
ไม่กระจายอำนาจรัฐไทยไม่รอด
ปาฐกถาเมื่อวันที่ 13 ต.ค. กลางหอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ของ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล อดีตแกนนำนักศึกษาเดือนตุลาฯ ที่แสดงจุดยืนสนับสนุนฝ่ายเรียกร้องประชาธิปไตย ได้ทิ้งโจทย์ใหญ่ถึงคนเสื้อแดงด้วยประเด็นแหลมคมว่า กลุ่มประชาชนชายขอบที่ถูกการพัฒนาจากระบบทุนนิยมทอดทิ้งนั้น คนกลุ่มนี้ไม่ใช่ศัตรูของประชาธิปไตย ดังนั้นผู้รักประชาธิปไตยควรวางเฉยบ้างหากรัฐบาลที่เลือกมามีคนชายขอบวิพากษ์วิจารณ์
ปาฐกถาเมื่อวันที่ 13 ต.ค. กลางหอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ของ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล อดีตแกนนำนักศึกษาเดือนตุลาฯ ที่แสดงจุดยืนสนับสนุนฝ่ายเรียกร้องประชาธิปไตย ได้ทิ้งโจทย์ใหญ่ถึงคนเสื้อแดงด้วยประเด็นแหลมคมว่า กลุ่มประชาชนชายขอบที่ถูกการพัฒนาจากระบบทุนนิยมทอดทิ้งนั้น คนกลุ่มนี้ไม่ใช่ศัตรูของประชาธิปไตย ดังนั้นผู้รักประชาธิปไตยควรวางเฉยบ้างหากรัฐบาลที่เลือกมามีคนชายขอบวิพากษ์วิจารณ์
สรุปง่ายๆ คือ เสกสรรค์สนับสนุนเสื้อแดงที่ต่อสู้เรียกร้องความเท่าเทียมทางการเมืองผ่านการต่อต้านรัฐประหารและเลือกตั้งรัฐบาล แต่ขณะเดียวกันรัฐบาลจากการเลือกตั้งก็มาพร้อมกับระบบทุนนิยมที่สร้างความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจให้กับประชาชนกลุ่มชายขอบเช่นเดียวกัน
ปาฐกถาครั้งที่ 2 ของ เสกสรรค์ ในพิธีเปิด “หมุด 14 ตุลา” ได้พยายามอธิบายถึงประเด็นนี้ว่า กรณีพรรคการเมืองพรรคเดียวได้เสียงข้างมากอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในสภานั้น นับเป็นปรากฏการณ์ที่แทบไม่เคยมีมาก่อนในระบบรัฐสภาไทย มีนัยทางการเมืองกว้างไกล คือ เป็นการก่อรูปความสัมพันธ์ระหว่าง “พรรคการเมือง” กับ “มวลชน” จำนวนมหาศาลผ่านนโยบายที่เป็นรูปธรรม เป็นการก่อตัวของพันธมิตรทางชนชั้นอันเหลือเชื่อระหว่าง “กลุ่มทุนใหม่ในยุคโลกาภิวัตน์” กับ “เกษตรกรในชนบท” ซึ่งเป็นฐานเสียงขนาดใหญ่สุดในสนามเลือกตั้งของไทย
พี่น้องในต่างจังหวัดกลุ่มนี้ล้วนทำการผลิตในเชิงพาณิชย์และจำเป็นต้องอยู่กับตลาดทุนนิยม ดังนั้นชนชั้นกลางใหม่ในชนบทจึงต้องการนโยบายรัฐมาหนุนช่วยหลายเรื่อง ตั้งแต่เรื่องของการเข้าถึงแหล่งทุน การตัดวงจรหนี้สิน จนถึงการคุ้มครองราคาผลผลิตทางเกษตรที่พวกเขาฝากชีวิตเอาไว้
ขณะเดียวกัน เสกสรรค์ ย้ำว่าประชาชนชายขอบที่ถูกระบบทุนนิยมทอดทิ้งนั้นไม่ได้มีความคิดไปไกลถึงขั้นล้มระบบทุนนิยมหรือการโค่นอำนาจรัฐ แต่พวกเขาเพียงแต่อยากอยู่นอกเขตอิทธิพลของตลาดเสรีและขอเงื่อนไขสำหรับความอยู่รอดบ้าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของที่ดินทำกิน ความปลอดภัยจากมลภาวะที่มาจากภาคอุตสาหกรรม หรือสิทธิในการจัดการทรัพยากรที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ
“...เดิมทีเดียวพี่น้องเหล่านี้เพียงขอให้รัฐคุ้มครองพวกเขาด้วย แทนที่จะปล่อยให้ทุนเป็นฝ่ายรุกชิงพื้นที่ได้ทุกหนแห่ง แต่ต่อมาเมื่อการณ์ปรากฏชัดว่ารัฐกับทุนแยกกันไม่ออก จุดมุ่งหมายของพวกเขาจึงเปลี่ยนเป็นลดอำนาจรัฐและเพิ่มอำนาจประชาชน ซึ่งความหมายที่แท้จริงคือให้รัฐเกื้อหนุนทุนน้อยลง และสงวนพื้นที่บางแห่งเอาไว้ให้พวกเขาดูแลชีวิตตนเอง”
เสกสรรค์ จำแนกความต่างว่า “ภาคประชาชนชายขอบ” เป็นการต่อสู้ในลักษณะป้องกันตัวของชนชั้นที่ถูกทอดทิ้ง ในขณะที่กลุ่มชนชั้นกลางใหม่ที่เป็น “กลุ่มการเมืองมวลชน” เรียกร้องประชาธิปไตยนั้น เป็นความเคลื่อนไหวของชนชั้นที่ต้องการมีฐานะในศูนย์อำนาจส่วนกลางเพื่อเพิ่มพื้นที่ต่อรองอำนาจทางการเมือง เพื่อให้รัฐเดินหน้านโยบายที่หนุนพวกเขา
ทางออกของเรื่องนี้ เสกสรรค์ เสนอว่า “...ในยุคที่ช่องว่างทางชนชั้นถ่างห่าง รัฐไทยยิ่งจำเป็นต้องขยายบทบาทในการบริหารความเป็นธรรม ทั้งสังคมและรัฐจึงจะอยู่รอดได้ และเพื่อจุดมุ่งหมายนี้บางทีรัฐอาจจะต้องยอมปรับโครงสร้างอำนาจของตนเอง โดยกระจายอำนาจสู่หัวเมืองต่างจังหวัดและชุมชนท้องถิ่นอย่างแท้จริง เพื่อว่าประชาชนในพื้นที่ต่างๆ จะได้มีเครื่องมือมากขึ้นในการคุ้มครองอัตลักษณ์ และผลประโยชน์ของพวกเขา ก่อนที่โลกาภิวัตน์จะถอนรากถอนโคนทุกสิ่งทุกอย่าง
...ประเทศไทยคงฝากประชาธิปไตยไว้กับสถาบันและกระบวนการที่เป็นทางการอย่างเดียวไม่ได้ หากต้องประสานบทบาทของการเมืองภาคประชาชนและการเมืองมวลชนเข้ากับระบบรัฐสภา ทั้งนี้เพราะพลังทั้งสองส่วนต่างก็มีปัญหากับทุนนิยมโลกไปคนละแบบ และมีแรงจูงใจสูงที่จะอาศัยมาตรการทางการเมือง”
“...โดยสารัตถะแล้ว สิ่งที่ผมพูดก็ไม่ได้ต่างจากที่เคยพูดเมื่อ 40 ปีที่แล้ว ไม่ได้หลุดไปจากความฝันเดือนตุลาฯ ที่หมุดประวัติศาสตร์กำลังจะจดจารึกไว้ เพียงแต่ว่าในวันนี้ บริบทที่เปลี่ยนไปของโลกทำให้เราเห็นพ้องต้องกันน้อยลง







