
จ่อเลิกเก็บภาษีแอร์ทุกชนิด
นายกฯสั่งคลังแก้ไขตามที่เอกชนเสนอสภาอุตฯวอนเลิกใช้ขึ้นค่าแรงมาหาเสียง
นายกฯสั่งคลังแก้ไขตามที่เอกชนเสนอสภาอุตฯวอนเลิกใช้ขึ้นค่าแรงมาหาเสียง
รัฐบาลรับข้อเสนอไม่เก็บภาษีแอร์ทุกประเภท เอกชนร้องนายกฯ เลิกใช้นโยบายเพิ่มค่าแรงมาหาเสียง
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมเชิงปฏิบัติการกับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมไฟฟ้า อิเล็ก ทรอนิกส์ และเครื่องปรับอากาศ โดยภาคเอกชนได้เรียกร้องให้รัฐบาลออก 7 มาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ ซึ่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ รับข้อเสนอของเอกชนทั้งหมดไปพิจารณาดำเนินการต่อไป
ข้อเสนอสำคัญที่เอกชนขอให้รัฐบาลดำเนินการ คือ ยกเลิกการกำหนดให้ เครื่องปรับอากาศทุกประเภท โดยเฉพาะแอร์บ้าน รถยนต์ ที่อยู่ในบัญชีแนบท้าย ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ลด อัตราหรือยกเว้นภาษีสรรพสามิต (ฉบับ ที่ 86)
นอกจากนี้ ยังเสนอให้นายกรัฐมนตรีเลิกใช้นโยบายเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท มาเป็นนโยบายหาเสียง เพราะกระทบกับต้นทุนของนักลงทุน และเร่งรัดออกใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (ร.ง.4)
นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ชี้แจงว่า แม้ปัจจุบันเครื่อง ปรับอากาศในบ้านและสำนักงานจะไม่เสียภาษี เพราะมีอัตราภาษีเป็น 0% แต่ อยู่ในบัญชีแนบท้าย เอกชนต้องจัดทำเอกสารรายงานให้กรมสรรพสามิตทราบ ทำให้มีต้นทุนและยังเปิดช่องให้ภาครัฐเรียกเก็บภาษีเครื่องปรับอากาศได้ในอนาคต
ขณะเดียวกัน เอกชนได้เรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกการเก็บภาษีสรรพสามิตเครื่องปรับอากาศในรถยนต์ รถกระบะ รถบรรทุก เนื่องจากเก็บภาษีซ้ำซ้อนกับการซื้อขายรถยนต์
นายพยุงศักดิ์ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีสั่งการให้นางเบญจา หลุยเจริญ รมช.คลัง รับไปพิจารณาถอดเครื่องปรับอากาศทุกประเภทออกจากบัญชีแนบท้ายการลดหรือยกเว้นภาษีสรรพสามิต
นายเจน นำชัยศิริ รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า ภาคเอกชนเรียกร้องต่อนายกรัฐมนตรี ว่า ขออย่าให้ภาครัฐและนักการเมืองใช้นโยบายเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำมาเป็นนโยบายหลักในการหาเสียง เพราะกระทบต่ออุตสาหกรรมทั้งระบบ ทั้งๆ ที่เอกชนได้แจ้งว่าการขึ้นค่าแรง 300 บาท ทำให้เอสเอ็มอีมีต้นทุนค่าแรงเพิ่มขึ้น 7080% และต้องปิดกิจการไปจำนวนมาก ขณะที่การลดภาษีนิติบุคคลเหลือ 20% ก็ไม่ใช่แนวทางแก้ปัญหาที่ได้ผล แต่นายกรัฐมนตรีไม่ได้รับปากอะไร เพียงแต่ระบุว่า การปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำจะกระตุ้นประสิทธิภาพของแรงงาน
นอกจากนี้ เอกชนขอให้รัฐบาลพิจารณาลดอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย 3% กรณีรับจ้างทำของ ลงเหลือ 12% เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการ ซึ่งสูญเสียรายได้ไม่มาก และยังช่วยลดผลกระทบจากการเพิ่มค่าแรง 300 บาทด้วย







