
ช้าๆได้พร้าเล่มงาม
รัฐบาลพรรคเพื่อไทย มีความพยายามที่จะส่งเสริมนโยบายการค้าแบบแลกเปลี่ยน (Barter Trade) อีกครั้ง
รัฐบาลพรรคเพื่อไทย มีความพยายามที่จะส่งเสริมนโยบายการค้าแบบแลกเปลี่ยน (Barter Trade) อีกครั้ง หลังจากที่เคยผลักดันนโยบายนี้มาแล้ว เมื่อครั้งที่เป็นรัฐบาลพรรคไทยรักไทย แต่ถูกรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ สั่งระงับโครงการหัวรถจักรรถไฟจากประเทศจีน มูลค่า 700 ล้านบาท แลกกับข้าวประมาณ 5 หมื่นตัน
การบาร์เตอร์เทรดที่เคยมีแนวคิดจะดำเนินการในครั้งนั้น ไม่ได้มีแค่หัวรถจักรแลกข้าว แต่ยังมีโครงการแลกเปลี่ยนสินค้าเกษตรของไทยกับเครื่องจักรที่จะใช้ในโรงงานยาสูบที่ จ.เชียงใหม่ โครงการแลกหัวรถจักรและรถไฟทางคู่ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เป็นต้น
แต่ความพยายามครั้งใหม่นี้ เป็นการนำลงนามในบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ระหว่างกระทรวงคมนาคมกับรัฐบาลจีน ในการแลกเปลี่ยนให้จีนเข้ามาลงทุนในโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงสายอีสาน จากชุมทางบ้านภาชี จ.พระนครศรีอยุธยา ถึง จ.หนองคาย โดยจะชำระค่าสินค้าเป็นข้าวจำนวน 1 ล้านตัน และสินค้าเกษตรเพิ่มอีก ภายในระยะเวลา 5 ปี
หากพิจารณาตามหลักการแล้ว สิ่งที่รัฐบาลกำลังดำเนินการนี้ หากประสบความสำเร็จจะสามารถระบายสินค้าเกษตรออกได้จำนวนมาก ช่วยยกระดับราคาสินค้าเกษตรในประเทศได้ แต่ในทางปฏิบัติ การทำการค้าแบบแลกเปลี่ยนยังไม่เคยมีรัฐบาลไหนดำเนินการประสบความสำเร็จเลยแม้แต่ครั้งเดียว
สาเหตุที่โครงการแลกเปลี่ยนสินค้าดำเนินการไม่ได้จริง เป็นเพราะทำได้ยากในทางปฏิบัติ เพราะความต้องการของทั้งสองประเทศที่จะแลกเปลี่ยนสินค้าไม่ตรงกัน ขณะเดียวกันยังเป็นการเพิ่มต้นทุนให้กับผู้ซื้อสินค้าในการทำการตลาด เช่นหน่วยงานสร้างรถไฟฟ้าและหน่วยงานที่ผลิตสินค้าเกษตรของไทย มักจะไม่มีความรู้ในการพิจารณาราคาสินค้า และหากต้องแลกเปลี่ยนสินค้าเพื่อนำสินค้าไปทำตลาดอีกรอบ จะขายในราคาเท่าใด คุณภาพสินค้าจะต้องตรวจสอบให้ตรงกัน จึงมีโอกาสที่ราคาสินค้าที่ขายจะแพงเกินราคาตลาด
“หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการ อาทิเช่น หน่วยงานที่ผลิตอาวุธส่วนใหญ่เป็นกองทัพ และหน่วยงานที่ผลิตสินค้าเกษตรของไทย ก็มักจะไม่มีความรู้ในการพิจารณาราคาสินค้า และหากต้องแลกเปลี่ยนสินค้า เพื่อนำสินค้าไปทำตลาดอีกรอบ เป็นต้นทนที่สูงขึ้นทั้งสิ้น ทำให้ราคาซื้อขายสินค้าแพงเกินราคาจริง ยากต่อการเจรจา และทำให้สินค้าแพงราคาแพงกว่างบประมาณที่ตั้งไว้“ เขากล่าว
แหล่งข่าว ยังกล่าวว่า ขณะนี้เลขานุการคณะกรรมการการค้าแลกเปลี่ยน กำลังพิจารณารวบรวม พร้อมกับทบทวนโครงการที่ลงนามไปแล้ว และโครงการที่กำลังเจรจาเพื่อเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบร่วมกันเนื่องจากเป็นประกาศจากสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการการค้าแบบแลกเปลี่ยน ก็มีนายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน พร้อมกับมีรัฐมนตรีกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ร่วมเป็นกรรมการ ประกอบด้วย กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรกรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม และกระทรวงพลังงาน
เบรกซื้อรถไฟจีน700 ล.แลกข้าว
สำหรับสินค้าที่มีการเจรจาเตรียมทำบาร์เตอร์เทรดแล้ว คือ โครงการซื้อรถไฟจากประเทศจีนมูลค่า 700 ล้านบาท แลกกับข้าวประมาณ 50,000 ตัน
ส่วนโครงการที่อยู่ระหว่างการเจรจา ประกอบด้วย โครงการแลกเปลี่ยนสินค้าเกษตรของไทยกับเครื่องจักรที่จะใช้ในโรงงานยาสูบที่ จ.เชียงใหม่, โครงการจัดซื้อเครื่องเอกซเรย์ ตู้คอนเทนเนอร์ของกรมศุลกากร,โครงการแลกหัวรถจักรและรถไฟรางคู่ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.)
รวมถึงโครงการแลกเปลี่ยนสินค้าเกษตรกับกองเรือของจีน ทั้งเรือขนส่งสินค้าและเรือจับปลาทูน่า โดยกรมประมงต้องการ 15 ลำเรือ ซึ่งสินค้าที่จะแลกประกอบด้วย ข้าว ที่อยู่สต็อกรัฐบาล 3 ล้านตัน ที่ไม่สามารถระบายได้ ลำไย และไก่ เป็นต้น
นอกจากนี้ยังมีการเจรจาแลกเครื่องบินรบ และเรือฟริเกตติดเรดาร์ โดยกองทัพอากาศต้องการเครื่องบินรบ แต่เดิมต้องการจากรัสเซียและสวีเดนเสนอขายมูลค่ารวม 50,000 ล้านบาท แต่ต่อมาทางสหรัฐยื่นเสนอราคา F16 มูลค่า45,000 ล้านบาท โดยทั้ง 3 ประเทศยินดีที่จะแลกกับสินค้าเกษตรไทย โดยเฉพาะข้าว
ขณะที่โครงการจัดซื้อเรือฟริเกตติดเรดาร์ของกองทัพเรือ จะซื้อจากบริษัท Thalis International Asia PTE บริษัทร่วมทุนระหว่างฝรั่งเศสกับเกาหลีใต้ มูลค่าประมาณ 28,000 ล้านบาท
เมืองแฟชั่นถลุงงบสวน ศก.พอเพียง
ด้านนายปิยะบุตร ชลวิจารณ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า กำลังเตรียมทบทวนโครงการกรุงเทพฯ เมืองแฟชั่นเช่นกัน เนื่องจากเป็นโครงการที่ใช้งบประมาณค่อนข้างสูง และดำเนินการมาเป็นเวลานาน แต่ยังไม่มีผลสะท้อนกลับมาให้เห็นเท่าที่ควร ทั้งนี้ได้ให้ผู้เกี่ยวข้องไปศึกษาข้อมูลและประเมินแผนงานที่เคยทำมาอีกครั้งว่ามีความคืบหน้าอย่างไร และหากต้องทำต่อจะต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอย่างไร
ขณะเดียวกัน นโยบายภาพรวมของรัฐบาลชุดใหม่นี้ ต้องการเน้นส่งเสริมเศรษฐกิจพอเพียง ดังนั้นเมื่อพิจารณาแล้วโครงการกรุงเทพฯ เมืองแฟชั่น ยังไม่เหมาะสมกับทิศทางเศรษฐกิจของไทย และหากจะให้ทำต่อก็ต้องจัดทำในรูปแบบอื่น ที่เน้นส่งเสริมพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไทยเป็นหลัก
โดยข้อเท็จจริงแล้ว ไม่มีใครปฏิเสธเรื่องที่ประเทศไทยต้องลงทุนก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะระบบรางเพื่อลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์สร้างความสามารถในการแข่งขัน
แต่การก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง หรือไฮสปีดเทรนที่ใช้เงินกู้ในร่างกฎหมายนี้เกือบ 8 แสนล้านบาท โดยไม่มีการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ และก่อสร้างเพียงครึ่งทางเท่านั้น ทำให้เกิดคำถามมากมาย
เพราะในขณะที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ระบุว่า รถไฟความเร็วสูงลงทุนเพื่อเชื่อมโลกเชื่อมการค้าชายแดน
แต่เส้นทางที่ปรากฏในกฎหมาย กลับเป็นรถไฟหัวกุด คือสายอีสาน ที่เป้าหมายคือ กรุงเทพฯหนองคาย กลับสร้างแค่ จ.นครราชสีมา เส้นทางใต้ที่ต้องสร้างให้ถึงปาดังเบซาร์ กลับสิ้นสุดแค่หัวหิน แม้กระทั่งสายเหนือกรุงเทพฯเชียงใหม่ รมว.คมนาคม ก็ยอมรับว่า จะเสร็จพร้อมกรุงเทพฯปาดังเบซาร์ โดยเฟสแรกจะสร้างให้ถึง จ.พิษณุโลก เท่านั้น
สภาพรถไฟหัวกุดเช่นนี้จะตอบสนองการค้าตามแนวชายแดนได้อย่างไร และจะใช้ขนส่งอะไร
เพราะหากจะใช้ขนส่งคน ซึ่งคือนักท่องเที่ยวเป็นหลักเส้นทางเพียงครึ่งเดียวก็ไม่จูงใจให้ใช้บริการ ไม่นับค่าโดยสารที่มีแนวโน้มจะแข่งขันกับโลว์คอสต์แอร์ไลน์ไม่ได้
หรือหากจะใช้ขนส่งผัก ผลไม้ อย่างที่นายกฯ กล่าวในสภาว่า "ถ้ามีรถไฟความเร็วสูง เวลาขนผัก ผักจะไม่เน่า" นั้น รถไฟความเร็วสูงก็ยังไม่ตอบโจทย์ทั้งเรื่องการส่งออก ที่ปัจจุบันใช้การขนส่งทางอากาศ ส่วนการขนส่งไปขายประเทศเพื่อนบ้านก็ทำไม่ได้เพราะเส้นทางเชื่อมไปไม่ถึง
จึงเป็นที่มาของคำถามจากภาคเอกชน ที่เป็นคำถามสามัญในการลงทุนทั่วไป ทั้งเรื่องการบริหารจัดการว่ารัฐบาลจะให้หน่วยงานใดเข้ามาบริหาร เพื่อรับประกันว่าจะไม่ขาดทุนเหมือนรถไฟแอร์พอร์ตลิงค์ รวมทั้งประเด็นอัตราค่าโดยสาร ความคุ้มค่าของการลงทุนระยะเวลาคุ้มทุน
เพราะคำถามทั้งหมดนี้ นำไปสู่คำตอบว่า รัฐบาลจะมีรายได้มาชำระหนี้ได้หรือไม่
เนื่องจากครั้งนี้รัฐบาลไม่ได้ใช้ระบบงบประมาณในการลงทุน แต่ออกกฎหมายเฉพาะเพื่อกู้เงินมหาศาลถึง2 ล้านล้านบาท ดอกเบี้ยอีก 3 ล้านล้านบาท รวม 5 ล้านล้านบาท ใช้เวลาชำระหนี้ถึง 50 ปี
การให้ประชาชนแบกรับภาระหนี้ระดับนี้ รัฐบาลควรจะต้องมีการศึกษาให้รอบคอบ และเลือกกู้มาใช้เฉพาะโครงการที่ให้ประสิทธิภาพในการลงทุนสูงสุดเพื่อให้ได้ผลตอบแทนมากเพียงพอในการชำระหนี้
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยหลังหารือร่วมกับนายหลู่ตรงฟู รัฐมนตรีช่วยว่าการกระ ทรวงคมนาคมสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อ วันที่ 10 ตุลาคมว่า จะลงนามในบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ว่าด้วยโครงการความร่วมมือของรัฐบาลในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในประเทศไทยที่เชื่อมโยงกับการชำระค่าใช้จ่ายด้วยสินค้าเกษตรวันที่ 11 ต.ค. โดยกำหนดเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นของการเจรจาว่า จีนจะยอมรับให้ไทยชำระค่าใช้จ่ายบางส่วนเป็นสินค้าเกษตรได้ เช่น ข้าว ยางพารา โดยให้ทั้งสองฝ่ายจัดตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อทำหน้าที่เจรจาหารือกันต่อไป
"การแลกเปลี่ยนสินค้าเกษตรกับระบบรถไฟของจีน เป็นการเตรียมหารือในเบื้องต้นถึงความเป็นไปได้โดยยังไม่ได้ลงในรายละเอียด เนื่องจากยังมีขั้นตอนในการดำเนินการอีกมาก และการดำเนินการต้องเป็นระดับรัฐบาลต่อรัฐบาลเท่านั้น"
นายชัชชาติกล่าวถึงเส้นทางรถไฟความ เร็วสูงว่า จีนอาจจะสนใจเส้นทางกรุงเทพฯหนอง คายเป็นพิเศษ เพราะเชื่อมต่อผ่านสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเข้าคุนหมิง และทางจีนได้มีการศึกษาเส้นทางนี้ในเบื้องต้นแล้ว แต่ต้องมีการหารือถึงความเป็นไปได้และประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับอย่างรอบคอบ และปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ส่วนกรณีที่ระบุว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี หารือกับนายกรัฐมนตรีจีน ให้จีนลงทุนรถไฟความเร็วสูงเส้นทางหนองคายบ้านภาชี โดยจ่ายค่าก่อสร้างเป็นสินค้าเกษตรนั้น รมว.คมนาคมกล่าวว่า ไม่ทราบรายละเอียด โดยมองว่าโครงการรถไฟความเร็วสูงของไทยยังอยู่ระหว่างศึกษาความเหมาะสม ซึ่งยังไม่ได้สรุปมูลค่าโครงการ ขณะที่โครงการยังไม่ได้รับการอนุมัติดำเนินงาน ดังนั้นจึงยังไม่สามารถรับประกันได้ว่าใครจะเข้ามาดำเนินโครงการใด
นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ขณะนี้เป็นเพียงแนวคิดที่ผู้ซื้อและผู้ขายต้องไปหารือร่วมกันในรายละเอียดอีกครั้ง โดยหน่วยงานเจ้าของเรื่องที่จะซื้อสินค้าจากจีนจะต้องเป็นผู้ดำเนินการและหาข้อสรุปการซื้อขายดังกล่าวว่าจะต้องใช้สินค้าเกษตรไทยจ่ายเป็นค่าสินค้าให้จีนจำนวนเท่าใด และสัดส่วนเท่าใดของมูลค่าสินค้าทั้งหมด แต่ยืนยันว่าต้องอ้างอิงราคาตลาดเป็นหลัก







