posttoday
การสร้างประชาธิปไตยกับปัญหาความขัดแย้งทางสังคม (ตอนที่ 2)

การสร้างประชาธิปไตยกับปัญหาความขัดแย้งทางสังคม (ตอนที่ 2)

16 ตุลาคม 2556

ทำไมต้องสร้างประชาธิปไตย การสร้างจะทำด้วยวิธีการอย่างไร ที่แน่ๆ เรามักจะปฏิเสธการสร้างที่ใช้รูปแบบของเผด็จการ ไม่ว่าจะเป็นการปฏิวัติ หรือรัฐประหาร หรือแม้กระทั่งเผด็จการรัฐสภาล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจรัฐ ที่ไม่ได้สะท้อนความเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยแห่งปวงชนที่แท้จริง จึงน่าพินิจการเมืองต่อไปดังนี้

ทำไมต้องสร้างประชาธิปไตย การสร้างจะทำด้วยวิธีการอย่างไร ที่แน่ๆ เรามักจะปฏิเสธการสร้างที่ใช้รูปแบบของเผด็จการ ไม่ว่าจะเป็นการปฏิวัติ หรือรัฐประหาร หรือแม้กระทั่งเผด็จการรัฐสภาล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจรัฐ ที่ไม่ได้สะท้อนความเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยแห่งปวงชนที่แท้จริง จึงน่าพินิจการเมืองต่อไปดังนี้

1.นอกจากการสร้างประชาธิปไตยที่ยังไม่มีสูตรสำเร็จ และสิ่งที่ต้องคำนึงถึงอย่างมาก คือ สิ่งแวดล้อม หรือสภาพการณ์ต่างๆ ของสังคมไทย ทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ที่มีความหมายที่แตกต่างกันทั้งในเชิงความคิดและการกระทำ บริบทโดยรวมนี้เราเรียกว่า มิติทาง “วัฒนธรรมทางการเมือง” (Political Culture) ที่กูรูหลายสำนักกล่าวว่า ทุนทางสังคมที่ยิ่งใหญ่ของไทย คือ ระบบอุปถัมภ์ ค้ำจุน ความเป็นไทยที่หนีไม่พ้นระบบพรรคพวก ช่วยเหลือ เกื้อกูลกันและกัน เสมือนเป็นทั้งคุณและให้โทษ กล่าวคือ สังคมไทยมีความวิเศษที่ไม่เหมือนชาติไหนในโลกที่ทำให้คนไทยมีน้ำใจ มีการแสดงออกถึงการเคารพต่อผู้หลักผู้ใหญ่ มีระบบอาวุโสเป็นประจักษ์ชัด และเอื้ออาทรในลักษณะระบบเครือญาติขนาดใหญ่ ทำให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุข

อย่างไรก็ตาม อีกมุมที่ต่างกันของเหรียญเดียวกัน คือ ทำให้เกิดระบบทุจริต คอร์รัปชั่น หรือคนขี้โกง เกิดขึ้นอย่างแพร่หลายเช่นกัน นำไปสู่ระบบการเมืองแบบธนาธิปไตย หรือ “ทุนและเงินตราเป็นใหญ่” ทำให้ต้องเกิดกระบวนการทางการเมืองที่เรียกว่า “การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ” อันเป็นที่มาแห่งการดุลอำนาจทางการเมืองโดยองค์กรอิสระ ไม่ว่าจะเป็น ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง คณะกรรมการการเลือกตั้ง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เป็นต้น และยังนำมาซึ่งปัญหาความขัดแย้งทางสังคม

2.วัฒนธรรมทางการเมืองของไทยเรา นักวิชาการส่วนหนึ่ง เชื่อว่า เกิดขึ้นจากกระบวนการกล่อมเกลาทางสังคมอันนำไปสู่รูปแบบวัฒนธรรมทางการเมืองแบบไพร่ฟ้า (Subject Political Culture) เป็นเรื่องของประชาชนที่สนใจการเมืองทั่วไป มีความรู้ความเข้าใจอยู่บ้าง มีการยอมรับในอำนาจของรัฐบาล แต่ไม่สนใจรับผิดชอบที่เข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยตรง หรือสนใจการเมืองเป็นพักๆ ซึ่งวัฒนธรรมทางการเมืองแบบไพร่ฟ้านี้ไม่เอื้อต่อการสร้างประชาธิปไตยเท่าที่ควร

นักวิชาการชื่อ Almond ได้เสนอรูปแบบ “วัฒนธรรมทางการเมืองแบบอารยชน” (Civic Political Culture) มีลักษณะที่ส่งเสริมและสอดคล้องกับการปกครองประชาธิปไตยโดยตรง คือ ประชาชนมีความสำเหนียกในฐานะที่เป็นพลเมืองหรือสมาชิกของสังคม มีความสำนึกรับผิดชอบความเป็นเจ้าของแห่งอำนาจประอธิปไตย มีความกระตือรือร้น เข้าไปมีส่วนร่วมในทางการเมืองระดับสูง โดยคำนึงถึงหลักนิติรัฐที่เคารพปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด จะเป็นวัฒนธรรมแบบนี้ได้สังคมการเมืองไทยของเราต้องใช้ยุทธศาสตร์การพัฒนาที่จะปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต และความโน้มเอียงของการรับรู้ข่าวสารการเมืองที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแห่งพฤติกรรมทางการเมืองและวัฒนธรรมทางการเมืองได้อย่างไร คำถามที่สำคัญมี 2 คำถาม คือ จะทำอย่างไร และทำแล้วได้ผลสำเร็จแบบไหน ที่สำคัญก็ยังไม่มีสูตรสำเร็จอีกเช่นกัน เป็นไปตามครรลองแห่งสังคมที่เป็นพลวัต

3.ในรัฐธรรมนูญปี 2550 กำเนิด “สภาพัฒนาการเมือง” ที่มีความอิสระขึ้นมา เพื่อติดตามสอดส่องให้มีการปฏิบัติตามแผนพัฒนาการเมืองอย่างเคร่งครัด ก็เป็นอีกยุทธศาสตร์การพัฒนาประชาธิปไตยโดยการมีเครื่องมือที่เรียกว่า แผนพัฒนาการเมือง ประกอบด้วย ยุทธศาสตร์หลัก 6 เรื่องที่สำคัญ ได้แก่ 1.การคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ และส่งเสริมความเข้มแข็งของภาคประชาสังคม 2.การเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตย และการมีส่วนร่วมทางการเมือง 3.คุณธรรมและจริยธรรมของผู้นำและนักการเมือง 4.ธรรมาภิบาลทางการเมืองและการบริหาร 5.ความมั่นคง การจัดการความขัดแย้ง และการสร้างสังคมสมานฉันท์ 6.การกระจายอำนาจและการสร้างความเป็นธรรม

ดูเหมือนเร็วๆ นี้ที่ผ่านมาจะมีการเพิ่มเติมเรื่องสิทธิสตรีเข้าไปด้วย สภาพัฒนาการเมืองซึ่งเป็นกลไกอีกส่วนหนึ่งที่สร้างประชาธิปไตย ในลักษณะของการให้การส่งเสริมการเรียนรู้ทางการเมือง หรือ Civic Education แต่บทบาทสภาพัฒนาการเมืองยังไม่เป็นที่ยอมรับทางสังคมในการขับเคลื่อนเท่าที่ควร

4.ด้วยสภาพการณ์การเมืองไทยวันนี้ มีทั้งสภาผู้แทนราษฎรที่กำลังมีเรื่องของที่มาของวุฒิสภา ให้มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด และยังมีเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกหลายมาตรา คำถามที่น่าสนใจ คือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะสามารถสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองที่เอื้อต่อประชาธิปไตยได้หรือไม่ ทำให้เกิดการสร้างประชาธิปไตยดำรงอัตลักษณ์ข้อดีของความเป็นไทยไว้ได้อย่างไร พบว่ากฎหมายสูงสุดเป็นพียงเครื่องมือทางการปกครอง ที่ทุกคนในรัฐต้องยอมรับและปฏิบัติตาม หากแต่สภาพการณ์วัฒนธรรมทางการเมืองแบบไพร่ฟ้านี้เองที่อาจทำให้กฎหมายสูงสุด หรือรัฐธรรมนูญ อาจไม่อยู่ในความสนใจ หรือตระหนักร่วมกันได้กับคนทั้งประเทศ ยิ่งทำให้มองเห็นความขัดแย้งทางสังคมที่เด่นชัดมากขึ้น

โดยเฉพาะวาทกรรมที่ว่า “กฎหมายบัญญัติโดยชนชั้นใดชนชั้นนั้นย่อมได้ประโยชน์เพื่อชนชั้นนั้น” กอปรกับนักประชาธิปไตยส่วนหนึ่งให้ความสำคัญกับ “การเลือกตั้ง” อย่างมาก ทั้งๆ ที่การเลือกตั้งเป็นพิธีกรรมทางการเมือง เพื่อให้ได้ “ระบบตัวแทน” ในเชิงปริมาณ แต่มิอาจกล่าวได้ทั้งหมดในเชิงคุณภาพ

พื้นฐานทางสังคมวัฒนธรรมทางการเมืองจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุดของการสร้างประชาธิปไตย ดังนั้นปัญหาความขัดแย้งทางสังคมที่เกิดขึ้นคงพอจะมองกันออกว่า เกิดขึ้นเพราะการสร้างประชาธิปไตย ที่มีความพยายามกันหลากหลายวิธี ทั้งในสภาและนอกสภา ทั้งมีองค์ประกอบของประชาธิปไตยครบในเชิงปริมาณ ได้แก่ มีสิทธิเสรีภาพ มีความเสมอภาค มีหลักนิติรัฐ มีอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน มีหลักการแห่งเสียงข้างมาก มีการเลือกตั้ง แต่ไม่มีวัฒนธรรมทางการเมืองที่รองรับ สนับสนุนประชาธิปไตยที่เพียงพอ

คำถามที่น่าสนใจอีก คือ วัฒนธรรมทางการเมืองแบบไทยๆ นี้ เหมาะกันกับรูปแบบการปกครองแบบไหนล่ะ ครับ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท