
ธุระกิจบันเทิงป่าตองแฉ 17 หน่วยเก็บส่วย 10 ล้าน
คล้อยหลัง สมศักย์ ภูรีศรีศักดิ์ รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ขึ้นเครื่องบินทะยานออกจาก จ.ภูเก็ต ได้เพียงวันเดียว
โดย...ทีมข่าวภูมิภาค
คล้อยหลัง สมศักย์ ภูรีศรีศักดิ์ รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ขึ้นเครื่องบินทะยานออกจาก จ.ภูเก็ต ได้เพียงวันเดียว โดยไม่มีทีท่าว่าจะมีการดำเนินการกับมาเฟียท่องเที่ยวในเมืองภูเก็ตตามที่เคยคุยโอ่ไว้ก่อนหน้านี้ กลุ่มผู้ประกอบการสถานบันเทิงป่าตอง อ.กะทู้ ก็เข้ายื่นหนังสือต่อ ชาติ จินดาพล ที่ปรึกษาผู้แทนการค้าไทย ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ภาคประชาชนอันดามัน ขอให้ช่วยเหลือกรณีปัญหาเจ้าหน้าที่จาก 17 หน่วยงาน รุมเข้ามาเก็บส่วยสถานบันเทิงจากผู้ประกอบการ
วีรวิชญ์ เครือสมบัติ ประธานชมรมผู้ประกอบการสถานบันเทิงป่าตอง เปิดเผยว่า ผู้ประกอบการสถานบันเทิงในพื้นที่กว่า 300 ราย ได้รับความเดือดร้อนและทนต่อพฤติกรรมดังกล่าวไม่ไหวแล้ว
“ในแต่ละเดือนผู้ประกอบการสถานบันเทิงในพื้นที่ป่าตอง ต้องจ่ายเงินใต้โต๊ะหรือส่วยให้แก่ 17 หน่วยงาน เป็นเงินจำนวนกว่า 10 ล้านบาท บางหน่วยมีการแยกส่วน แล้วส่งลูกน้องหรือคนกลางมาคอยเก็บเงินซ้ำซ้อน ซึ่งหน่วยงานทั้ง 17 นี้เป็นกลุ่มคนมีสีทั้งหมด”
วีรวิชญ์ บอกว่า หากเป็นสถานบันเทิงดิสโก้เธคขนาดใหญ่ก็จะต้องจ่ายส่วยเดือนละไม่ต่ำกว่า 1 แสนบาท ร้านบาร์เบียร์ขนาดกลางก็คิดเดือนละ 1 หมื่นบาท ส่วนร้านขนาดเล็กก็จะจ่าย 3,000-3,500 บาทต่อเดือน ต่อหน่วยงาน ทำให้เจ้าของหรือผู้ประกอบการเริ่มทนไม่ไหว เพราะรายได้คงที่แต่ต้นทุนสูงขึ้น ล่าสุดมีสถานบันเทิง 2-3 แห่งในพื้นที่ป่าตอง ต้องปรับเปลี่ยนไปทำธุรกิจร้านอาหารแทน เนื่องจากไม่ต้องการจ่ายส่วย
“หากภาครัฐยังคงนิ่งเฉยไม่แก้ปัญหา ทางชมรมผู้ประกอบการสถานบันเทิงอาจจะต้องใช้วิธีการปิดสถานบันเทิงในป่าตองพร้อมกันทั้งหมด เพื่อเรียกร้องให้แก้ปัญหา ซึ่งการปิดสถานบันเทิงดังกล่าวจะทำให้นักท่องเที่ยวไม่สามารถใช้บริการได้”
ชัยรัตน์ สุขบาล รองนายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองป่าตอง อดีตประธานชมรมผู้ประกอบการสถานบันเทิงป่าตอง ยอมรับว่า ปัญหาส่วยธุรกิจสถานบันเทิงในป่าตองนั้นมีมานาน จากเดิมมีเพียง 13 หน่วยงาน ก็ยากที่จะแก้ ซึ่งทำให้เขาต้องเลิกกิจการสถานบันเทิง และไม่เพียงแค่สถานบันเทิงเท่านั้น แม้แต่โรงแรม ร้านอาหาร และผู้ประกอบการอื่นๆ ก็ถูกเรียกเก็บส่วยกันถ้วนหน้า
“ป่าตองก็คือภูเก็ต รัฐเก็บภาษี จ.ภูเก็ต ได้ปีละ 1.4 แสนล้าน ครึ่งหนึ่งในจำนวนนี้มาจากป่าตอง ถามว่าถ้าแก้ปัญหาส่วยได้ แล้วเก็บภาษีเพิ่มจากผู้ประกอบการเพิ่มขึ้น รัฐจะมีรายได้เพิ่มอีกเท่าไหร่”
ชัยรัตน์ เสนอให้ใช้วิธีแก้ปัญหาแบบเมืองพัทยา ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแบบพิเศษมีอำนาจอนุญาตให้สถานบริการเปิดเกินเวลาแล้วเก็บภาษีเพิ่ม เพราะในความเป็นจริงสำหรับเมืองท่องเที่ยว จะมายึดกฎหมายให้เปิดแค่ 24.00 น. ไม่ได้แน่นอน แต่ต้องยืดหยุ่นให้กับนักท่องเที่ยว หากยังใช้กฎหมายแบบเดิมก็จะเป็นช่องทางสำหรับส่วยต่อไป
ด้าน ชาติ จินดาพล ในฐานะที่ปรึกษาผู้แทนการค้าไทย กล่าวว่า ปัจจุบันก็ยังพบกับปัญหาเรื่องมาเฟีย หรือการเรียกเก็บส่วยจากเจ้าหน้าที่ภาครัฐ จนส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว จะยื่นหนังสือและปัญหาถึงนายกรัฐมนตรีให้เข้ามาดำเนินการจัดระเบียบ แก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างจริงจัง อีกทั้งจะยึดแนวทางพัทยาโมเดล ให้ผู้ประกอบการสามารถทำธุรกิจต่อไปได้ ส่วนภาครัฐก็จะมีรายได้จากการเก็บภาษีมากขึ้น
“ขณะนี้กำลังยื่นเรื่องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่รายหนึ่ง ชื่อย่อ จ่า ว. ทำตัวเป็นผู้มีอิทธิพล คอยเก็บส่วยตามสถานบันเทิงย่านถนนบางลา หาดป่าตอง โดยจะให้ลูกน้อง 45 คน แบ่งเส้นทางกันในแต่ละซอย ตามเก็บเงินจากสถานบันเทิงในแต่ละเดือน จนผู้ประกอบการทนไม่ไหว มิหนำซ้ำยังมีการบุกรุกที่ดินโดยแอบอ้างว่ามีผู้ใหญ่หนุนหลัง”
ปัญหาการท่องเที่ยวใน จ.ภูเก็ต ทั้งเรื่องมาเฟียและส่วย ดูท่าจะเป็นหนังยาว ซึ่งต้องคอยดูว่าจะมีความเชื่อมโยงถึงการเมืองทั้งระดับชาติและท้องถิ่นต่อไปหรือไม่







