
กองทุนมั่งคั่งอีกแล้ว
มีการวิพากษ์วิจารณ์กันมาก หลังจากที่คุณอำพน กิตติอำพน ประธานกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทยคนใหม่ เปิดเผยว่า มีแนวคิดที่จะนำเงินทุนสำรองระหว่างประเทศบางส่วนไปลงทุนตั้งกองทุนมั่งคั่งแห่งชาติ และลงทุนในโครงการเงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ว่ามีความสมควรที่จะทำเช่นที่ว่าหรือไม่
มีการวิพากษ์วิจารณ์กันมาก หลังจากที่คุณอำพน กิตติอำพน ประธานกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทยคนใหม่ เปิดเผยว่า มีแนวคิดที่จะนำเงินทุนสำรองระหว่างประเทศบางส่วนไปลงทุนตั้งกองทุนมั่งคั่งแห่งชาติ และลงทุนในโครงการเงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ว่ามีความสมควรที่จะทำเช่นที่ว่าหรือไม่
ผมว่าออกจะเร็วไปสักนิดที่จะวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้ เพราะอย่างที่ว่ายังเป็นแค่แนวความคิดของคุณอำพนเท่านั้น ถ้าคุณอำพนไม่พูดคงไม่มีใครรู้ และคงไม่เป็นประเด็นให้ถกเถียงกัน ขอให้มีการพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วน มีรายละเอียดประกอบการตัดสินใจอย่างรอบคอบแล้ว ค่อยพูดกันคงยังไม่สาย ยกเว้นถ้าเป็นการโยนหินถามทางก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่รับรองว่าใครโยนหินถามทางเรื่องนี้ เป็นถูกโยนกลับทุกครั้งไป เพราะเป็นประเด็นที่อ่อนไหวและเข้าใจยาก
ความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ระหว่างฝ่ายที่เห็นควรให้นำเงินทุนสำรองระหว่างประเทศไปลงทุนในสินทรัพย์อื่น นอกเหนือจากสินทรัพย์ที่มีความมั่นคงสูง แต่ให้ผลตอบแทนต่ำที่กำหนดไว้ในกฎหมายปัจจุบัน เพื่อหาผลประโยชน์ตอบแทนเพิ่มขึ้น กับอีกฝ่ายหนึ่งที่เห็นว่าไม่ควรเสี่ยงที่จะทำเช่นนั้น เพราะเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ควรมีไว้เพื่อสร้างเสถียรภาพทางการเงินของประเทศ เช่น รักษาเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับธนบัตรที่รัฐบาลพิมพ์ออกมาใช้ ผมลองสรุปประเด็นได้ 5 ประเด็น ดังนี้
1.ระดับความเพียงพอของเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ
2.ระดับความเสี่ยงของการลงทุนที่จะนำเงินทุนสำรองระหว่างประเทศไปลงทุน
3.ระดับความเสี่ยงของเศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ
4.ระดับความสามารถในการหารายได้มาเพิ่มใส่เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ
5.เหตุผลอื่นๆ โดยเฉพาะเหตุผลทางการเมือง
ลองมาพิจารณาสาระแต่ละประเด็นกันดีไหมครับ
ประเด็นแรก ประเทศไทยขณะนี้มีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศเกินความจำเป็นที่จะเก็บเพื่อ “สำรอง” ไว้ใช้เพื่อสร้างเสถียรภาพทางการเงินของประเทศหรือไม่
พิจารณาจากขนาดของเงินทุนสำรอง ประเทศไทยมีทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ประมาณ 180,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีการจัดอันดับว่าเป็นประเทศที่มีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศสูงอันดับที่ 15 ของโลก โดยขนาดของเงินทุนสำรองใกล้เคียงกับประเทศฝรั่งเศสและอิตาลี ที่อยู่ลำดับ 13 และ 14
ถ้าดูแค่นี้ ย่อมรู้สึกว่าเรามีเงินทุนสำรองสูง น่าจะนำไปใช้ลงทุนเพื่อหาผลประโยชน์เพิ่มใช่ไหมครับ
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่คนส่วนใหญ่รวมทั้งผมไม่ทราบ คือ ประเทศไทยเราควรมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศเท่าไร จึงจะพอดูแลเสถียรภาพของเงินบาท ไม่ให้อัตราแลกเปลี่ยนมีความผันผวนมากจนส่งผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศของไทย คือ ไม่ให้เงินบาทแข็งค่ามากจนส่งผลกระทบต่อรายได้ของผู้ส่งออก และไม่ให้อ่อนค่ามากจนกระทบต่อรายจ่ายของผู้นำเข้าและค่าครองชีพของประชาชน เพราะการดูแลไม่ให้ค่าของเงินบาทผันผวนเกินไป ธนาคารชาติจำเป็นต้องขายเงินตราต่างประเทศที่ถืออยู่ออกไปเพื่อไม่ให้เงินบาทอ่อนค่าลง และรับซื้อเงินตราต่างประเทศเข้ามาเพื่อไม่ให้เงินบาทแข็งค่าเกินไป ยิ่งเศรษฐกิจของประเทศขยายตัว ความจำเป็นที่จะต้องดำรงเงินทุนสำรองระหว่างประเทศให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นในการรักษาเสถียรภาพของเงินบาท
เพราะฉะนั้น ถ้าจะตัดสินใจว่าเงินทุนสำรองที่ถืออยู่มากไปหรือไม่ อย่างน้อยต้องทราบว่า ถ้าเอาเงินทุนสำรองออกไปใช้ วันนี้เงินทุนสำรองที่เหลืออยู่ จะเพียงพอที่จะใช้รักษาเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยนในอนาคตอีก 3 ปี 5 ปีข้างหน้าด้วยหรือไม่
บทบาทที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ คือ การหนุนหลังธนบัตรที่ธนาคารชาติพิมพ์ออกมาให้ใช้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ เพราะไทยไม่ใช่สหรัฐที่พิมพ์ธนบัตรออกมาโดยไม่ต้องมีสินทรัพย์ต่างประเทศหนุนหลัง
ปัจจุบัน ธนาคารชาติพิมพ์ธนบัตรออกมาใช้หมุนเวียนประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท ซึ่งต้องมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศหนุนหลังทั้งจำนวน คือ ประมาณ 4.7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณหนึ่งในสี่ของเงินทุนสำรองที่มีอยู่ทั้งหมด
โจทย์คือ ยิ่งเศรษฐกิจขยายตัว ธนาคารชาติยิ่งมีความจำเป็นต้องพิมพ์ธนบัตรออกมาใช้เพิ่มขึ้น ทำให้ระดับความเพียงพอของมูลค่าเงินทุนสำรองลดลงโดยอัตโนมัติ เช่น ถ้าเงินทุนสำรองไม่เพิ่มขึ้นเลยในอีก 3 ปีข้างหน้า หรือลดลงเพราะประเทศขาดดุลการค้า หรือเงินทุนต่างประเทศไหลออก แต่ธนาคารชาติจำเป็นต้องพิมพ์ธนบัตรเพิ่มขึ้น เงินทุนสำรองส่วนเกินที่ไม่ได้ใช้หนุนหลังธนบัตรก็จะลดลงตามมูลค่าของธนบัตรที่พิมพ์เพิ่มขึ้น ถ้าเกิดมีการนำเงินทุนสำรองส่วนที่คิดว่าเกินอยู่เวลานี้ไปใช้ ตอนนั้นธนาคารชาติจะหาเงินตราต่างประเทศที่ไหนมาใช้เพื่อหนุนหลังธนบัตร นอกจากต้องไปขอกู้จากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ โดยยอมเสียอธิปไตยทางเศรษฐกิจเหมือนเมื่อสิบปีที่แล้ว
นอกจากนั้น เป็นเรื่องของการดำรงเงินทุนสำรองระหว่างประเทศไว้ให้เพียงพอตามเกณฑ์ที่เป็นมาตรฐานสากล เช่น ควรดำรงเงินทุนสำรองไว้ในอัตราส่วนเท่าไหร่ต่อมูลค่าการลงทุน หรือดำรงเงินทุนสำรองไว้เป็นมูลค่ากี่เดือนของมูลค่าการนำเข้า เป็นต้น ขอยืนยันอีกครั้งว่าปัญหาเหล่านี้จะพิจารณาเฉพาะสถานะเงินทุนสำรองวันนี้ หรือในปัจจุบันไม่ได้ แต่ต้องมองไปถึงสถานะในวันข้างหน้าด้วย ถึงจะตอบโจทย์ได้ว่าประเทศไทยมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศเหลือเฟือพอที่จะนำออกไปใช้หรือไม่ การยืนยันแต่ว่าจะไม่นำเงินส่วนของท่านอาจารย์หลวงตามหาบัวไปใช้ คงไม่เพียงพอ เพราะถ้าเหลือเฉพาะสำรองส่วนที่ท่านหลวงตาบริจาค คงไม่พอที่จะนำไปใช้รักษาเสถียรภาพทางการเงินการคลังของประเทศอย่างแน่นอน
ทีนี้สมมติว่าเราสามารถตอบโจทย์เบื้องต้นได้หมดแล้ว ถ้าประเทศไทยมีเงินทุนสำรองเหลือเป็นส่วนเกินทั้งในวันนี้และวันหน้า เพียงพอให้นำไปลงทุนในกองทุนมั่งคั่งแห่งชาติ หรือในโครงการเงินกู้ 2 ล้านล้าน ต่อไปคงต้องพิจารณาความเสี่ยงของการลงทุนว่า เมื่อลงทุนไปแล้วมีความเสี่ยงมากน้อยเพียงใด ประเทศไทยมีความสามารถที่จะรับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นหรือไม่ ทั้งความเสี่ยงที่เกิดจากตัวโครงการที่ไปลงทุนเอง และความเสี่ยงจากภาวะแวดล้อมภายนอก เช่น ความเสี่ยงจากความเปลี่ยนของภาวะเศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ ความเสี่ยงด้านการเมือง ซึ่งสามารถปะทุขึ้นได้ทุกขณะ เป็นต้น
ภาวะความเสียหายจากความเสี่ยงทั้งหลายเหล่านี้ เมื่อเกิดขึ้นจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงและรวดเร็วแบบทวีคูณ ถ้าประเทศมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศไม่เพียงพอที่จะรับแรงกระแทกจากการไหลออกของเงินทุน เพราะนักลงทุนต่างชาติสูญเสียความเชื่อมั่นในระบบการเงินของประเทศ เรื่องนี้ไม่ต้องพูดกันมาก ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านคงพอทราบๆ กันอยู่ บางท่านอาจได้สัมผัสด้วยตัวเองมาแล้ว เมื่อเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งและแฮมเบอร์เกอร์
เพราะฉะนั้น ถ้าจะสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นว่า เงินทุนสำรองมีมากเพียงพอให้ดึงออกไปลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง แต่ให้ผลตอบแทนสูง ก็คงต้องชี้แจงให้ชัดเจนว่าประเทศไทยมีมาตรการอะไรที่จะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันเพื่อหารายได้ที่เป็นเงินตราต่างประเทศเพิ่มขึ้น เพื่อชดเชยเงินทุนสำรองที่ถูกนำออกไปใช้ ซึ่งนอกจากจะลดระดับความเพียงพอเพราะส่วนหนึ่งถูกดึงออกไปใช้แล้ว อีกส่วนหนึ่งยังลดลงเองเพราะต้องถูกนำไปหนุนหลังธนบัตรที่จะต้องพิมพ์ออกใช้เพิ่มขึ้นในอนาคตด้วย
รอให้มีคำตอบทั้งหลายทั้งปวงที่ว่านี้แล้วค่อยตัดสินใจดีไหมครับ เรื่องนี้เถียงกันให้ตายถ้าไม่มีข้อมูลก็หาข้อยุติไม่ได้







