
กลับไปอ่านลินคอล์นในโอกาส 40 ปี 14 ตุลา
14 ต.ค. 2516 ในด้านหนึ่งคือ “วันมหาวิปโยค” เพราะคนไทยฆ่ากันตายครั้งใหญ่ ในอีกด้านหนึ่งคือ “วันมหาปีติ” เพราะประชาชนสามารถโค่นล้มเผด็จการ “3 ทรราช” ลงได้
14 ต.ค. 2516 ในด้านหนึ่งคือ “วันมหาวิปโยค” เพราะคนไทยฆ่ากันตายครั้งใหญ่ ในอีกด้านหนึ่งคือ “วันมหาปีติ” เพราะประชาชนสามารถโค่นล้มเผด็จการ “3 ทรราช” ลงได้
แต่ประชาชนปีติอยู่ได้ไม่นาน ก็เริ่มรู้ว่า “เจตนารมณ์ 14 ตุลา” ยังห่างไกลจากการบรรลุถึง เพราะบรรยากาศประชาธิปไตย “เบ่งบาน” อยู่ได้ไม่นาน กลุ่มเผด็จการก็เริ่มโต้กลับและช่วงชิงพื้นที่คืน และในที่สุดก็เกิดการล้อมปราบครั้งใหญ่ ตามมาด้วยการรัฐประหาร 6 ต.ค. 2519 และ “เจตนารมณ์เพื่อประชาธิปไตยสมบูรณ์” ตามที่ท่านรัฐบุรุษอาวุโสปรีดี พนมยงค์ เชิดชูไว้ก็ยังไม่เคยปรากฏเป็นจริง
ขบวนการนิสิต นักศึกษา ประชาชน ได้แสดงออกอย่างชัดเจนถึงจิตใจที่ “กล้าต่อสู้ กล้าเสียสละ” แม้จะถูกเข่นฆ่าอย่างโหดร้ายทารุณในเหตุการณ์ 6 ต.ค. แต่ผู้คนจำนวนมากก็ไม่ยอมแพ้และพากันเข้าสู่ป่า ทำให้ผู้มีอำนาจต้องผ่อนคลายจากระบอบเผด็จการ “สู่ประชาธิปไตยครึ่งใบ” จน “เต็มใบ”
เมื่อได้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในปี พ.ศ. 2532 แต่ประชาธิปไตยสมบูรณ์ก็ยังไม่ได้สถาปนาขึ้น ซ้ำยังเกิดรัฐประหารอีกถึง 2 ครั้ง ในปี พ.ศ. 2534 และ 2549 และเกิดการเข่นฆ่ากันกลางกรุงครั้งใหญ่อีกถึง 3 ครั้ง เมื่อ พ.ค. 2535 ต.ค. 2551 และ พ.ค. 2553 มิพักต้องกล่าวถึงกรณีกรือเซะ ตากใบ และการเข่นฆ่ารายวันรวมแล้วกว่า 5,000 คน ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้
อนาคตประชาธิปไตยไทยดูจะมืดมน ระบอบรัฐสภาปัจจุบันก็ดูจะเป็น “เผด็จการรัฐสภา” และยิ่งน่าอัปยศเมื่อทั้งรัฐสภาและอำนาจบริหารดูจะยอมสยบอยู่ภายใต้การบงการของคนคนเดียว โดยปัญญาชนและอดีตนักต่อสู้จำนวนไม่น้อย นอกจากยอมรับสภาพโดยดุษณีแล้ว หลายคนยังออกมาเป็น “ปากเสียงปีศาจ” (Devil’s Advocate) ให้แก่ระบอบอันอัปยศ ซ้ำยังโฆษณาว่าเป็นประชาธิปไตยอีกด้วย เมื่อ “แลไปข้างหน้า” แล้ว จึงเห็นแต่อนาคตอัน มืดมนและหม่นมัว
เมื่อมองไม่เห็นอนาคต จึงจำเป็นต้องหันกลับไปมองอดีต เลยกลับไปอ่านเรื่องราวของ ลินคอล์น เพราะมหาบุรุษผู้นี้คือบุคคลสำคัญผู้พิทักษ์ระบอบประชาธิปไตยจนงอกงามเบ่งบานบนผืนโลก น่ายินดีที่ ดร.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ ดุษฎีบัณฑิตในสาขาประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา ได้แปลเรื่องราวของลินคอล์น “ฉบับพกพา” ออกมาตีพิมพ์เผยแพร่เมื่อต้นปีนี้เอง
ลินคอล์นมีพื้นฐานมาจากครอบครัวที่ยากจน ต้องทำงานอาบเหงื่อต่างน้ำ เป็นทั้งเกษตรกรและคนงานรับจ้าง การศึกษาเล่าเรียนในระบบก็น้อยมาก เขาผิดหวังในความรักและมีชีวิตครอบครัวที่นอกจากไม่หวานชื่นแล้วยังถึงขั้นขมขื่น
ชีวิตทางการเมืองในช่วงแรกก็ไม่โดดเด่นและพ่ายแพ้จนตัดสินใจเลิกเล่นการเมืองไปยาวนาน หันไป “เอาดี” ทางอาชีพกฎหมาย หนังสือชีวประวัติหลายเล่มสรุปว่า ลินคอล์นเป็นทนายความที่ยากจน แต่จากหลักฐานพบว่า ตลอดชีวิตทนายความในช่วงปี พ.ศ. 2380-2404 รวม 24 ปี ลินคอล์นว่าความรวม 5,600 คดี หลังเริ่มว่าความได้ 45 ปี เขามีรายได้ราวปีละ 1,200-1,500 เหรียญสหรัฐ เทียบกับเงินเดือนผู้ว่าการรัฐอิลลินอยส์สมัยนั้น ปีละ 1,200 เหรียญสหรัฐ ผู้พิพากษาศาลแขวง ปีละ 750 เหรียญสหรัฐ เขาเคยพูดกับเพื่อนว่า “ข้าพเจ้าไม่ได้ยากจนอย่างที่ท่านคิด”
ปัจจัยสำคัญแห่งความสำเร็จในอาชีพทนายความของลินคอล์น คือ ความเป็นนักพูด ทันทีที่เขาเริ่มพูด เขา “สามารถโน้มน้าวผู้ฟังได้ ราวกับว่าเขามีสัญชาตญาณรับรู้ว่าเขาจะต้องพูดอย่างไร” เครื่องมือสำคัญของลินคอล์น คือ อารมณ์ขัน “เมื่อการสนทนามีชีวิตชีวาขึ้น หรือเมื่อดูดดื่มกับการเล่าหรือฟังเรื่องที่เต็มไปด้วยอารมณ์ขัน หน้าตาของเขาจะเปล่งปลั่งขึ้น การแสดงออกจะสดใสขึ้น ดวงตาของเขาเป็น ประกาย ทั้งหมดไปจบลงด้วยเสียงหัวเราะที่ควบคุมไม่ได้ของทุกคนที่อยู่ในที่นั้น”
อาวุธที่ทรงประสิทธิภาพของลินคอล์น คือ ความซื่อตรง ความทรงจำอันยอดเยี่ยม และความอดทน เขาจะ “เก็บคำให้การอันยืดยาวของพยานทั้งหลายไว้ในหัว จากนั้นก็ใช้มันมัดคอผู้ให้ปากคำที่เป็นเท็จ ความอดทนโดยไม่ย่อท้อในการคลี่คลายคดี ทำให้เขาเป็นคู่ต่อสู้ที่น่ากลัวมากต่อหน้าคณะลูกขุน คนที่เก็บความลับของความผิดพลาดไว้ในอก จะต้องชอกช้ำถ้าลินคอล์นเป็นคนที่จะต้องไปค้นหามันออกมา การแสดงเหตุผลที่ไม่มีหลักฐานและหลอกลวงทั้งหลาย ไม่อาจมีที่หรือมุมให้แอบโดยไม่ให้เขาค้นพบและเปิดโปงมันออกมาได้”
ลินคอล์นอยู่ในเวทีการเมืองช่วงแรก 15 ปี แล้วล้างมือจากวงการไปถึง 5 ปี ก่อนจะกลับเข้ามาอีกครั้งในปี พ.ศ. 2397 ด้วยการเป็นนักต่อต้านระบบทาส จนได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสมัยแรก เมื่อวันที่ 6 พ.ย. 2403 หลังจากนั้นเพียง 3 วัน รัฐทางใต้ก็เริ่มประกาศแยกตัวออกไป จนนำไปสู่สงครามกลางเมืองอันขมขื่น เขาได้รับเลือกตั้งกลับเข้ามาเป็นประธานาธิบดีสมัยที่ 2 เมื่อปลายปี พ.ศ. 2407 และถูกสังหารเมื่อวันศุกร์ที่ 14 เม.ย. 2408 หลังการประกาศยอมจำนนของแม่ทัพฝ่ายใต้เพียง 5 วัน และภายหลังจากพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งสมัยที่ 2 ในวันที่ 4 มี.ค. 2408 เพียง 1 เดือน กับ 10 วัน
แต่แม้จะต้องสังเวยชีวิตให้แก่อุดมการณ์การต่อสู้ ลินคอล์นไม่เพียงได้ชัยชนะในสงครามกลางเมืองเท่านั้น ความสำเร็จยิ่งใหญ่ของเขา คือ การรักษาประเทศเสรีประชาธิปไตยของโลกเอาไว้ได้ และสามารถทำหน้าที่เป็นปราการสำคัญของโลกเสรีประชาธิปไตยสืบมาจนปัจจุบัน







