posttoday
ปรับให้พร้อม

ปรับให้พร้อม

15 ตุลาคม 2556

สัปดาห์นี้ขอนำข้อมูลขององค์กรระหว่างประเทศสองแห่งที่วิเคราะห์ประเทศไทย โดยองค์กรแรกคือ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ โออีซีดี ที่บอกว่าประเทศไทยและประเทศจีนมีโอกาสสูงที่จะก้าวไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูงในอีก 20 ปี แต่จะต้องปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจขนานใหญ่ เพื่อมุ่งไปสู่ภาคบริการและการเพิ่มผลผลิตต่อหน่วย โดยจะต้องปฏิรูปนโยบายต่างๆ เพื่อดึงดูดเงินทุนต่างชาติและเพิ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคให้มากขึ้น ซึ่งตรงกับแนวคิดที่ผู้เขียนพยายามให้ข้อมูลมาโดยตลอด และก็เป็นทิศทางที่รัฐบาลโดย ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ดำเนินการอยู่ ทั้งขั้นตอนการเพิ่มรายได้ให้กับประชาชน การพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตทั้งภาคเกษตรและอุตสาหกรรม การปรับปรุงระบบคมนาคมเพื่อเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน การปรับโครงสร้างสู่ภาคบริการ และต้องคิดว่าทำอย่างไรจะผลิตสินค้าและบริการให้กับประชากรอาเซียนที่มีอยู่ประมาณ 600 ล้านคนได้ ซึ่งความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านเป็นสิ่งที่สำคัญมาก หากรัฐบาลใดไม่สามารถที่จะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้านได้ โอกาสที่จะพัฒนาประเทศไทยให้ก้าวขึ้นไปเป็นประเทศที่มีรายได้สูงก็คงจะเป็นไปไ

สัปดาห์นี้ขอนำข้อมูลขององค์กรระหว่างประเทศสองแห่งที่วิเคราะห์ประเทศไทย โดยองค์กรแรกคือ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ โออีซีดี ที่บอกว่าประเทศไทยและประเทศจีนมีโอกาสสูงที่จะก้าวไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูงในอีก 20 ปี แต่จะต้องปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจขนานใหญ่ เพื่อมุ่งไปสู่ภาคบริการและการเพิ่มผลผลิตต่อหน่วย โดยจะต้องปฏิรูปนโยบายต่างๆ เพื่อดึงดูดเงินทุนต่างชาติและเพิ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคให้มากขึ้น ซึ่งตรงกับแนวคิดที่ผู้เขียนพยายามให้ข้อมูลมาโดยตลอด และก็เป็นทิศทางที่รัฐบาลโดย ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ดำเนินการอยู่ ทั้งขั้นตอนการเพิ่มรายได้ให้กับประชาชน การพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตทั้งภาคเกษตรและอุตสาหกรรม การปรับปรุงระบบคมนาคมเพื่อเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน การปรับโครงสร้างสู่ภาคบริการ และต้องคิดว่าทำอย่างไรจะผลิตสินค้าและบริการให้กับประชากรอาเซียนที่มีอยู่ประมาณ 600 ล้านคนได้ ซึ่งความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านเป็นสิ่งที่สำคัญมาก หากรัฐบาลใดไม่สามารถที่จะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้านได้ โอกาสที่จะพัฒนาประเทศไทยให้ก้าวขึ้นไปเป็นประเทศที่มีรายได้สูงก็คงจะเป็นไปได้ยาก

ธุรกิจบริการที่น่าจะเป็นอนาคตของประเทศไทย เช่น การท่องเที่ยว ที่อาจจะเห็นนักท่องเที่ยว เฉพาะจากประเทศจีนและประเทศอินเดียที่มีประชากรรวมกันกว่า 2,000 ล้านคน และมีเศรษฐกิจพัฒนาขึ้น จะมาเที่ยวเมืองไทยถึงปีละ 50 ล้านคน เป็นอย่างน้อย ศูนย์กลางการรักษาพยาบาลหรือเมดิคัลฮับที่ไทยมีความชำนาญและมีบุคลากรทางการแพทย์พร้อมอยู่แล้ว รวมถึงการดูแลคนชราที่ฐานะดีและธุรกิจสปา ศูนย์กลางการให้บริการทางการเงิน และเป็นศูนย์กลางตลาดทุนที่ไทยต้องพัฒนาให้มากขึ้นและเชื่อมต่อประเทศเพื่อนบ้าน ศูนย์กลางการให้บริการทางพาณิชย์ เช่น การลงทุนการผลิตในประเทศเพื่อนบ้าน การรับคำสั่งซื้อมากระจายการผลิตในภูมิภาค หรือการรับสินค้ามากระจาย ศูนย์กลางการซื้อขายพลังงานและพลังงานทดแทน โดยหากสามารถทำ Energy Bridge ได้ ธุรกิจด้านนี้จะพัฒนาเพิ่มขึ้นไปอีกมาก ศูนย์กลางการให้บริการทางโลจิสติกส์ที่สอดคล้องกับการพัฒนาระบบคมนาคมที่กำลังดำเนินการอยู่ เป็นต้น ซึ่งก็หวังว่าประเทศไทยจะสามารถพัฒนาก้าวไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูงในอนาคตควบคู่ไปกับประเทศจีนได้ เพื่อมาตรฐานความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน

องค์กรที่สองคือ ทบวงพลังงานระหว่างประเทศ หรือ ไออีเอ ที่ระบุว่า ในปี 2578 เศรษฐกิจของอาเซียนจะโตขึ้น 3 เท่า และจะมีการใช้พลังงานเพิ่มขึ้นอีก 80% โดยประเทศไทยจะมีความเสี่ยงสูงทางด้านพลังงานสูงสุด เพราะมีการใช้พลังงานอย่างสิ้นเปลือง เพราะยังมีการสนับสนุนราคาพลังงาน และในอนาคตจะต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติถึง 90% จากปัจจุบันที่นำเข้า 25% เพราะก๊าซธรรมชาติที่ขุดได้ในอ่าวไทยจะหมดลง และจะต้องนำเข้าน้ำมันดิบเกือบทั้งหมด ซึ่งเรื่องดังกล่าวนี้ผู้เขียนได้พยายามให้ความเข้าใจกับประชาชนมาโดยตลอด โดยได้พยายามหาทางออกในอนาคตให้กับประเทศด้วย ซึ่งในเรื่องก๊าซธรรมชาตินั้น โอกาสที่ดีที่สุดที่ประเทศไทยจะสามารถมีความมั่นคงทางก๊าซได้คือ การเจรจากับประเทศกัมพูชาเพื่อนำก๊าซธรรมชาติจากพื้นที่ทับซ้อนขึ้นมาแบ่งกันใช้ประโยชน์ ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยมีความมั่นคงทางพลังงานต่อไปได้อีกประมาณ 50 ปี นับจากปัจจุบัน และยังส่งผลดีไปยังธุรกิจปิโตรเคมีของประเทศด้วย

ส่วนเรื่องน้ำมัน หากประเทศไทยทำ Energy Bridge เชื่อมต่อสองฝั่งมหาสมุทรได้ ไทยก็จะมีน้ำมันดิบผ่านประเทศตลอดเวลา ซึ่งจะมีความมั่นคงทางน้ำมันและจะทำให้ธุรกิจกลั่นน้ำมันและปิโตรเคมีขยายตัวเพิ่มขึ้นอีกมาก และการที่ประเทศไทยมีแผนงานในการใช้พลังงานทดแทนถึง 25% ใน 10 ปี ก็จะช่วยให้ไทยพึ่งพิงพลังงานจากฟอสซิลลดลง โดยในสมัยที่ผู้เขียนดำรงตำแหน่งอยู่ได้ดำเนินการในการยกเลิกการใช้เบนซิน 91 ซึ่งทำให้มีการใช้เอทานอลที่เป็นพลังงานทดแทนเพิ่มขึ้นอย่างมาก ถึงขนาดที่โรงงานผลิตเอทานอลแทบจะไม่ทัน ซึ่งทำให้ชาวไร่ที่ปลูกอ้อยและมันสำปะหลังได้ประโยชน์อย่างสูง และทำให้สามารถประหยัดการนำเข้าน้ำมันไปได้ ซึ่งก็หวังว่าแนวทางในการพัฒนาให้สามารถใช้พลังงานทดแทน 25% จะสามารถทำได้สำเร็จในกรอบเวลาที่ตั้งไว้ นอกจากนี้ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางคมนาคม โดยเฉพาะการขนส่งทางรางจะช่วยประเทศไทยประหยัดการใช้พลังงานในอนาคตได้อีกมาก

เมื่อพูดถึงเรื่องแหล่งพลังงานในอนาคตแล้ว ก็อยากเสนอให้มีการหาแหล่งพลังงานในอนาคตไว้มากๆ เพราะอนาคตพลังงานจะหายากและมีราคาแพงขึ้นอย่างแน่นอน ดังนั้น แนวทางที่ธนาคารแห่งประเทศไทยที่จะตั้งกองทุนเพื่อรักษาความมั่งคั่ง หรือ SWF เป็นทิศทางที่ถูกต้อง เพราะปัจจุบันการถือดอลลาร์ไว้ให้ผลตอบแทนที่ต่ำและยังมีความเสี่ยงค่อนข้างมาก เพราะสหรัฐอัดเงินดอลลาร์ออกมาใช้ใน QE เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นจำนวนมาก หากวันใดความเชื่อถือในเงินดอลลาร์หมดลง มูลค่าของเงินดอลลาร์ก็อาจจะไม่ต่างกับเศษกระดาษก็ได้ แต่การลงทุนจะต้องพิจารณาให้มีความเสี่ยงน้อยที่สุดและเกิดประโยชน์กับประเทศมากที่สุด ดังนั้น การลงทุนในการหาแหล่งพลังงานสำหรับอนาคตอย่างที่ประเทศจีนทำก็น่าจะเป็นทางเลือกหนึ่งที่อยากให้พิจารณา

แม้ว่าราคาพลังงานก็มีโอกาสขึ้นลงได้ ซึ่งก็เหมือนกับทองคำ แต่ประชาชนจะลำบากกว่าถ้าขาดพลังงาน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท