
ผ่าโมเดลใหม่โยก "ผู้ประกันตน"เข้าบัตรทอง
แนวคิดการโอนสิทธิรักษาพยาบาลของผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม มาให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)
โดย...ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน
แนวคิดการโอนสิทธิรักษาพยาบาลของผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม มาให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) บริหารจัดการ ตามที่ คณิศ แสงสุพรรณ ประธานคณะอนุกรรมการพัฒนาระบบการเงินการคลัง สปสช. เปิดเผยไว้เมื่อวันที่ 7 ต.ค.ที่ผ่านมา ล่าสุดมีคำอธิบายเพิ่มเติมว่า การโอนสิทธิรักษาพยาบาลผู้ประกันตน 10 ล้านคน มายัง สปสช. เป็นการดำเนินการตามที่ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ มาตรา 10 ให้อำนาจไว้ มีหลักการคือโอนมาเฉพาะ “สิทธิรักษาพยาบาล” ไม่เกี่ยวข้องกับสวัสดิการด้านสังคมอื่นๆ อีก 6 ด้าน
“ตอนนี้สิทธิบัตรทองและประกันสังคมใกล้เคียงกันมากแล้ว โดยผู้ประกันตนที่โอนมายังคงได้รับสิทธิไม่ต่ำกว่าที่ประกันสังคมให้ไว้ แต่สิทธิไหนที่บัตรทองได้มากกว่าก็จะได้รับไปด้วย” ประธานคณะอนุกรรมการฯ รายนี้ให้หลักการ
สำหรับเงินที่โยกมาไว้ที่ สปสช.นั้น ก็เฉพาะเงินที่ผู้ประกันตน นายจ้าง และรัฐบาล จ่ายให้กองทุนรักษาพยาบาลในทุกๆ เดือน คืออย่างมากที่สุดไม่เกิน 0.88% ของเงินสมทบ 3 ฝ่าย (0.88% จาก 12.5%) อย่างไรก็ดีมีความเป็นไปได้ที่จะน้อยกว่านั้นขึ้นอยู่กับการเจรจารายละเอียด
“อาจจะเอามาเฉพาะส่วนของนายจ้างและรัฐบาลก็ได้ ขาดเหลือเท่าไรก็ค่อยหามาเพิ่ม รัฐบาลอุดหนุนนิดหน่อยคงไม่มีปัญหา ส่วนของลูกจ้างที่ต้องจ่ายทุกเดือนก็ให้โยกไปไว้ในกองทุนบำนาญชราภาพแทน” คณิศ ระบุ
รูปแบบการดำเนินงานจะเป็นไปในลักษณะเดียวกันกับกองทุนค่ารักษาพยาบาลข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น (กองทุน อปท.) ซึ่งเป็นกองทุนแยกออกจากบัตรทองแต่มี สปสช.เป็นผู้บริหารบริหารจัดการ อาจจะมีคณะกรรมการบริหารกองทุนมาจาก 3 ฝ่าย คือ ลูกจ้าง นายจ้าง และรัฐบาล
ยืนยันว่าผู้ประกันตนไม่ถูกลดสิทธิ และ สปสช.ไม่ได้ไปขโมยกองทุนของสำนักงานประกันสังคมมา อย่างไรก็ดี ขณะนี้ นพ.วินัย สวัสดิวร เลขาธิการ สปสช. เป็นตัวกลางในการประสานกับ สปส.อยู่ เชื่อว่าภายใน 3 เดือนจะมีความชัดเจน และภายในปี 2557 จะเริ่มดำเนินการได้ทันที
“นี่เป็นนโยบายของรัฐ ทางฝ่ายกระทรวงก็เห็นด้วยว่าต้องทำแนวทางนี้” คณิศ ระบุชัด
แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับข้อเสนอถมช่องว่างลดความเหลื่อมล้ำในระบบประกันสุขภาพ ที่ นพ.พงศธร พอกเพิ่มดี นักวิชาการเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขเคยให้ไว้ โดยย้อนกลับไปต้นปี 2554 นพ.พงศธร เปิดเผยผลการศึกษาที่ชี้ชัดว่า สิทธิประโยชน์ด้านรักษาพยาบาลของ “ประกันสังคม” ด้อยกว่า “บัตรทอง” หลายรายการ
หนำซ้ำ นิมิตร์ เทียนอุดม เลขาธิการชมรมพิทักษ์สิทธิผู้ประกันตน ยังได้ทวงถามมาโดยตลอดว่า เป็นคนกลุ่มเดียวที่ต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้ตัวเอง ขณะที่บัตรทองและสวัสดิการข้าราชการมีรัฐบาลเป็นผู้อุดหนุนดูแล
นำมาสู่ข้อเสนอว่า ให้โอนสิทธิรักษาพยาบาลของผู้ประกันตนมาไว้ที่ สปสช. และให้รัฐบาลเป็นผู้รับผิดชอบค่ารักษาพยาบาล ส่วนเงินแต่ละเดือนที่ผู้ประกันตนจ่ายสมทบในส่วนของกองทุนรักษาพยาบาลให้โยกมาไว้ที่ “กองทุนบำนาญชราภาพ” แทน
อย่างไรก็ตาม ที่ต้องจับตาหลังจากนี้คือท่าทีคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ด สปส.) ว่าจะเอาด้วยหรือไม่ เนื่องจากกฎหมายมาตรา 10 ระบุไว้ว่า ต้องเป็นความพร้อมของ “ทั้งสองฝ่าย” คือ ทั้ง สปสช. และ สปส.
นอกจากนี้ บทเรียนจากปี 2554 ซึ่งมีการจัดประชุมตามมาตรา 10 เป็นครั้งแรก ในรอบ 9 ปี ตั้งแต่มี พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ก็ชัดเจนแล้วว่าไม่มีทีท่าจะแสวงหาความร่วมมือได้เลย
เนื่องจากการประชุมทั้ง 4 ครั้ง ต่างฝ่ายต่างยืนในหลักการของตัวเอง โดยฝ่าย สปสช. ยืนกรานว่า สปส.ต้องส่งเงินค่ารักษาพยาบาลร่วม 2.3 หมื่นล้านบาท มาให้ สปสช.เป็นผู้บริหารจัดการ ในขณะที่ สปส. ตั้งธงไว้ว่า ไม่มีทางโอนเงินจำนวนดังกล่าวให้กับ สปสช.
จากวันนั้นถึงวันนี้ การประชุมตามมาตรา 10 ไม่มีความคืบหน้าใดๆ กระทั่ง นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ รมว.สาธารณสุข (สธ.) กำหนดนโยบายหมายมั่นปั้นมือว่านี่เป็นหนึ่งในภารกิจที่ต้องดำเนินการให้สำเร็จบรรลุผล
สำหรับมาตรา 10 แห่ง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ บัญญัติไว้ว่า ขอบเขตของสิทธิรับบริการสาธารณสุขของ “ผู้มีสิทธิตามกฎหมายว่าด้วยประกันสังคม” ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎหมายว่าด้วยประกันสังคม “การขยายบริการสาธารณสุข” ตาม พ.ร.บ.นี้ไปยังผู้มีสิทธิตามกฎหมายว่าด้วยประกันสังคมให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการและคณะกรรมการประกันสังคมตกลงกัน







