
รัฐผิดแผน ประเมินต่ำมวลน้ำถล่มความเชื่อมั่น
ณ วันนี้ สถานการณ์ภัยพิบัติกลับเปลี่ยนไป จังหวัดหรือภาคที่ไม่เคยประสบปัญหาน้ำท่วมจนเกิดเป็นภาพสะท้อนความทุกข์ยาก
โดย...ปริญญา ชูเลขา
ณ วันนี้ สถานการณ์ภัยพิบัติกลับเปลี่ยนไป จังหวัดหรือภาคที่ไม่เคยประสบปัญหาน้ำท่วมจนเกิดเป็นภาพสะท้อนความทุกข์ยาก และความเสียหายเหมือนเมื่อครั้งน้ำท่วมใหญ่ปลายปี 2554 หวนกลับมาหลอกหลอนอีกครั้ง พร้อมๆ กับเกิดคำถามต่อรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เหตุใดรัฐบาลปล่อยให้เกิดปัญหาน้ำท่วมอีกได้อย่างไร
นอกจากปริมาณน้ำฝนเทกระหน่ำจนเกิดน้ำป่าไหลหลากท่วมขังกระจายไปตามจังหวัดภาคต่างๆ แต่สำหรับพื้นที่วิกฤตหนักและน่าเป็นห่วงที่สุดรอบปีนี้กลับพุ่งไปยังโซนภาคตะวันออก
โดยเฉพาะ จ.ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี รวมไปถึงนิคมอุตสาหกรรมในโซนตะวันออก ก็ได้รับผลกระทบตามไปด้วย นับว่าเป็นความเดือดร้อนที่สุดในรอบ 30 ปี นับแต่เคยเกิดภัยพิบัติน้ำท่วมในพื้นที่ภาคตะวันออก
ถึงขนาด ชินโสะ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ใช้โอกาสในช่วงพบปะนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ที่ประเทศบรูไน กล่าวแสดงความห่วงใยน้ำท่วมในไทย พร้อมฝากให้รัฐบาลไทยช่วยดูแลอุตสาหกรรมญี่ปุ่นที่ได้รับผลกระทบด้วย
ย่อมแสดงให้เห็นว่า ปัญหาน้ำท่วมกำลังมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลไทยทีเดียว
หากพิจารณาถึงปริมาณน้ำฝน 1,000 ล้าน ลบ.ม. ที่กระหน่ำลงมาอย่างหนักใน จ.ปราจีนบุรี ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา แต่ศักยภาพการระบายน้ำลงสู่ทะเลกลับทำได้เพียง 200 ล้าน ลบ.ม. เท่านั้น ดังนั้นปริมาณน้ำฝนดังกล่าวที่ไหลมาจากเขาใหญ่และเขาพนมดงรัก จึงไม่ได้ไปไหน ย่อมไหลทะลักลงสู่พื้นที่ราบ เป็นเหตุให้ปราจีนบุรีกลายเป็นเมืองบาดาล
เมื่อติดตามการทำงานของฝ่ายนโยบายอย่าง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม จึงเป็นไปตามใบคิวสั่งมาด้วยการลงตรวจเยี่ยมสถานการณ์น้ำท่วม จ.ปราจีนบุรี เมื่อวันที่ 29 ก.ย.ที่ผ่านมา
เป็นการลงพื้นที่ไปกำชับการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เร่งทำงาน และเป็นการปลอบขวัญและซับน้ำตาประชาชนที่ประสบอุทกภัยด้วยตัวเอง พร้อมๆ กับหยอดคำมั่นสัญญาว่าภายใน 2 วันสถานการณ์น้ำท่วมจะดีขึ้นเท่านั้น แต่คล้อยหลังไม่กี่วันสถานการณ์น้ำกลับเข้าท่วมซ้ำซาก
จริงอยู่รัฐบาลระดมสรรพกำลังที่มีอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ที่มี ปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน กบอ. ด้วยระบบสั่งการแบบบูรณาการ หรือระบบซิงเกิลคอมมานด์ ที่มอบนโยบายให้มีการประสานจังหวัดในพื้นที่เสี่ยงภัยเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมกับร่วมกันทำงานระหว่างกระทรวงและกองทัพ สนับสนุนกำลังพลและยุทโธปกรณ์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเต็มกำลัง และเน้นย้ำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเร่งชี้แจงข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องตามข้อเท็จจริงสร้างความเข้าใจแก่ประชาชนในพื้นที่
ทั้งที่ปลอดเคยระบุการบริหารจัดการน้ำปีนี้รัฐบาลเอาอยู่ เพราะปริมาณน้ำฝนในปีนี้ยังน้อยกว่าปี 2555
แต่เหตุใดรัฐบาลหรือ กบอ.ไม่อาจบริหารจัดการน้ำ หรือแก้ไขปัญหาสถานการณ์น้ำท่วมในภาคตะวันออกได้ทันท่วงที กลับปล่อยให้พื้นที่ไข่แดง ทั้งเขตนิคมอุตสาหกรรมและพื้นที่เมือง เกิดปัญหาน้ำท่วมหนักได้
อาจกล่าวได้ว่า นับแต่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปลายปี 2554 รัฐบาลไม่มีแผนบริหารจัดการน้ำภาคตะวันออก หรือภาคอื่นๆ เลย เช่น ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ เป็นต้น
ทั้งระบบตั้งแต่การเฝ้าระวัง การเตือนภัย หรือการรับมือสถานการณ์น้ำท่วม เหมือนกับพื้นที่จังหวัดลุ่มน้ำเจ้าพระยา จึงกลายเป็นเหตุผลอันสำคัญทำให้รัฐบาลประเมินสถานการณ์ต่ำ หรือประมาทในการรับมือน้ำท่วมนอกพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยานั่นเอง
ยิ่งเมื่อไปพิจารณาโครงการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน 3.5 แสนล้านบาท ในทั้ง 9 โมดูล และงบกลางวงเงิน 1.2 แสนล้านบาท เพื่อใช้จ่ายในการเยียวยา ฟื้นฟู และป้องกันความเสียหายจากอุทกภัยอย่างบูรณาการ ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมใหญ่เมื่อปลายปี 2554 ซึ่งงบทั้งหมดทุ่มไปกับการป้องกันและปิดล้อมพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาเท่านั้น
แต่สำหรับพื้นที่ภาคตะวันออกมิได้มีแผนงานบริหารจัดการน้ำ หรืองบประมาณในการป้องกันน้ำท่วมบรรจุอยู่ในโครงการการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ทั้ง 9 โมดูลแต่อย่างใด เช่น ฟลัดเวย์ พื้นที่ปิดล้อม แก้มลิง ขุดลอกแม่น้ำสายหลัก หรือการสร้างอ่างเก็บน้ำ เป็นต้น
สาเหตุของภัยพิบัติน้ำท่วมหนักที่สร้างความเสียหายจำนวนมากในปีนี้ ไม่ใช่จากธรรมชาติเพียงลำพังเท่านั้น แต่เกิดจากฝีมือในการบริหารจัดการของรัฐบาลด้วยเช่นกัน เพราะชาวบ้านต่างคาดหวังรัฐบาลและ กบอ.จะแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่านี้







