posttoday
คนเดือนตุลาฯ เจตนารมณ์ที่ไร้แนวทาง

คนเดือนตุลาฯ เจตนารมณ์ที่ไร้แนวทาง

11 ตุลาคม 2556

ใน “สังคมอุดมปัญหา” ที่ประชาชนกำลัง “แสวงหาทางออก” กันอยู่ในขณะนี้ ทำให้หลายคน “โหยหา” พลังเพื่อการเปลี่ยนแปลงกันอย่างมากมาย และหนึ่งในนั้นก็คือ พลังนิสิตนักศึกษาแบบ 14 ต.ค. 2516

ใน “สังคมอุดมปัญหา” ที่ประชาชนกำลัง “แสวงหาทางออก” กันอยู่ในขณะนี้ ทำให้หลายคน “โหยหา” พลังเพื่อการเปลี่ยนแปลงกันอย่างมากมาย และหนึ่งในนั้นก็คือ พลังนิสิตนักศึกษาแบบ 14 ต.ค. 2516

ในขณะที่หลายสำนักข่าวก็พยายามหาคำตอบให้กับสังคมด้วยการตั้งประเด็นว่า พลังนักศึกษาหายไปไหน? แบบย้ำคิดย้ำทำเช่นเดียวกับคนจัดงาน ผมเองเคยไปหลง “รำลึก” อย่าง “ไร้เดียงสา” กับพวกเขาในระยะต้นๆ แต่พอมารู้ภายหลังว่า พลังนิสิตนักศึกษา “ไม่ใช่พลังอิสระ” ก็เลยไม่ได้เข้าร่วม แต่ก็ยกย่องในเจตนาอันงดงามของนิสิตนักศึกษาเสมอมา

ที่ว่าไม่ใช่พลังอิสระก็เพราะพลังนิสิตนักศึกษาทุกประเทศต้องไป “ขึ้นต่อ” “การนำ” ของขบวนการเมืองใดขบวนการเมืองหนึ่ง (เผด็จการ ประชาธิปไตย คอมมิวนิสต์) ดังนั้นนิสิตนักศึกษาจึงไม่ใช่ “พลังการปฏิวัติ”

เหตุการณ์ 14 ต.ค. 2516 ไม่ใช่ชัยชนะของนิสิตนักศึกษาที่ต้องการประชาธิปไตย แต่เป็นชัยชนะของพรรคที่ถือแนวทางระบอบเผด็จการระบบรัฐสภา “ประชาธิปัตย์” ที่นำโดย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ต่างหาก

ท่านคึกฤทธิ์ไม่พอใจที่จอมพลถนอมและพวกทำการรัฐประหารตัวเอง เพราะการรัฐประหารตัวเองเป็นการ “ปิดโอกาส” พรรคประชาธิปัตย์ขึ้นมาเป็นรัฐบาล พอทหารกลุ่มของจอมพลถนอมและพวกกับฝ่าย พล.อ.กฤษณ์ สีวะรา และพวก (พล.อ.ประจวบ สุนทรางกูร พล.อ.บุญชัย บำรุงพงศ์ ผู้บัญชาการทหารรับจ้างอเมริกันรบในลาว พล.ท.วิทูรย์ ยะสวัสดิ์) ขัดแย้งกัน ท่านจึงใช้ความเป็น 1.อาจารย์มหาวิทยาลัย 2.เป็นเจ้าของสื่อ (หนังสือพิมพ์สยามรัฐ) 3.เป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ฯลฯ ออกมา “ชิงการนำ” และขึ้นครองอำนาจในเวลาต่อมา

ดังนั้น คำกล่าวที่ว่า 14 ตุลาฯ เป็นชัยชนะของนักศึกษาจึงไม่จริง เพราะความจริงก็คือ นิสิตนักศึกษาและทหารฝ่ายตรงข้ามกับจอมพลถนอมประภาส เป็น “เครื่องมือ” ทางการเมืองให้พรรคประชาธิปัตย์ต่างหาก

ถ้าพูดถึง “แนวทาง” 14 ต.ค. 2516 แล้วก็ต้องพูดถึง “เจตนารมณ์” 14 ต.ค. 2516 ด้วย จึงเข้าใจถึงการเคลื่อนไหวของพวกเขาได้อย่างเป็นวิชาการ

ก่อนอื่นต้องเรียนเอาไว้ก่อนว่า “การเคลื่อนไหวของประชาชน” ไม่มีครั้งไหนเลยที่ “ไม่มีเจตนาก้าวหน้า” หรือ “ไม่มีเจตนาปฏิวัติ” (ยกเว้นการเคลื่อนไหวมวลชนจัดตั้งที่มีเจตนาแอบแฝง) แต่ความสำเร็จของการเคลื่อนไหวประชาชนเพื่อแก้ไขปัญหาใดๆ ก็ตาม “ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ” “เจตนา” แต่อยู่ที่ “มรรค” หรือ “แนวทาง” ต่างหาก และมรรคหรือแนวทางก็ต้องเป็น “สัมมามรรค” ด้วย ขืนเอา “มิจฉามรรค” ไปแก้ ถึงจะมีความเพียรพยายามสักเท่าใดก็ไม่มีทางสำเร็จ ไม่ว่าจะแก้ปัญหาทางจิต ทางการเมือง การสร้างเครื่องบิน สร้างจรวด หรืออื่นสิ่งใด

ดังนั้น เราจึงไม่จำเป็นต้องดูที่เจตนามาก เพราะเจตนาก้าวหน้าเหมือนๆ กัน แต่สิ่งที่ต้องเพ่งกันอย่างตั้งอกตั้งใจ คือ “แนวทาง” เพราะ “แนวทาง” เป็นเครื่องตัดสิน “ผลลัพธ์” (ของทุกๆ การเคลื่อนไหวทางการเมือง) ของเจตนา

มวลชน 14 ตุลาฯ มีเจตนาประชาธิปไตยล้านเปอร์เซ็นต์ แต่ไปเรียกร้องรัฐธรรมนูญไม่เรียกร้องประชาธิปไตยตาม “การนำ” ของแนว “เผด็จการระบบรัฐสภา” (ที่มีการเรียกร้องรัฐธรรมนูญมาก่อน 14 ต.ค.) ดังนั้นผลที่นิสิตนักศึกษาได้รับก็คือ “การปกครองแบบเผด็จการระบบรัฐสภา” ที่สร้างปัญหาให้ชาติในวันนี้นั่นเอง (แนวทาง 1.รัฐประหารร่างรัฐธรรมนูญใหม่ 2.ปฏิรูปการเมืองเพื่อร่างรัฐธรรมนูญใหม่ของหมอประเวศและพวกที่ไปรับจ๊อบ มารุต บุนนาค รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ในสมัยโน้นมาทำ และ 3.การปฏิรูปทางการเมืองของยิ่งลักษณ์ที่มี บรรหาร ศิลปอาชา มารับจ๊อบในวันนี้ ก็เป็นผลมาจากแนวทาง 2475 และแนวทาง 14 ตุลา 2516 ที่ผิดๆ นั่นแหละ)

การเคลื่อนไหวนอกจากจะต่างกันเรื่อง “แนวทาง” แล้ว “รูปแบบ” ของการเคลื่อนไหวของแนวทางก็ยังกันอีกต่างหาก

การเคลื่อนไหวครั้งสำคัญๆ ของนิสิตนักศึกษาที่สำคัญๆ ในอดีตมี 3 ครั้งดังนี้ครับ

1.เคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยและคัดค้านการเลือกตั้งสกปรก 2 มี.ค. 2550

2.การเคลื่อนไหวเรียกร้องรัฐธรรมนูญ 14 ต.ค. 2516 และ

3.การเคลื่อนไหวต่อสู้ด้วยอาวุธในช่วง 6 ต.ค. 2519

การเคลื่อนไหว 2 มี.ค. 2500 มีแนวทางเรียกร้องประชาธิปไตยและคัดค้านการเลือกตั้งสกปรก โจมตีเผด็จการทุกพรรคทุกฝ่ายทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้าน แถมยังมีแนวทางของนักศึกษาเอง ดังนั้นการเคลื่อนไหว 2 มี.ค. จึงเป็นการเคลื่อนไหวนักศึกษาบนแนวทางที่ “ก้าวหน้า”

ส่วนการเรียกร้องรัฐธรรมนูญของนิสิตนักศึกษาตามแนวทางพรรคประชาธิปัตย์ในช่วง 14 ต.ค. 2516 นิสิตนักศึกษาจึงเป็นแค่กำลังทางการเมืองให้พรรคประชาธิปัตย์ เพื่อการเปลี่ยนระบอบเผด็จการทหารมาเป็นระบอบเผด็จการรัฐสภา จึงเป็นการเคลื่อนไหวบนแนวทางที่ “ล้าหลัง”

ส่วน 6 ต.ค. 2519 นิสิตนักศึกษาเดินตามแนวทางการต่อสู้ด้วยอาวุธของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (แนวทางเดียวกับพรรคคอมมิวนิสต์จีนสมัยเหมาเจ๋อตงและแก๊งสี่คน พรรคคอมมิวนิสต์เขมรแดง พรรคคอมมิวนิสต์มาลายา ฯลฯ) จึงเป็นการเคลื่อนไหวที่ “ผิดพลาดและล้มเหลว”

ดังนั้น การรำลึกวันครบรอบ 40 ปี 14 ตุลาฯ ถ้าเอาแต่เอาวีรชนเอกชนในยุคโน้นมาบรรยายซ้ำบรรนยายซากโดยไม่พูดถึงมรรคหรือแนวทางสร้างประชาธิปไตยที่ถูกต้อง ก็เลิกจัดเถอะครับ

ไร้เดียงสาทั้งพวกที่ไปถือหางทั้งเหลืองทั้งแดงนั่นแหละ!

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท