posttoday
ความขัดแย้ง"ชนชั้น"นาฏกรรม40ปี14ตุลาฯ

ความขัดแย้ง"ชนชั้น"นาฏกรรม40ปี14ตุลาฯ

14 ตุลาคม 2556

ตลอด 40 ปีมานี้ นาฏกรรมทางการเมืองของไทยจึงหมุนวนห้อมล้อมรัฐประหารและการต่อต้านรัฐประหาร

โดย...ชุษณ์วัฏ ตันวานิช 

เวียนบรรจบครบ 4 ทศวรรษของเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ 2516 หมุดหมายประชาธิปไตยยุคใหม่ของไทย เสกสรรค์ ประเสริฐกุล นักวิชาการรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) และอดีตผู้นำขบวนนักศึกษาในครั้งนั้น ปาฐกถา “เจตนารมณ์ 14 ตุลาฯ คือ ประชาธิปไตย” ฉายภาพการต่อสู้ระหว่างชนชั้น ที่หวาดหวั่นต่อการถูกแย่งชิงอำนาจและชนชั้นที่เรียกร้องความเท่าเทียมตลอด 4 ทศวรรษที่ผ่านมา

เสกสรรค์ ระบุว่า หลัง 14 ตุลาฯ ยังมีการต่อสู้ระหว่างกลุ่มอำนาจเก่าและกลุ่มพลังที่เรียกร้องประชาธิปไตย 40 ปี หลังมีรัฐประหารเกิดขึ้นหลายครั้ง เป็นการล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง 3 ครั้ง ในปี 2519, 2534 และ 2549 มีการใช้กำลังรุนแรงโดยฝ่ายรัฐในเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ พฤษภาฯ ทมิฬ และพฤษภาฯ 2553

ดังนั้น คำถามสำคัญ คือ เหตุใดประชาชนต้องหลั่งเลือดครั้งแล้วครั้งเล่าเพียงเพราะไม่เห็นด้วยกับผู้กุมอำนาจ และเหตุใด 40 ปีที่ผ่านมา ประชาธิปไตยถึงไม่สามารถหยั่งรากมั่นคงในประเทศไทย

เขาชี้ว่าสาเหตุมี 3 ปัจจัย คือ 1.อิทธิพลของชนชั้นนำภาครัฐที่ผูกขาดอำนาจการปกครองมาก่อน 2.การครอบงำของวัฒนธรรมการเมืองแบบอำนาจนิยม ซึ่งไม่สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตย และ 3.สภาพที่กำลังของฝ่ายประชาธิปไตยไม่มีลักษณะคงเส้นคงวา

“ตลอด 40 ปีมานี้ นาฏกรรมทางการเมืองของไทยจึงหมุนวนห้อมล้อมรัฐประหารและการต่อต้านรัฐประหาร ที่ผูกพ่วงมาด้วยการสลับสับเปลี่ยนไปมาระหว่างรัฐบาลเผด็จการกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ประชาชนที่รักอิสระ เสรีภาพ และความเท่าเทียมกันของมนุษย์ ต้องหลั่งเลือดพลีชีพครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อให้ประชาธิปไตยมีที่อยู่ที่ยืน”

การที่เหตุการณ์ 14 ตุลาฯ พฤษภาฯ ทมิฬ หรือพฤษภาฯ 2553 เกิดขึ้นได้นั้น สะท้อนว่ากลุ่มพลังประชาชนที่คัดค้านการผูกขาดอำนาจนั้นมีมากพอที่จะผลักลัทธิอำนาจนิยมให้ถอยร่นออกไป แต่การจะทำให้ประชาธิปไตยยั่งยืนได้ต้องอาศัยเงื่อนไขมากกว่าเดิม แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ กลุ่มใดจะทำหน้าที่ดังกล่าว

“ทุกวันนี้คนงานในระบบเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานไม่ถึง 1% เพราะการจัดตั้งสหภาพทำได้ยาก ผู้นำคนงานมักถูกนายทุนกลั่นแกล้งกีดขวาง ถูกปลดออกจากงาน โดยฝ่ายรัฐยืนอยู่ข้างฝ่ายทุน หลังปี 2519 มหาวิทยาลัยก็ถูกอำนาจรัฐและพลังอนุรักษนิยมดัดแปลงให้เป็นแค่โรงเลี้ยงเด็กของคนชั้นกลาง ยิ่งถึงยุคโลกาภิวัตน์ที่ประกอบด้วยการค้า การบริโภคเสรี ทำให้ลักษณะของประชากรในมหาวิทยาลัยเปลี่ยนไป”

อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มธ. กล่าวว่า พื้นที่ในมหาวิทยาลัยหลังถูกยึดครองโดยบุตรหลานผู้มีรายได้สูง ซึ่งมีความใฝ่ฝันในชีวิตกระเจิดกระเจิง กระจัดกระจายไปตามจินตนาการส่วนตัว มากกว่าที่จะมีสายใยใดๆ กับสังคมต้นกำเนิด และยิ่งไม่มีสำนึกผูกพัน กับชนชั้นผู้เสียเปรียบ แต่จะปัดความรับผิดชอบ  ทางศีลธรรมไปให้เยาวชนฝ่ายเดียวคงไม่ได้ เพราะ คนชั้นกลางระดับตัวพ่อตัวแม่ก็ไม่ได้ดีกว่าเท่าไร   โดยเฉพาะคนชั้นกลางในเมืองหลวงที่มักแกว่งไกว   อยู่ระหว่างประชาธิปไตยกับอำนาจนิยม

ด้วยเหตุที่ระบุมา ประชาธิปไตยไทยจึงขาดพลังผลักดัน แต่ที่น่าเสียดาย คือ คนชั้นกลางในเมือง ที่เคยเป็นกำลังหลักในการต่อต้านเผด็จการ ทั้งในปี 2516 และ 2535 แต่วันนี้กลายเป็นฐานที่มั่นใหญ่ของแนวคิดอนุรักษนิยม จากพลังที่เคยผลักดันประวัติศาสตร์ให้ก้าวไปข้างหน้า กลายเป็นชนชั้น   ที่อยากหยุดประวัติศาสตร์ไว้ตรงจุดที่ตัวเองได้เปรียบ

“การขยายตัวของเศรษฐกิจทุนนิยมที่เน้นการส่งออกและการลงทุนแบบไร้พรมแดนได้เพิ่มความมั่งคั่งให้ คนชั้นกลางมากกว่าเดิมหลายเท่า สิ่งนี้ได้เฉือนความสัมพันธ์ที่พึงมีระหว่างพวกเขากับชนชั้นอื่นที่เสียเปรียบ”

ขณะเดียวกัน เสกสรรค์ ชี้อีกด้านของ “ทุนนิยมโลกาภิวัตน์” ว่า นอกจากจะเปลี่ยนฐานะของคน  ชั้นกลางแล้ว ยังกวาดต้อนประชากรหัวเมืองเข้ามา ในกรอบทุนนิยมด้วย ทำให้เกิด “ชนชั้นกลางใหม่” ซึ่งผนวกกำลังรวมกับ “กลุ่มทุนใหม่”

“ชนชั้นนำของกลุ่มทุนนี้มีปัญหาคล้าย ‘ชนชั้นกลางใหม่’ ในต่างจังหวัด คือต้องการพื้นที่ทางการเมือง และหนทางเดียวที่พวกเขาจะเข้าไปแทน   ที่ชนชั้นนำเก่าในศูนย์อำนาจ คือต้องอาศัยเวทีประชาธิปไตย ทั้งสองฝ่ายจึงมาบรรจบกัน และกำลังทางสังคมทั้งสองส่วน ซึ่งโดยพื้นฐานแล้วต่างกันอย่างยิ่ง ได้กลายเป็น ‘หุ้นส่วนทางการเมือง’ ที่เหลือเชื่อในกระบวนการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาล”

สถานการณ์ที่มีทั้งผู้ได้และเสียประโยชน์ เสกสรรค์ ระบุว่า ได้บ่มเพาะความขัดแย้งในสังคมไทยอย่างคาดไม่ถึง นำไปสู่รัฐประหารในปี 2549 กลุ่มทุนเก่า ตลอดจนคนชั้นกลางและคนชั้นสูงในเมืองหลวง ที่รู้สึกหวั่นไหวกับการเปลี่ยนแปลงที่นำโดยกลุ่มทุนใหม่ ประเมินคู่ต่อสู้ผิดไป !

“พวกเขามองข้ามการมีอยู่ของมวลชนมหาศาล ที่ประกอบขึ้นเป็นชนชั้นกลางใหม่ในต่างจังหวัดและคนชั้นกลางที่ค่อนไปทางล่างในเมือง ซึ่งเคยได้รับประโยชน์จากนโยบายประชานิยม มองไม่เห็นการมีอยู่ของปัญญาชนและคนชั้นกลางเก่าบางส่วนที่ผูกพันและหวงแหนประชาธิปไตย และมองไม่เห็นศักยภาพการตอบโต้ของชนชั้นนำใหม่ที่โตมากับระบบทุนโลกาภิวัตน์ แทนที่เรื่องจะจบลงง่ายๆ ด้วยการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2550 ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นตามหลังมากลับยิ่งรุนแรงและซับซ้อน ความขัดแย้งในประเด็นประชาธิปไตยลุกลามสู่ระดับมวลชน หมิ่นเหม่ต่อการก่อรูปเป็นสงครามกลางเมือง”

อดีตนักต่อสู้วัย 64 ปี ย้ำว่า ขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยเป็นเจตนารมณ์เดียวกับการเคลื่อนไหว 14 ตุลาฯ แต่อยากฝากไว้ว่า ประชาธิปไตยไม่ใช่การเชิดชูอุดมคติเพียงอย่างเดียว หากยังมีเรื่องของวิธีการขับเคลื่อนประชาธิปไตยให้เติบใหญ่มั่นคงด้วย

“พลังประชาธิปไตยไม่สามารถจำกัดตัวเองอยู่แค่การพิทักษ์รัฐบาลหรือพรรคการเมืองที่ตัวเองพอใจเท่านั้น แต่มีหน้าที่ปกป้ององค์ประกอบต่างๆ ของประชาธิปไตยที่ไม่ใช่รัฐบาลด้วย เพื่อให้กลไกของระบอบประชาธิปไตยทำงานอย่างเต็มรูปแบบ เเละนำไปสู่ความมั่นคงและยั่งยืนของระบบการเมืองที่เราเชื่อว่าดีที่สุดหรือเลวน้อยที่สุด”

การเมืองวุ่นวายเพราะปัญญาชนย้ายข้าง

จาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ และอดีตคนเดือนตุลาฯ ก็ได้ปาฐกถาในเชิงวิเคราะห์บทบาทปัญญาชนไทยใน 2 ห้วงเวลาว่า การลุกขึ้นของนักศึกษาเดือนตุลาฯ 2516 เมื่อ 40 ปีก่อน จนถึงรัฐประหารปี 2549 เกิดปรากฏการณ์ การย้ายและเปลี่ยนข้างของ "ปัญญาชน" ที่เคยมีบทบาทเป็นพลังประชาธิปไตย

“14 ตุลาฯ ปัญญาชนกลุ่มนี้เป็นพลังสำคัญ แต่ก่อนรัฐประหารปี 49 กลับมีจำนวนหนึ่งเลือกที่จะไม่สนับสนุนประชาธิปไตย มีข้อเสนอว่า รัฐบาลไม่ดีปล่อยไว้บ้านเมืองก็เสียหายจำเป็นต้องเปลี่ยน สุดท้ายเป็นการชักชวนให้เกิดรัฐประหาร”

จาตุรนต์ ชี้ว่า ปัญญาชนกลุ่มนี้ เสนอความเห็นเกี่ยวกับตุลาการภิวัฒน์ ต้องให้ฝ่ายตุลาการเข้ามาจัดการกับการเมือง เพราะฝ่ายการเมืองจัดการกันเองไม่ได้ ฝ่ายตุลาการในหลายประเทศที่ทำหน้าที่จัดการกับการเมือง มีลักษณะพิเศษที่แตกต่างจากตุลาการไทย เพราะยึดโยงกับประชาชนทางใดทางหนึ่ง ในขณะที่ตุลาการไทยไม่มีการยึดโยงกับประชาชนเลย

จาตุรนต์ ทิ้งท้ายว่า การพัฒนาประเทศไทยไปสู่การเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ต้องเริ่มจากการทำให้ระบบรัฐสภาเข้มแข็ง แต่รัฐธรรมนูญกลับไปบั่นทอนอำนาจรัฐสภา ต้องแก้มาตรา 68 เพื่อปิดช่องทางไม่ให้ศาลรัฐธรรมนูญมาก้าวก่ายแทรกแซงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เเละนำไปสู่การแก้มาตรา 291 เพื่อแก้รรัฐธรรมนูญทั้งฉบับเพื่อเป็นประชาธิปไตย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท