posttoday
40 ปี สู่ม็อบ 2 สี สร้างประชาธิปไตย

40 ปี สู่ม็อบ 2 สี สร้างประชาธิปไตย

13 ตุลาคม 2556

ผมจะไม่พูดถึงเรื่องวิธีการ เพราะถือว่าไม่ใช่หน้าที่ผม แต่ผมจะเน้นเรื่องปรัชญาว่าความถูกต้องอยู่ที่ไหน

โดย...ชุษณ์วัฎ ตันวานิช

“ผมจะไม่พูดถึงเรื่องวิธีการ เพราะถือว่าไม่ใช่หน้าที่ผม แต่ผมจะเน้นเรื่องปรัชญาว่าความถูกต้องอยู่ที่ไหน และต้องทำอย่างไรเพื่อไปถึงจุดนั้น” คือ นิยามการให้การสนับสนุนเเนวทางการเคลื่อนไหวโดยกลุ่มประชาชนของ ปรีดา เตียสุวรรณ์ นักธุรกิจรุ่นใหญ่ ผู้พร้อมช่วยผลักดันภาคประชาชนที่เรียกร้องสิทธิทางการเมือง ตลอดจนขบวนการองค์กรพัฒนาเอกชน

เจ้าพ่อธุรกิจพันล้าน แพรนด้า จิวเวลรี่ ยืนยันกับ “โพสต์ทูเดย์” ว่า เขาไม่ใช่นายทุนใหญ่ เป็นเพียง “ผู้สนับสนุน” (อดีต) กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (อดีต) พรรคการเมืองใหม่ รวมถึงกลุ่มสภาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย และอีกหลายเครือข่ายที่สยายกิ่งก้านออกมาหลังการยุติบทบาทของกลุ่มพันธมิตรฯ

ตอกเสาเข็มธุรกิจอัญมณีบนแผ่นดินไทยในปี 2516 ร่วมต่อต้านในเหตุการณ์พฤษภาฯ ปี 2535 โบกธงเขียวหนุนร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 ปรีดา ย้ำว่า จะสนับสนุนการต่อต้านเผด็จการต่อไป โดยเฉพาะ “เผด็จการรัฐสภา” ที่มาพร้อมกับ “นโยบายประชานิยม” ที่เขาจำกัดความว่าเลวร้าย “คนละแบบ” กับเผด็จการทหาร 4 ทศวรรษที่แล้ว

ปรีดา ฉายภาพอำนาจเผด็จการก่อนตุลาฯ ปี 2516 ผ่านสายตานักธุรกิจว่า อำนาจเผด็จการทหารทำให้นักธุรกิจ ผู้ประกอบการที่ตั้งบริษัทนั้นต้องตระเตรียมที่นั่งกรรมการบริษัทให้กับทหารชั้นนายพลจนถือเป็นเรื่องปกติที่ต้องปฏิบัติ

“40 ปีที่แล้ว ถ้าคุณเปิดภัตตาคารขนาดใหญ่ เปิดบริษัท ห้างหุ้นส่วนจำกัด คุณต้องมีสีมีดาว คือต้องมีพวกนายพลเข้ามาเป็นกรรมการ พูดง่ายๆ ว่าสิทธิของประชาชนในการเข้ามาเป็นผู้ประกอบการกิจการชั้นกลางขึ้นไป แทบที่จะเป็นไปไม่ได้เลยหากไม่อิงอำนาจเหล่านี้

...แต่หลังเกิดขบวนการนักศึกษา 14 ตุลาฯ มีผลค่อนข้างรวดเร็ว มันทำให้ความรู้สึกถึงสิทธิของประชาชนงอกงามขึ้นมา เพราะฉะนั้น 14 ตุลาฯ ถือว่าเป็นอาหรับสปริงของไทย ทำให้เราตระหนักได้ว่า เราสามารถค้าขายแบบสัมมาชีพในลักษณะที่ไม่ต้องพึ่งสีพึ่งดาวได้ สิ่งเหล่านี้มันอุบัติขึ้นทันทีในใจของคนยุคนั้น

...แต่ว่ามันต้องมีแรงโน้มถ่วง ไม่ใช่อยู่ดีๆ จะไปเอาเขา (ทหาร) ออกจากบริษัทเลยก็ไม่ได้ คือ ตามสไตล์ไทย กิจการเก่าๆ ก็ให้อยู่ไปเรื่อยๆ แล้วค่อยๆ เกษียณอายุออก แต่ว่ากิจการใหม่ๆ ที่ขึ้นมาเริ่มที่จะไม่ผูกติดกับอำนาจเหล่านี้ ฉะนั้นคุณูปการของ 14 ตุลาฯ คือ ทำให้ธุรกิจขนาดกลาง ขนาดใหญ่ สามารถปลดแอกตัวเองออกจากการที่ต้องมีนายพลมีดาวมีสีมานั่งได้สำเร็จ”

แม้ให้หลัง 3 ปี จะเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ 2519 เป็นสัญลักษณ์แห่งการชิงอำนาจคืนของกลุ่มอำนาจเก่า ขบวนการนักศึกษาถูกทำลาย แต่ไม่ได้มีผลให้ทหารเข้ามามีอำนาจเหมือนอดีต

“แม้พลังฝ่ายอนุรักษนิยมเริ่มมามีบทบาทอีกครั้งในเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ แต่กลับมามีบทบาทแค่ระดับหนึ่ง ไม่สามารถจะบดบังสิทธิที่มันเปิดกว้างขึ้นมาแล้ว เหมือนฝาโลงมันเปิดออกมาแล้ว และสิทธิที่มันขยายเต็มที่ใน 14 ตุลาฯ นั้นมหาศาล 6 ตุลาฯ จึงเข้ามาหยุดยั้งความรู้สึกในสิทธินั้นแค่ชั่วคราว ให้เรารู้สึกว่าเราไม่ได้มีสิทธินั้นเพิ่มขึ้นเท่านั้นเอง แต่หยุดยั้งไว้สัก 23 ปี แต่หลังจากนั้นความเบ่งบานด้านความคิดก็จะทำให้เราคืบหน้าไปเรื่อยๆ

...จนกระทั่งฝ่ายทหารพลาดอีกครั้ง พล.อ.สุจินดา (คราประยูร) พลาดที่ทำรัฐประหาร พล.อ.ชาติชาย (ชุณหะวัณ) และสถาปนาตัวเองขึ้นมามีอำนาจ ตั้งญาติพี่น้องขึ้นมาคุมอำนาจหลายส่วน แต่ความเบ่งบานในสิทธิที่ประชาชนตื่นตัวก็แรงมากพอที่จะไม่รอให้คุณสุจินดาเถลิงเหมือนที่จอมพลถนอม (กิตติขจร) และจอมพลประภาส (จารุเสถียร) เถลิงตอน 14 ตุลาฯ คือแทนที่จะปล่อยให้สถานการณ์จะกลับไปเหมือน 14 ตุลาฯ อีกครั้ง ประชาชนก็ชิงดึงอำนาจนั้นกลับคืนมาเสียก่อน”

ปรีดา บอกว่า หลังยุคปี 2535 ถึงจุดเฟื่องฟู ประชาชนรักศักดิ์ศรีเต็มที่ โดย บรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกฯ ติดต่อมาตั้งแต่ปี 2538 ขอให้ประสานงานการร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 ประชาชนตื่นตัวทั่วหัวระแหง มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ เกิดรัฐธรรมนูญฉบับแรกในประเทศไทยที่มาจากประชาชน

“รัฐธรรมนูญปี 2540 เขียนให้ภาคประชาชนและนักการเมืองมีอำนาจ เพื่อหวังให้กดอำนาจนอกระบบออกไป เอาอำนาจหลายส่วนในรัฐธรรมนูญไปอยู่ที่ฝ่ายบริหาร ทำให้มีอำนาจมากในการปลด ล้วงลูก เพราะเชื่อว่าหลังปี 2540 จะเริ่มการเลือกตั้งอย่างเป็นประชาธิปไตยที่ขาวสะอาดขึ้นในระดับที่ใกล้เคียงกับยุโรปและอเมริกา แต่ปรากฏว่ากลับได้นักการเมืองนำประเทศไปสู่เผด็จการรัฐสภา และอำนาจของกลุ่มทุนที่เข้ามาควบคุมอำนาจฝ่ายบริหาร

...เมื่อก่อนทุนที่อยู่เบื้องหลังการเมืองหรือทหารมันมีมานานแล้ว แต่หลังปี 2540 เป็นต้นมา ทุนเข้ามาจัดการกับการเมืองเองโดยตรง เป็นเรื่องใหญ่ที่เราไม่ตระหนักตอนที่เขียนรัฐธรรมนูญปี 2540 ก่อนหน้า 14 ตุลาฯ กลุ่มแบงก์ทั้งหลายมีอำนาจมาก ชี้เป็นชี้ตาย ชื่อตระกูลโสภณพนิช (กลุ่มแบงก์กรุงเทพ) ขึ้นมานี่ทุกคนผงะก่อนเลย เครือซีพี และคุณเจริญ (สิริวัฒนภักดี บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ) มาในช่วง 2030 ปีก่อน แต่สิบกว่าปีหลังคือ กลุ่มคุณทักษิณ (ชินวัตร) สร้างตัวมาจากธุรกิจเทเลคอม มีการรวมกลุ่มทุนเข้ามาสู่การเมืองโดยตรง

...การเข้ามาของระบอบทักษิณ สิ่งที่น่ากังวลที่สุด คือ ทำให้ประชาชนอ่อนแอ เห็นแก่ได้ คอยที่จะรับเงินสนับสนุน รอของฟรี และมองแค่ผลประโยชน์เฉพาะหน้า เพราะนโยบายประชานิยมที่นำมาใช้สร้างประโยชน์ให้คนกลุ่มเล็ก ชั่วคราว แต่ผลร้ายที่ตามมากระทบกับคนทั่วประเทศและยาวนานมาก พอยิ่งลักษณ์ (ชินวัตร) เข้ามาก็ทำต่อ โดยเฉพาะจำนำข้าวและรถคันแรก

...นโยบายนี้ขัดต่อแนวคิดของโลกโดยชัดเจน สิ่งที่ยิ่งลักษณ์ต้องพัฒนาคือ เร่งขนส่งมวลชนให้มันเร็วขึ้น ทำให้ราคาถูกที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อผลักดันให้คนใช้ระบบขนส่งมวลชน แล้วจัดระบบเก็บภาษีกับผู้ที่ใช้รถให้หนักที่สุด ไม่ใช่การมาลดภาษี”

มันมีเส้นบางคั่นระหว่าง “ประชานิยม” กับ “ประชาธิปไตยกินได้”? เจ้าตัวตอบมาว่า มันไม่บางหรอกครับ เพราะคำว่ากินได้ มันกินเดี๋ยวเดียว แล้วมันจะสร้างปัญหาระยะยาว อย่างจำนำข้าว 7 แสนล้านบาท ชาวนาได้ 30% แล้วใน 30% ไปอยู่มือชาวนาที่มีฐานะดีอยู่แล้วหรือไม่ ที่บอกว่าจับได้ กินได้ มันได้เฉพาะคนบางกลุ่ม แต่ระยะยาวมันไม่ได้กิน ที่สำคัญคือ 70% มันละลายไปเข้ามือใคร แล้วนโยบายแทรกแซงราคาก็ไปสร้างภาระต่อ พืชผลเกษตรอื่นก็ต้องร้องว่าเขาก็ต้องได้ ข้าวได้ สวนยาง ข้าวโพด มันสำปะหลัง ก็ต้องได้ แล้วอีกหน่อยอะไรมาเข้าคิว มันเป็นโดมิโนไปหมด

ปรีดา ระบุว่า ปัญหานโยบายของรัฐบาลที่ผลาญภาษีหลายแสนล้านบาท รวมถึงวิถีทาง “เผด็จการรัฐสภา” ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีบริบทการใช้อำนาจที่แตกต่างกับเผด็จการรัฐประหารในอดีต เขาย้ำว่า อาวุธสำคัญที่สุดเวลานี้ คือ การสร้างองค์ความรู้ให้ประชาชนมากที่สุด ที่สำคัญแนวต้านสำคัญอย่างกลุ่มพันธมิตรฯ นั้น แม้จะประกาศยุติบทบาทไปแล้ว แต่ใช่ว่าจะกลับมาไม่ได้!

“...ถ้าคุณจะใช้สัญลักษณ์ว่ากลุ่มพันธมิตรฯ ได้สลายตัวไป แล้วทำให้กลุ่มต้านระบอบทักษิณอ่อนแรงลง เป็นเพียงการดูที่ภาพเท่านั้น เพราะเขาสลายตัว แต่ยังไม่เลิก พลังของคนที่ไม่ชอบระบอบยังมีอยู่เต็มไปหมดและพลังที่ว่าก็แตกออกเป็นหลายกลุ่ม แต่พร้อมที่จะรวมตัวกันได้ตลอดเวลา อย่างตอนนี้หลายคนออกมาทำเรื่องปฏิรูป เพราะเห็นได้ว่างานปฏิรูปจะสามารถอธิบายประชาชนได้ง่ายกว่า ว่าประชานิยมมันทำให้ประเทศเดินไม่ได้เพราะอะไร เอาสภาผัวเมียเข้ามาจะเกิดอะไรขึ้น แล้วจะไปล็อบบี้อย่างไร

...มันเริ่มมีกลุ่มที่ฉีกตัวออกมาทำเรื่องเย็นๆ อธิบายความจริงออกมามากขึ้นทุกที ซึ่งเป็นนิมิตหมายอันดี เพราะจะทำให้เราเข้มแข็งขึ้น แต่งานร้อนเขาก็ยังทำกันอยู่อย่างเข้มแข็ง ขณะที่พลังของคนที่ทำงานเย็นจะมากขึ้น จากเมื่อก่อนที่เฮโลไปทางเดียวกัน ทำแต่เรื่องร้อนๆ พึ่บพั่บก็บอกว่า ทักษิณออกไป พอเริ่มด้วยคำนี้คนรากหญ้าที่เขาได้ประโยชน์จากประชานิยมเขาก็บอกว่า อะไรกัน ตั้งต้นก็จะมาไล่ แต่ทำไมไม่อธิบาย ตอนนี้เราก็มาอธิบายมากขึ้น”

เหตุใดพันธมิตรฯ จึงยุติบทบาท? เขาแจงว่า “พันธมิตรฯ เป็นองค์กรที่มาจากความสมัครใจ ไม่ได้ถูกบังคับ หรือเกณฑ์มา ถึงจุดหนึ่งก็จะเกิดความล้าขึ้น เกิดปรากฏการณ์ที่ไม่สามารถที่จะควบคุมบางสิ่งบางอย่างได้ ถามว่า หากพันธมิตรฯ ออกมาคราวหน้าจะคุมประชาชนได้ไหม อันนี้เรื่องใหญ่ที่สุด เพราะเวลาออกมาชุมนุม ตอนเริ่มง่าย แต่ตอนที่รวมกันแล้วจะให้ทุกคนไปในทางเดียวกันจะยังทำได้ไหม

...แล้วจะบารมีหรือวิธีการก็ตาม ช่วงหนึ่งมันทำได้ แต่พอนานไปแต่ละคนจะมีวาระของตัวเองออกมา ฉะนั้นการบริหารจัดการขององค์กรที่มาจากการรวมกันโดยสมัครใจ ถึงตอนหนึ่งมันต้องล้างไพ่เหมือนกัน

ในแถลงการณ์ของพันธมิตรฯ ระบุว่า ไม่ว่าต่อสู้ด้วยวิธีใด สุดท้ายต้องจบที่การเลือกตั้งเปิดทางให้ขั้วอำนาจเดิมเข้ามาบริหารประเทศ? ปรีดา บอกว่า ฉะนั้นประชาชนต้องรวมตัวกันต่อสู้ต่อไป การต่อสู้ไม่ได้จบลงในการเลือกตั้งคราวหน้า หลังจากนั้นเราก็ต้องประจันหน้ากับระบอบนี้ต่อไป ไม่สามารถนิ่งเฉยได้”

“...ที่สำคัญที่สุดของการต่อสู้ในสังคมนี้ คือ ต้องเอาความจริงออกมาอธิบายให้มากที่สุด ผมเชื่อเป็นอย่างยิ่งไม่ว่าคุณจะเป็นเสื้อเหลืองเสื้อแดง แต่คุณมีองค์ความรู้และวิธีการคิดที่พัฒนาขึ้นเยอะจากเหตุการณ์ใน 10 ปีหลัง คุณคิดได้แล้วว่าสิทธิของคุณอยู่ที่ไหน คุณควรจะได้อะไรจากรัฐ รัฐมีหน้าที่ที่จะบริหารความทุกข์สุขของเราอย่างไร เท่ากับว่าคุณเป็นเรือที่มีสมอที่พุ่งไปข้างหน้าแล้ว พอมีอะไรที่มากระทบเรือคุณ คุณรู้แล้วว่าอันไหนมันผิดหรือถูก ความงอกงามทางด้านความคิดเหล่านี้ของทั้งสองสีเสื้อก็จะนำไปสู่ประชาธิปไตยที่ดีขึ้นในอนาคต”

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท