posttoday
นโยบายการคลังสหรัฐตัวแปรสะเทือนเศรษฐกิจโลก

นโยบายการคลังสหรัฐตัวแปรสะเทือนเศรษฐกิจโลก

11 ตุลาคม 2556

ผมคิดว่าข่าวเศรษฐกิจที่นักลงทุนต่างติดตามอย่างใกล้ชิดคือ เรื่องปรากฏการณ์ปิดหน่วยงานรัฐบาลกลางสหรัฐ (U.S. Government Shutdown) อีกครั้งในรอบกว่า 18 ปี (ครั้งก่อนหน้านี้เมื่อปี ค.ศ. 1995-1996) อันเนื่องมาจากการเจรจาในเรื่องงบประมาณปี 2557 ที่ไม่ลงตัวระหว่างประธานาธิบดีโอบามา (ฝ่าย Democrat) และสภาผู้แทนราษฎร (ฝ่าย Republican) โดยเฉพาะในประเด็นการนำนโยบายสาธารณสุขภายใต้กฎหมาย The Affordable Care Act ค.ศ. 2010 หรือที่เรียกกันว่า Obamacare มาบังคับใช้ในปีงบประมาณ 2557

ผมคิดว่าข่าวเศรษฐกิจที่นักลงทุนต่างติดตามอย่างใกล้ชิดคือ เรื่องปรากฏการณ์ปิดหน่วยงานรัฐบาลกลางสหรัฐ (U.S. Government Shutdown) อีกครั้งในรอบกว่า 18 ปี (ครั้งก่อนหน้านี้เมื่อปี ค.ศ. 1995-1996) อันเนื่องมาจากการเจรจาในเรื่องงบประมาณปี 2557 ที่ไม่ลงตัวระหว่างประธานาธิบดีโอบามา (ฝ่าย Democrat) และสภาผู้แทนราษฎร (ฝ่าย Republican) โดยเฉพาะในประเด็นการนำนโยบายสาธารณสุขภายใต้กฎหมาย The Affordable Care Act ค.ศ. 2010 หรือที่เรียกกันว่า Obamacare มาบังคับใช้ในปีงบประมาณ 2557

นอกจากนี้ ยังจะมีปัญหาเพดานหนี้ของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาที่กำลังจะตามมาในวันที่ 17 ต.ค.นี้ ซึ่งทั้งหมดนี้กำลังเป็นประเด็นต่อรองทางการเมืองของสหรัฐที่ประธานาธิบดีโอบามา (ฝ่าย Democrat) และวุฒิสภา (ฝ่าย Democrat) กับสภาผู้แทนราษฎร (ฝ่าย Republican) ต่างฝ่ายต่างมีวาระของตัวเอง จุดยืนของพรรค Republican ต้องการให้รัฐบาลกลางต้องปรับลดรายจ่ายงบประมาณในจำนวนที่เท่ากันหรือมากกว่าเพดานหนี้ที่จะขอปรับเพิ่มขึ้นโดยฝ่ายบริหารภายใต้ประธานาธิบดีโอบามา

ปรากฏการณ์ปิดหน่วยงานรัฐบาลกลางสหรัฐทำให้เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางสหรัฐที่จัดอยู่ในหมวด “ไม่จำเป็น” หรือ “NonEssential” ต้องถูกพักงานแล้วกว่า 8 แสนคน ซึ่งทำเนียบขาวสหรัฐประเมินความเสียหายที่ 10 พันล้านเหรียญสหรัฐต่อสัปดาห์ ซึ่งนั่นหมายความว่าหากปรากฏการณ์ปิดหน่วยงานรัฐบาลกลางสหรัฐยืดเยื้อถึง 3 อาทิตย์เหมือนครั้งก่อนในปี ค.ศ. 19951996 จะมีความเสียหายคิดเป็นเกือบ 0.2% ของจีดีพีสหรัฐ

นอกจากนี้ ประเด็นที่อาจจะกำลังเป็นชนวนให้จุดระเบิดวิกฤตความเชื่อมั่นอีกต่อไปคือ เพดานหนี้ของสหรัฐที่ปัจจุบันอยู่ที่จำนวน 16.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งกระทรวงการคลังสหรัฐประเมินว่า การกู้เงินของรัฐบาลจะชนเพดานหนี้ภายในวันที่ 17 ต.ค.นี้ ซึ่งหากไม่มีข้อตกลงของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐในการเพิ่มเพดานหนี้ก็จะทำให้กระทรวงการคลังสหรัฐไม่สามารถกู้เงินเพิ่มได้ และรัฐบาลสหรัฐอาจจะต้องผิดนัดชำระหนี้พันธบัตรรัฐบาลในที่สุดหากไม่สามารถกู้เงินได้

อันที่จริงเรื่องเพดานหนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่นะครับ เป็นประเด็นที่ทางการสหรัฐถกเถียงกันมา 23 ปีแล้ว โดยที่ข้อกำหนดเพดานหนี้ของสหรัฐมาจากกฎหมาย The Second Liberty Bond Act เริ่มบังคับใช้ปี ค.ศ. 1917 ที่กำหนดเพดานหนี้ที่กระทรวงการคลังสหรัฐสามารถกู้ได้ และให้เป็นอำนาจของรัฐสภาในการขยายวงเงินเพดานหนี้ ทั้งหมดนี้ได้กระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลก เพราะพันธบัตรสหรัฐที่ทุกคนเคยคิดว่าเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัยที่สุด มาในวันนี้ก็เริ่มไม่แน่นอนแล้วว่า ผู้ถือครองพันธบัตรจะได้รับชำระตรงตามเวลาหรือไม่

ผมยังเชื่อว่ารัฐบาลสหรัฐน่าจะสามารถหาทางออกในเรื่องนี้ได้ เพราะอันที่จริงกฎหมายสหรัฐเรื่องการก่อหนี้รัฐบาลก็มีประเด็นที่ขัดแย้งกันเอง เพราะรัฐธรรมนูญสหรัฐภายใต้มาตรา 4 แห่ง The 14th Amendment of the U.S. Constitution ระบุไว้ชัดเจนว่า “ห้ามมีข้อกังขาใดๆ ในหนี้ของรัฐบาลสหรัฐที่เกิดขึ้นโดยถูกต้องตามกฎหมาย” ซึ่งมาจากภาษาอังกฤษว่า “The validity of the public debt of United States authorized by law... shall not be questioned” ซึ่งหากประธานาธิบดีโอบามาหาทางออกไม่ได้ อาจจะใช้กฎหมายนี้ให้อำนาจฝ่ายบริหารในการกู้เงินได้นะครับ

นอกจากนี้ ยังมีความคิดแปลกๆ เช่น ข้อเสนอให้กระทรวงการคลังออกเหรียญล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือ Trillion Dollar Coin โดยอาศัยช่องว่างของกฎหมายที่ให้อำนาจกระทรวงการคลังสหรัฐสามารถผลิตเหรียญที่ทำจากแพลทินัมโดยที่มิได้จำกัดมูลค่าหน้าเหรียญ ซึ่งจะทำให้รัฐบาลสหรัฐสามารถออกเหรียญที่มีมูลค่าสูงมากๆ และฝากไว้กับธนาคารกลางสหรัฐ ทำให้รัฐบาลสหรัฐจะสามารถใช้จ่ายเงินภายใต้วงเงินนี้ได้ครับ (นั่นก็ไม่ต่างจากการพิมพ์เงินเท่าไรนัก) แต่นั่นก็จะมีความเสี่ยงในเรื่องของเงินเฟ้อและคำถามเรื่องวินัยการเงินการคลังที่ตามมา

ทั้งหมดนี้ก็เป็นเรื่องน่าปวดหัวของนโยบายการคลังสหรัฐที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลกนะครับ รวมทั้งการหาทางออกแปลกๆ มองมาที่ประเทศไทย เท่าที่ผมศึกษาจากกฎหมายการเงินการคลังและงบประมาณของเรา ในพระราชบัญญัติหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 ประเทศไทยไม่มีกฎหมายเพดานหนี้เหมือนสหรัฐ มีแต่กฎหมายจำกัดการขาดดุลงบประมาณ การค้ำประกันหนี้ และการกู้เงินต่างประเทศในแต่ละปีงบประมาณ

นอกจากนี้ โอกาสเกิดปรากฏการณ์ปิดหน่วยงานรัฐบาลเหมือนของสหรัฐก็ไม่มี เพราะกฎหมายงบประมาณไทยให้อำนาจในการใช้งบประมาณปีก่อนหน้าไปพลางก่อนได้ ซึ่งในประเด็นนี้ผมคิดว่ากฎหมายด้านการคลังในจุดนี้ของประเทศไทยน่าจะดีกว่าของทางสหรัฐในการสร้างความต่อเนื่องของนโยบายการคลังของประเทศครับ ก็คงจะต้องรอดูกันต่อไปว่าจะออกมาเป็นยังไงสำหรับเรื่องวุ่นๆ ของนโยบายการคลังสหรัฐครับ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท