
รถไฟจีนบุกอาเซียนเจาะไทยชาติเดียวได้ทั้งภูมิภาค
การเดินทางมาเยือนไทยของนายกรัฐมนตรี หลี่เค่อเฉียง จากจีน ที่เพิ่งเสร็จสิ้นลงไปสดๆ ร้อนๆ เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา
โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์
การเดินทางมาเยือนไทยของนายกรัฐมนตรี หลี่เค่อเฉียง จากจีน ที่เพิ่งเสร็จสิ้นลงไปสดๆ ร้อนๆ เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา นอกจากทุกฝ่ายจะให้ความสำคัญกับประเด็นที่รัฐบาลจีนยอมเปลี่ยนใจหันมาทุ่มทุนซื้อข้าวจากไทยปีละ 1 ล้านตันในระยะเวลา 5 ปีแล้ว
อีกประเด็นหนึ่งที่ทุกฝ่ายให้การจับตามองอย่างไม่กะพริบตา นั่นคือ การที่จีนได้เสนอตัวว่าต้องการเข้ามาร่วมลงทุนและพัฒนาโครงการรถไฟความเร็วสูงกับทางการไทย ซึ่งล่าสุดทางรัฐบาลไทยภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรแบะท่าให้จีนเข้ามาร่วมลงทุนในโครงการดังกล่าวแล้ว โดยมุ่งหวังจะใช้ข้าวและสินค้าเกษตรในประเทศแลกเปลี่ยนกับการลงทุนดังกล่าวบางส่วน
แม้ว่าทางการจีนจะเน้นย้ำอยู่เสมอว่าโครงการลงทุนพัฒนาระบบรางและรถไฟความเร็วสูงนี้ เป็นไปเพื่อช่วยยกระดับความอยู่ดีกินดีของประชาชนชาวไทยและเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพระหว่างสองประเทศ
แต่ในอีกมุมหนึ่ง สาเหตุที่ทำให้รัฐบาลแดนมังกรหันมาแสดงความสนอกสนใจในโครงการดังกล่าวมากเป็นพิเศษ และถึงขั้นลงทุนส่งนายกรัฐมนตรี หลี่เค่อเฉียงมาเจรจากับผู้นำไทยด้วยตนเอง เพราะภูมิศาสตร์ของไทยตั้งอยู่ตรงกลางระหว่างหัวใจของแผนยุทธศาสตร์การขยายอิทธิพลทั้งเศรษฐกิจและการเมืองเข้ามายังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ด้วยโครงการก่อสร้างเส้นทางรถไฟความเร็วสูงที่จะเชื่อมต่อจากมณฑลยูนนานภาคใต้ของจีนไปยังลาว ไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ อย่างพอดิบพอดี
และที่ผ่านมาทางฝั่งจีนได้เริ่มต้นเดินหน้าโครงการด้วยการเซ็นสัญญากับทางการลาวเพื่อก่อสร้างรถไฟสายกรุงเวียงจันทน์บ่อเต็น ทางตอนเหนือของลาวที่ติดชายแดนจีนด้วยเม็ดเงินกว่า 7,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือควักเงินให้ถึง 70% ของโครงการ
ถึงกระนั้นแม้ว่าโครงการดังกล่าวที่ผ่านมาไม่คืบหน้ามากนัก เพราะติดปัญหาและอุปสรรคหลายอย่างจนทำให้บริษัทจีนต้องพักการก่อสร้างไว้ชั่วคราว แต่ล่าสุดเริ่มมีสัญญาณบ่งชี้แล้วว่าโครงการดังกล่าวอาจคืบหน้าต่อไปได้ หลังจากรองนายกรัฐมนตรีลาวกับนายกรัฐมนตรี ของจีนได้เซ็นสัญญาความร่วมมือหลายฉบับที่เมืองหนานหนิงเมื่อเดือนที่แล้ว โดยคาดว่าหนึ่งในนั้นคือเรื่องรถไฟความเร็วสูงในลาว
ขณะเดียวกัน แม้ว่าโครงการรถไฟเชื่อมต่อภูมิภาคอาเซียนของจีนจะมีอยู่หลายเส้นทางก็จริง ทั้งเส้นทางตะวันตกที่ผ่านไปยังพม่าและเส้นทางตะวันออกที่ผ่านไปยังเวียดนาม แต่ทั้งหมดก็เป็นเพียงผังร่างกระดาษเปล่าที่ยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาความเป็นไปได้และการเจรจาทั้งนั้น อีกทั้งยังต้องเผชิญกับอุปสรรคและแรงต้านทางการเมืองอยู่อีกเพียบ
ดังนั้น นี่จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมไทยจึงมีความสำคัญมากมายมหาศาลต่อจีนในเวลานี้
จึงไม่แปลกใจเลยว่า ณ เวลานี้ จีนจะยอมหันมาเอาอกเอาใจรัฐบาลไทยสารพัด ทั้งการโปรยยาหอมให้ไทยเป็นเหมือนดั่งสะพานเชื่อมต่อกับอาเซียน ตั้งเป้ายกระดับการค้าของสองชาติ ให้ขึ้นไปที่ 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2015 จากเดิมในปีที่แล้วที่ 6.97 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
และที่ชัดที่สุดคือ การที่รัฐบาลแห่งกรุงปักกิ่งตัดสินใจยอมควักเงินซื้อข้าวจากเดิม 1 ล้านตัน ภายใน 5 ปี มาเป็นปีละล้านตันแทน ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วความต้องการสินค้าข้าวในตลาดจีนเองก็ไม่ได้สูงมากขนาดนั้น
ทั้งนี้ จีนได้เล็งเห็นความสำคัญของโครงการเชื่อมต่อผ่านระบบรางกับอาเซียนมาระยะหนึ่งแล้ว เพราะเชื่อว่าจะช่วยกระตุ้นและเปิดโอกาสการค้าการลงทุนของนักธุรกิจชาวจีนได้มากขึ้น โดยเฉพาะการเป็นแหล่งระบายสินค้าและบริการของภาคใต้ของจีน เช่น มณฑลยูนนาน
นอกจากนี้ การเปิดประตูการค้าทางภาคใต้ของจีนที่ไม่มีทางออกทะเลกับภูมิภาคอาเซียนจะเป็นการช่วยส่งเสริมการพัฒนาพื้นที่ทางตอนในของรัฐบาลแดนมังกรไปในตัวอีกด้วย
เนื่องจากในระยะ 34 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลจีนหันมาให้ความสำคัญกับการปรับสมดุลการพัฒนาประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะการที่ความเจริญมักจะกระจุกอยู่ในพื้นที่ทางตะวันออกที่ติดชายฝั่ง ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องเร่งผลักดันการกระจายความเจริญและลดความเหลื่อมล้ำระหว่างประชาชนในภาคตะวันออกกับคนที่อยู่ในพื้นที่ตอนในมากขึ้น
ประการต่อมา การเปิดเส้นทางเชื่อมต่อทางบกกับอาเซียนให้สะดวกมากขึ้นจะช่วยลดต้นทุนการขนส่งสินค้าและบริการ รวมถึงกระตุ้นให้เกิดการเดินทางไปมาหาสู่ระหว่างจีนกับอาเซียนให้มากขึ้น ซึ่งนั่นจะช่วยให้เป้าหมายของจีนที่ต้องการจะยกระดับมูลค่าการค้าของจีนกับอาเซียนให้ขึ้นไปอยู่ที่ 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี2020 จากในปัจจุบันที่ระดับ 4 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เป็นจริงมากขึ้น
อีกทั้งเมื่ออาเซียนกำลังจะรวมตัวเข้ามาเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปลายปี 2015 ก็ทำให้ดินแดนแห่งนี้ยิ่งมีเสน่ห์เย้ายวนใจจีนมากยิ่งขึ้น
เพราะจะทำให้ 10 ชาติในอาเซียนที่มีประชากรรวมกัน 600 ล้านคน และจีดีพีรวมกันกว่า 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ กลายเป็นฐานการผลิตและตลาดเดียวกัน อันส่งผลต่อการค้าขายและการลงทุนที่จะเป็นไปอย่างเสรีในภูมิภาคมากขึ้น และนั่นย่อมหมายถึงโอกาสทางธุรกิจของจีนตามไปด้วย
นอกเหนือจากผลประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจที่จีนจะได้รับจากโครงการสร้างรถไฟเชื่อมต่อกับอาเซียนแล้ว ในอีกแง่หนึ่งจีนก็จะได้รับผลประโยชน์ทางการเมืองไปเต็มๆ เช่นกัน
เช่น จีนสามารถทะลายแผนโอบล้อมประเทศจากสหรัฐคู่แข่งหมายเลขหนึ่ง ซึ่งหมายจะกันจีนไม่ให้ผูกมิตรกับชาติในอาเซียนได้โดยง่าย
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าอิทธิพลของจีนที่มีต่ออาเซียนค่อนข้างจะใหญ่โตคับฟ้าพอสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่จีนกลายเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของอาเซียนมาตั้งแต่ปี 2009ขณะที่ปีก่อนเม็ดเงินลงทุนของภาคธุรกิจแดนมังกรมายังอาเซียนเพิ่มสูงขึ้นถึง 52% เมื่อเทียบกับปี 2011 หรือขึ้นมาอยู่ที่ 4,420 ล้านเหรียญสหรัฐ
แต่ก็ใช่ว่าภูมิภาคนี้จะตกอยู่ในกำมือและเล่นบทว่านอนสอนง่ายเหมือนอย่างที่จีนต้องการเสมอไป เพราะในแง่หนึ่งจีนเป็นฝ่ายที่เพิ่งเร่งทำคะแนนตีตื้นขึ้นมาทีหลัง
จึงไม่แปลกที่ในมุมมองของนักวิเคราะห์บางส่วนจะมองว่าจีนยังคงเล่นบททำคะแนนไล่ตามมหาอำนาจเจ้าอื่นๆ ที่มีบทบาทสำคัญในภูมิภาคนี้มาก่อน เช่น สหรัฐ และญี่ปุ่น ไปจนถึงออสเตรเลียและรัสเซียซึ่งเป็นมหาอำนาจทางการทหารที่สำคัญในภูมิภาคอาเซียน
“จีนเป็นฝ่ายที่มาเข้าร่วมงานปาร์ตี้ช้า”นักวิเคราะห์ด้านการทหารผู้หนึ่งประจำสถาบันการศึกษาระหว่างประเทศรัตจารัตนัมในสิงคโปร์ กล่าวเอาไว้
ด้วยเหตุนี้จึงทำให้โครงการรถไฟความเร็วสูงของจีนเพื่อมายังอาเซียน จึงมีความหมายอย่างยิ่งยวดต่อยุทธศาสตร์การพัฒนาของจีน ทั้งในเชิงเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ







