posttoday
ตลาดเกิดใหม่โงสัญญาณชัด สหรัฐหนีไม่พ้นคิวอี

ตลาดเกิดใหม่โงสัญญาณชัด สหรัฐหนีไม่พ้นคิวอี

11 ตุลาคม 2556

โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์

โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์

แม้ว่าในเดือนก่อนที่ประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะหักปากกาเซียนกูรูหลายสำนักด้วยการตัดสินใจเดินหน้าการคงนโยบายผ่อนปรนเชิงปริมาณ (คิวอี) เดือนละ 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐเอาไว้ต่อ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้นักลงทุนทั่วโลกหมดความคลางแคลงใจว่าการประชุมเฟดที่เหลืออีก 3 ครั้งก่อนจบปีนี้ เฟดจะลดปริมาณคิวอีลงหรือไม่

เพราะจากรายงานผลการประชุมเฟดเมื่อเดือนที่แล้ว ได้บ่งชี้ว่า ทั้งๆ ที่มติที่ประชุมยังคงยืนกรานให้ยังคงการใช้คิวอีเดือนละ 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐเอาไว้ แต่ในที่ประชุมส่วนใหญ่ยังมองว่าเฟดน่าจะลดปริมาณวงเงินที่อัดฉีดลงบ้างภายในก่อนสิ้นปีนี้เอาไว้อยู่ดี

ถึงกระนั้น หากมาวิเคราะห์ถึงสถานการณ์ความเป็นไปของภาวะเศรษฐกิจสหรัฐ รวมไปถึงปัญหาความวุ่นวายทางการเมือง ที่ส่งผลถึงนโยบายการคลังแล้ว ต้องยอมรับเลยว่า

โอกาสที่เฟดจะลดขนาดคิวอี ตามรายงานที่ประชุมเมื่อเดือน ก.ย.ที่ให้ไว้ว่าจะลดลงในปีนี้จึงแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยด้วยประการทั้งปวง

เพราะภาวะตีบตันทางการเมืองจากการงัดข้อกันไปมาระหว่างสองพรรคการเมืองใหญ่ในสหรัฐ ที่จับเอาเรื่องของการคลังประเทศเป็นตัวประกันกำลังทำร้ายเศรษฐกิจสหรัฐที่ดูเหมือนจะเริ่มฟื้นตัวขึ้นให้กลับมาย่ำแย่ลงอีกครั้ง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาวะการปิดตัวลงของหน่วยงานรัฐบาลกลางหลายแห่งกำลังสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจเมืองลุงแซมไปแล้วมากถึง 1,600 ล้านเหรียญสหรัฐ หลังจากที่รัฐบาลและฝ่ายค้านซึ่งครองเสียข้างมากกันคนละสภาไม่สามารถผ่านร่างกฎหมายงบประมาณการเงินปี 2014 ออกมาใช้ได้ทันตามกำหนดเส้นตายเมื่อวันที่ 30 ก.ย.ที่ผ่านมา

และถ้าหากว่า วิกฤตทางตันจากการปิดตัวลงของหน่วยงานราชการยืดเยื้อต่อไปเรื่อยๆ ก็จะยิ่งทำให้ระบบเศรษฐกิจสหรัฐทั้งประเทศ ได้รับความบอบช้ำมากขึ้นไปอีก

แบงก์ออฟอเมริกา เมอร์ริล ลินช์ ประเมินว่า หากปัญหาดังกล่าวลากยาวต่อไปเป็นสัปดาห์ที่สอง จะทำให้จีดีพีในไตรมาส 4 ปีนี้หายไป 0.5% และจะฉุดมากถึง 2% หากผ่านไปเป็นเวลา 1 เดือนแล้วยังแก้ไขไม่ได้

นอกจากนี้ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐจะยิ่งทวีความร้ายแรงมากขึ้นไปอีกหลายสิบเท่าตัว ถ้าหากว่าสภาคองเกรสยังไม่สามารถลุยแก้ปัญหาการขยายเพดานหนี้ที่ 16.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐได้ทันก่อนวันที่ 17 ต.ค.นี้ จนนำพาประเทศถลำเข้าสู่ “ภาวะผิดนัดชำระหนี้ครั้งแรกในประวัติศาสตร์”

เนื่องจากการเบี้ยวหนี้จะทำลายความน่าเชื่อถือของพันธบัตรสหรัฐที่เคยเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดความเสี่ยงและใช้เป็นหลักทรัพย์ในการค้ำประกันเงินกู้ในธนาคารทั้งในและต่างประเทศให้พังทลายลง

ซึ่งนั่นย่อมจะส่งผลให้การเข้าถึงแหล่งเงินกู้ในตลาดมีต้นทุนสูงขึ้นทันที และส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อไปยังภาคธุรกิจต่างๆ ในประเทศที่ต้องเผชิญกับภาวะต้นทุนทำธุรกิจสูงขึ้นตามไปด้วย

นอกจากนี้ ทั่วโลกก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย และอาจเลวร้ายกว่าเมื่อครั้งที่เกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินในปี 2008

เนื่องจากภาวะเบี้ยวหนี้ของสหรัฐจะทำให้ตลาดการระดมทุนจากพันธบัตรของรัฐบาลและการกู้ยืมเงินเกิดปัญหาขึ้นทันที

ไม่เพียงเท่านั้น หากสหรัฐเบี้ยวหนี้ขึ้นมาจริงๆ ก็ย่อมจะต้องโดนบริษัทและสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือต่างๆ เฮโลกันออกมาหั่นเครดิตของพันธบัตรสหรัฐลงอย่างแน่นอน

เพราะทั้งๆ ที่สหรัฐเพียงแค่เสี่ยงจะเข้าสู่ภาวะผิดนัดชำระหนี้ หลังจากที่สภาคองเกรสยอมผ่านกฎหมายขึ้นเพดานหนี้ ในช่วงเกือบวินาทีสุดท้ายเมื่อกลางปี 2011 สหรัฐยังถูกบริษัท แสตนดาร์ดแอนด์พัวร์ (เอสแอนด์พี) หั่นเครดิตจากที่ระดับสูงสุดมาแล้ว

ดังนั้น เมื่อ 2 วิกฤต ทั้งภาวะการปิดตัวลงของหน่วยงานรัฐบาลและปัญหาการผิดนัดชำระหนี้มาผสมโรงเข้าด้วยกัน ก็ทำให้เป็นที่คาดหมายว่าเศรษฐกิจสหรัฐอาจเข้าสู่ภาวะถดถอยเหมือนเมื่อครั้งที่เกิดวิกฤตการเงินในปี 2008

ซึ่งนั่นทำให้ เฟด จึงยังจำเป็นต้องคงมาตรการคิวอีเอาไว้อีกยาว ไปจนถึงปีหน้าเป็นอย่างน้อย เพื่อประเมินท่าทีทางเศรษฐกิจใหม่

มาร์ค ซานดี หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากบริษัท มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส คาดว่าปัญหาทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจะทำให้ เฟดน่าจะยังคงคิวอีไว้จนถึงปี 2014 และยิ่งหากเหล่านักการเมืองยังไม่สามารถเจรจาแก้ไขหาทางออกร่วมกันได้นานเท่าไร ก็จะยิ่งเป็นการยืดวันชะลอมาตรการอัดฉีดออกไปอีกเท่านั้น

ประการต่อมา ผลจากการที่ประธานาธิบดี บารัก โอบามา ของสหรัฐ ตัดสินใจเลือก เจเน็ต เยลเลน รองผู้ว่าการเฟดขึ้นสานต่อ เบน เบอร์แนนคี ผู้ว่าการเฟดคนปัจจุบัน ที่จะหมดวาระลงในเดือน ม.ค.ปีหน้า ก็เป็นอีกเหตุผลสำคัญที่จะทำให้นักวิเคราะห์และตลาดเชื่อมั่นว่า เฟด น่าจะยังคงเก็บคิวอีเอาไว้ต่อไปจนถึงปี 2014 เป็นอย่างน้อย

เนื่องจากผู้ว่าการเฟดหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ของสหรัฐเป็นผู้ดำเนินนโยบายการเงินที่มีบทบาทสำคัญในการออกแบบและผลักดันมาตรการคิวอีมาโดยตลอด อีกทั้งยังเป็นผู้ให้ความใส่ใจกับปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ เช่น อัตราการจ้างงาน และเงินเฟ้อเป็นอย่างมาก

จึงเชื่อได้แน่ว่าเมื่อ เยลเลน ขึ้นมาดำรงตำแหน่งน่าจะตัดสินใจคิวอีไว้ต่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะที่อัตราการว่างงานในประเทศยังคงสูงกว่า 7%

ประการสุดท้าย แรงกดดันจากต่างประเทศ รวมถึงองค์กรชั้นนำทางเศรษฐกิจโลกที่ต้องการให้แบงก์ชาติสหรัฐทบทวนการตัดสินใจการคงคิวอีเอาไว้ต่อยังมีมากอยู่

เนื่องจากหวั่นเกรงว่าหากมาตรการอัดฉีดของเฟดที่ทำให้เกิดสภาพคล่องทางการเงินอย่างล้นหลามและเป็นตัวหล่อเลี้ยงการเติบโตของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาจบลง อาจทำให้ภาวะเศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะกลุ่มตลาดเกิดใหม่ต้องถึงกับทรุดลงเลยทีเดียว

เนื่องจากกระแสทุนจะหลั่งไหลกลับไปหาผลตอบแทนที่ดีและมั่นคงกว่าในสหรัฐแทน และนั่นก็ทำให้เกิดปัญหาสภาพคล่องตรึงตัวและค่าเงินที่เคยแข็งค่าก็จะอ่อนยวบลงอย่างหนัก ทำให้เป็นการเข้ากระหน่ำซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวเป็นทุนเดิมอยู่แล้วให้ยิ่งต้องเจ็บตัวหนักขึ้นไปอีก

ทั้งนี้ เพียงแค่ผู้ว่าการเฟดออกมาส่งสัญญาณว่าจะเริ่มชะลอคิวอีลงตั้งแต่กลางปีที่ผ่านมา ก็ทำให้เกิดภาวะกระแสทุนไหลออกอย่างหนักในกลุ่มตลาดเกิดใหม่แล้ว และทำให้ค่าเงินของหลายประเทศเช่น อินเดีย และอินโดนีเซีย อ่อนยวบลงอย่างหนัก และนำไปสู่ความหวาดวิตกกันว่าจะนำไปสู่การเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในเอเชียเหมือนช่วงปี 19971998 ขึ้นซ้ำสองอีกครั้ง

ล่าสุด กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ถึงขั้นออกโรงเตือนเลยว่า ถ้าหากว่าเฟดตัดสินใจลดคิวอีเร็วเกินไป อาจทำให้ตลาดพันธบัตรทั่วโลกก็เสี่ยงได้รับความเสียหายมากถึง 2.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งนั่นยังไม่นับรวมกับความเสียหายที่จะบังเกิดขึ้นกับตลาดหุ้น ตลาดอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา และตลาดอสังหาริมทรัพย์

เนื่องจากความผันผวนและความวุ่นวายในตลาดทุนที่จะเกิดขึ้นตามมา จะส่งผลสะเทือนไปยังตลาดพันธบัตรทั่วโลกทันที เห็นได้จากการที่ผลตอบแทนพันธบัตรที่ดีดตัวสูงขึ้นในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ไอเอ็มเอฟ ยังระบุอีกว่า ความกังวลว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะสูงขึ้นจะไปขัดขวางการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกตามไปด้วย

จากเหตุผลทั้งหมดที่ให้มา จึงเป็นสิ่งที่บ่งชี้อย่างชัดเจนว่ามาตรการคิวอีของเฟดยังคงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเศรษฐกิจเมืองลุงแซมอยู่

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง