิกฤตโลกส่อเค้าซ้ำรอบสองยุโรป-มะกันติดเบรก วิกฤตหนี้

วิกฤตโลกส่อเค้าซ้ำรอบสองยุโรป-มะกันติดเบรก วิกฤตหนี้

29 เมษายน 2553

...ทีมข่าวต่างประเทศ

แม้จะเพิ่งผ่านพ้นวิกฤตการเงิน และภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้ไม่นาน แต่วันนี้เศรษฐกิจชั้นนำของโลกกำลังบอบช้ำอย่างหนักอีกครั้ง จากปัญหาที่หมักหมมมาเนิ่นนาน แต่ไม่มีประเทศใดที่จะลงมือแก้ไขอย่างจริงจัง มิหนำซ้ำยังมีการเอ่ยถึงเป็นเพียงครั้งคราวในช่วงเวลาที่ทุกโฟกัสจับอยู่ที่วิกฤตคราวที่แล้ว

แต่ในตอนนี้วิกฤตลูกใหม่ที่เคยถูกเมินเฉยกำลังก่อตัวขึ้น

วิกฤตหนี้และงบประมาณขาดดุลของกรีซได้ลุกลามจนปราศจากความหวัง บริษัท สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ เมื่อล่าสุดตัดสินใจลดระดับความน่าเชื่อถือทางการเงินของกรีซอยู่ในระดับเลวร้ายที่สุด คือระดับ Junk

ด้วยที่งบประมาณขาดดุลของกรีซเมื่อปี 2552 สูงถึง 12.7% (จากมาตรฐานของอียูที่ไม่เกิน 2%) ส่วนหนี้สาธารณะสูงถึง 124% ในปีนี้

ขณะที่เพื่อนบ้านของกรีซในสหภาพยุโรป (อียู) อย่างโปรตุเกส มีสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงไม่แพ้กัน ด้วยงบประมาณขาดดุลเมื่อปี 2552 ที่สูงถึง 9.4% ขณะที่หนี้สาธารณะเฉพาะในปีนี้สูงถึง 85%

เทียบกับกรีซแล้ว ไม่ยากที่โปรตุเกสจะเป็นรายต่อไป แต่ที่น่ากังวลกว่าก็คือ โปรตุเกสยังพ่วงมาด้วยปัญหาการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่เชื่องช้าอย่างน่ากลัว เพราะอยู่ในระดับต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศยูโรโซน และการขยายตัวที่เชื่องช้าทำให้ภูมิคุ้มกันของโปรตุเกสอยู่ในระดับต่ำ เสี่ยงที่จะได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงจากภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอย

ขณะที่ยุโรปกำลังตกเป็นเหยื่อของวิกฤตงบประมาณขาดดุลทีละประเทศ อีกฝั่งของมหาสมุทรแอตแลนติก ปัญหาเดียวกันนี้กำลังบั่นทอนฐานะมหาอำนาจเศรษฐกิจโลกของสหรัฐในระยะยาว และหากสหรัฐแสดงอาการเดียวกับกรีซหรือโปรตุเกสเมื่อใด ความรุนแรงของวิกฤตยกกำลังสองในทันที นั่นหมายความว่า เศรษฐกิจโลกจะได้รับผลกระทบอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

ขณะนี้สัดส่วนงบประมาณขาดดุลของสหรัฐต่อสัดส่วนของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) กำลังไต่ระดับขึ้นมาเทียบเคียงกับช่วงทศวรรษที่ 40 หรือในช่วงระหว่างและหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่รัฐบาลจำเป็นต้องทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อการสงครามและการฟื้นฟูประเทศ

อย่างไรก็ตาม สหรัฐไม่ได้อยู่ในภาวะสงคราม และสมรภูมิในอิรักและอัฟกานิสถานที่รัฐบาลชุดที่แล้วเปิดฉากขึ้น แม้อาจเรียกเป็นสงครามได้อย่างไม่เคอะเขิน แต่ในความเป็นจริงแล้วระดับความรุนแรงแตกต่างจากสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างสิ้นเชิง

ช่วงทศวรรษที่ 40 สัดส่วนงบประมาณขาดดุลต่อจีดีพีเคยพุ่งขึ้นมาเกิน 100% ส่วนในปีนี้ทะลุสัดส่วน 50% แล้ว แต่ในปีต่อๆ ไปมีโอกาสที่จะเฉียดสัดส่วน 100% จากการประเมินของสำนักงานงบประมาณของสภาคองเกรส (ซีบีโอ)

ประธานาธิบดี บารัก โอบามา แห่งสหรัฐ กล่าวระหว่างการประชุมคณะกรรมาธิการว่าด้วยหนี้สินของประเทศ เมื่อวันที่ 28 เม.ย. ว่า “หนี้เหมือนกับมะเร็ง เป็นมะเร็งที่กำลังบ่อนทำลายประเทศของเราจากภายใน”

โอบามากล่าวได้ถูกต้อง ปัญหานี้จะไม่แปรเปลี่ยนเป็นวิกฤตในทันทีทันใด แต่จะบั่นทอนสุขภาพของเศรษฐกิจสหรัฐและเศรษฐกิจโลกอย่างต่อเนื่อง และในที่สุดจะทำให้สหรัฐขาดภูมิคุ้มกัน ยามที่เกิดความปั่นป่วนขึ้นในระบบ ซึ่งหมายถึงอาการแทรกซ้อนที่มีความรุนแรงไม่ต่างจากวิกฤตของกรีซ หรือแนวโน้มของโปรตุเกส

การทิ้งตัวลงเหวของกรีซ และภาวะหมิ่นเหม่ของโปรตุเกส เป็นสัญญาณอันตรายที่เร่งเตือนไม่ให้สหรัฐเดินตามรอยความไร้วินัยทางการเงินของประเทศเหล่านี้ เพราะหากสหรัฐยังเสพติดภาวะขาดดุลการค้าเช่นนี้ต่อไป หายนะที่ติดตามจะไม่จำกัดวงเฉพาะสหรัฐ แต่จะพลอยให้ประเทศอื่นๆ ต้องรับเคราะห์ตามไปด้วย

แน่นอนว่า สหรัฐมีหนทางหลีกเลี่ยงหายนะนี้ก่อนที่จะสายเกินไป

และใช่ว่าจะไม่มีใครในสหรัฐที่ไม่ตระหนักถึงแนวโน้มของวิกฤต ล่าสุด เบน เบอร์แนนคี ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เตือนว่า ถึงเวลาแล้วที่สหรัฐจะต้องมีแผนแม่บทในการจัดการกับปัญหางบประมาณขาดดุล และควรอย่างยิ่งที่รัฐบาลจะต้องพิจารณาปรับเปลี่ยนระบบภาษีเสียใหม่

เบอร์แนนคียื่นข้อเสนอราวกับยื่นคำขาดว่า ถึงที่สุดแล้วสหรัฐจำต้องเลือกระหว่างขึ้นภาษี ลดบริการทางสังคมหรือสาธารณสุข หรือลดการใช้จ่ายภาครัฐในทุกทาง ไม่เว้นแม้แต่การศึกษาจนถึงด้านความมั่นคง

อย่างไรก็ตาม ทางเลือกของสหรัฐมีไม่มากนัก เนื่องจากปัญหานี้ถูกละเลยจนพอกพูนเกินกว่าจะชำระสะสางได้ภายในเวลาไม่นาน

หากสหรัฐจะแก้ปัญหางบประมาณขาดดุลด้วยการลดงบประมาณ สิ่งที่จะตามมาก็คือ การบริการจากภาครัฐแก่ประชาชนจะลดน้อยลง หากใช้มาตรฐานของรัฐบาลโอบามาเป็นตัววัด วิธีการนี้จะสวนทางกับนโยบายรัฐอย่างรุนแรง เพราะรัฐบาลพรรคเดโมแครตมีแนวโน้มที่จะให้บริการด้านสังคมมากกว่า ดังจะเห็นได้จากการผลักดันการปฏิรูประบบประกันสาธารณสุข

ที่สำคัญก็คือ การลดบริการของภาครัฐ ถือเป็นการฆ่าตัวตายทางการเมืองอย่างหนึ่ง เพราะเป็นการกระตุ้นให้ประชาชนระดับล่างเกิดความไม่พอใจ

หากคิดจะแก้ปัญหางบประมาณขาดดุลด้วยการขึ้นภาษีเพื่อนำเงินมาโปะภาวะขาดดุล จะส่งผลในทางเดียวกัน นั่นคือ ความไม่พอใจของกลุ่มคนที่มีรายได้สูงและชนชั้นกลาง

พูดง่ายๆ ก็คือ รัฐบาลสหรัฐเจอตอทั้งขึ้นทั้งล่อง

และนี่อาจเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ว่า ทำไมรัฐบาลชุดที่ผ่านๆ จึงปล่อยปละละเลยปัญหาขาดดุลยืดเยื้อ จนกลายสภาพเป็นวิกฤตขนาดย่อมๆ ในขณะนี้

ความลักลั่นที่สหรัฐกำลังเผชิญ ดูจะไม่ต่างจากกรีซมากนัก หากจะพิจารณาว่ากรีซเคยประสบการต่อต้านอย่างรุนแรงหลังจากพยายามแก้ปัญหางบประมาณขาดดุลอย่างเด็ดขาด ด้วยการลดการใช้จ่ายของภาครัฐ

กล่าวอย่างรวบรัดก็คือ สหรัฐกำลังเดินไปสู่ปากเหวของวิกฤต โดยที่แทบไม่มีสิ่งใดที่จะสามารถฉุดรั้งได้เลย!

ในระยะสั้น หากสถานการณ์ของสหรัฐและประเทศอื่นๆ ในยุโรปส่อแนวโน้มเดียวกับกรีซ ตลาดหุ้นจะเกิดความปั่นป่วนครั้งใหญ่ ดังเช่นที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 เม.ย. เมื่อตลาดหุ้นทั่วโลกทิ้งตัวลงอย่างรุนแรงเมื่อทราบว่าสภาพของกรีซเกินกว่าที่จะเยียวยาแล้ว

แต่ในระยะยาว หากมหาอำนาจเศรษฐกิจแห่งสองฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกยังคงจมปลักในภาวะขาดดุลเช่นนี้ จะทำให้การลงทุนชะงักงัน เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยจะสูงขึ้น และจะทำให้ตัวเลขจีดีพีถดถอยลง หากประเทศเหล่านี้ต้องกู้เงินจากภายนอกมากขึ้นและมากขึ้น

กลายเป็นการกู้เงินและก่อหนี้แบบดินพอกหางหมู ที่รังแต่จะถ่วงให้มหาอำนาจเศรษฐกิจร่วงหล่นลงสู่หุบเหวเร็วขึ้นเท่านั้น

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท