
อเมริกาชัตดาวน์
มีหลายคนถามผมเรื่องวิกฤตงบประมาณของสหรัฐ ว่าจะส่งผลกระทบรุนแรงไปทั่วโลกและลามมาถึงไทยด้วยจริงหรือไม่
มีหลายคนถามผมเรื่องวิกฤตงบประมาณของสหรัฐ ว่าจะส่งผลกระทบรุนแรงไปทั่วโลกและลามมาถึงไทยด้วยจริงหรือไม่
บางคนเทขายหุ้นแบบล้างพอร์ตตั้งแต่ก่อนถึงเส้นตายวันที่ 1 ต.ค. แต่แล้วก็พบกับความสับสน เพราะพอเกิดชัตดาวน์ขึ้นมาจริงๆ ตลาดกลับฟื้นตัวขึ้นมาบางส่วน
ผมขอถือโอกาสไขข้อข้องใจของหลายๆ ท่าน เกี่ยวกับเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น ดังนี้
หนึ่ง วิกฤตงบประมาณของสหรัฐไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอย่างที่หลายคนคิด เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการต่อสู้ทางการเมืองระหว่างสองพรรคใหญ่ที่มีพละกำลังพอๆ กัน
โอกาสที่ความขัดแย้งจะนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจโลกหดตัวหรือถดถอยรุนแรงแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
ที่เราเห็นการแกว่งตัวของตลาดหุ้น เป็นเพียงเพราะทุกครั้งที่เกิดความไม่แน่นอน ก็จะมีผู้ลงทุนตัดสินใจลดความเสี่ยงลงบ้างเท่านั้น
นอกจากนี้ ยังอาจมีความพยายามเล่นข่าว เพื่อให้เกิดความผันผวน เพราะปัจจุบันมีผู้ลงทุนประเภทที่เชี่ยวชาญและหากินอยู่กับความผันผวนเป็นจำนวนไม่น้อย
สังเกตให้ดีจะเห็นว่าไม่ว่าจะมีข่าวเชิงลบเกี่ยวกับเรื่องนี้ออกมามากเพียงใด ดัชนีดาวโจนส์ก็ยังอยู่ใกล้ระดับสูงสุดตลอดกาล
ผมจึงขอถือโอกาสเตือนผู้ลงทุนว่า อย่าได้ตื่นเต้นหรือเป็นกังวลกับเรื่องนี้มากเกินกว่าเหตุ เพียงแต่อาจต้องระมัดระวังมากขึ้นในเรื่องความเสี่ยง
สอง ระบบการเมืองของสหรัฐที่หลายคนวิจารณ์ว่าเหมือนนิยายน้ำเน่า ไม่ต่างจากประเทศด้อยพัฒนา แต่ในความรู้สึกของผม มันแฝงความเป็นประชาธิปไตยที่ผมนึกไม่ออกว่า อีกนานเท่าไรการเมืองในบ้านเราจึงจะพัฒนาไปถึง
ปรัชญาเศรษฐกิจของสหรัฐแบ่งเป็น 2 ขั้ว ขั้วทางซ้ายมีพรรคเดโมแครตเป็นแกนนำ ขั้วทางขวามีพรรครีพับลิกันเป็นแกนนำ
ขั้วเดโมแครต เชื่อการใช้เครื่องมือภาครัฐในการกระจายรายได้และสร้างความเท่าเทียมกันในสังคม หรือเก็บภาษีจากคนรวยมาทำโครงการช่วยเหลือคนจน ซึ่งอาจถือว่ามีส่วนคล้ายนโยบายประชานิยมของเรา
ขั้วรีพับลิกัน เชื่อว่ารัฐบาลควรมีขนาดกะทัดรัดเท่าที่จำเป็น เพื่อให้เป็นภาระกับผู้เสียภาษีน้อยที่สุด จึงต่อต้านการขึ้นภาษีทุกรูปแบบ
ทั้งสองฝ่ายมีประชาชนให้การสนับสนุนใกล้เคียงกัน เพราะคนส่วนใหญ่ต้องเสียภาษีแลกเปลี่ยนกับการรับประโยชน์จากสวัสดิการของภาครัฐ
เห็นไหมครับว่าระบบการถ่วงดุลแบบนี้ไม่มีในบ้านเรา และจะยังไม่มีไปอีกนาน เพราะจำนวนผู้เสียภาษีของเรามีน้อยมาก จนไม่มีปากมีเสียงทางการเมือง
สาม เวทีหลักในการต่อสู้ระหว่างสองพรรคการเมืองใหญ่มีอยู่ 3 เวที คือทำเนียบขาว (เลือกตั้งประธานาธิบดี) สภาผู้แทน และวุฒิสภา
ประธานาธิบดีเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล แต่การจะเดินหน้านโยบายต่างๆ อย่างราบรื่น พรรคเดียวกันจะต้องครองเสียงข้างมากในสภานิติบัญญัติทั้งสองสภาด้วย มิฉะนั้นก็ต้องมีการประนีประนอม หรือเจรจาต่อรองแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ทางการเมือง เพื่อให้ฝ่ายค้านบางคนยอมหันมาเทคะแนนเสียงให้
พึงสังเกตว่า การเลือกลงคะแนนเสียงอย่างไร เป็นเอกสิทธิ์ของผู้แทนแต่ละคน ไม่มีการประชุมพรรคเพื่อกำหนดแนวทางในการลงมติ ไม่สามารถใช้มติพรรคบังคับและไม่สามารถข่มขู่ว่าจะขับออกจากพรรค
ระบบของสหรัฐต่างจากประเทศอื่นๆ ส่วนใหญ่ และต่างจากของเรา ซึ่งพรรคที่ครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล
ระบบของสหรัฐอาจมีข้อเสียที่การบริหารงานของรัฐบาลบางครั้งไม่ราบรื่น แต่ก็มีข้อดีที่ไม่สามารถใช้ระบบพวกมากลากไปได้ง่ายๆ เหมือนในอีกหลายๆ ประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มประเทศด้อยพัฒนาทางการเมือง ซึ่งน่าจะมีไทยรวมอยู่ด้วย
มีคนอเมริกันจำนวนไม่น้อยที่รู้สึกอุ่นอกอุ่นใจเป็นพิเศษ เมื่อไม่มีพรรคใดได้ครองเวทีหลักทั้ง 3 เวที โดยถือว่าช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาที่การเมืองมีสมดุล
สี่ วิกฤตงบประมาณครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากปัญหาเศรษฐกิจหรือปัญหาทางการเงินใดๆ ทั้งสิ้น ในทางตรงข้าม เศรษฐกิจสหรัฐในปัจจุบันเข้มแข็งและมีความสามารถในการแข่งขันสูงมาก
ปัญหาที่เกิดเป็นปัญหาการเมืองภายในล้วนๆ โดยมีเป้าหมายหลักอยู่ที่การเพิกถอนหรือชะลอการบังคับใช้กฎหมายหลักประกันสุขภาพที่เรียกกันว่า “โอบามาแคร์”
กฎหมายฉบับนี้รัฐบาลโอบามาเข็นผ่านสภามาได้อย่างหวุดหวิดในช่วงต้นปี ค.ศ. 2010 ในขณะที่พรรคเดโมแครตยังครองเสียงข้างมากในทั้งสองสภา แต่หลังการเลือกตั้งกลางเทอมในปลายปีเดียวกันเป็นต้นมา เดโมแครตก็สูญเสียการครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนให้รีพับลิกัน
ความพยายามในการยับยั้งโอบามาแคร์มีมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการชัตดาวน์ก็เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามนั้น
แต่การชัตดาวน์ไม่ใช่เรื่องใหม่ เคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง ครั้งสุดท้ายเมื่อ 17 ปีก่อน เมื่อถึงเวลาเกิดจริง จึงไม่มีเหตุการณ์รุนแรงใดๆ เกิดขึ้น
ข้อสุดท้าย ในความเป็นจริงเรื่องที่ตลาดทุนโลกเป็นห่วงมากกว่า คือเรื่องเพดานหนี้ของภาครัฐที่จะต้องมีการขยายภายในวันที่ 17 ต.ค. เพื่อไม่ให้รัฐบาลสหรัฐขาดสภาพคล่องและอาจต้องผิดนัดชำระหนี้
ความเสี่ยงในเรื่องผิดนัดชำระหนี้เป็นเรื่องที่มีผลกระทบกว้างไกลกว่าการชัตดาวน์ เพราะสหรัฐมีเจ้าหนี้อยู่ทั่วทุกมุมโลก นั่นก็คือผู้ที่ถือพันธบัตรรัฐบาลอเมริกันนั่นเอง
อาจเป็นความบังเอิญ แต่ผมเชื่อว่าเป็นความจงใจของฝ่ายรีพับลิกันในอดีต ที่กำหนดให้ทั้งสองเรื่องมีเส้นตายใกล้เคียงกัน คือห่างกันเพียง 17 วัน เพื่อให้เกิดแรงกดดันต่อทำเนียบขาวมากที่สุด
แต่การขยายเพดานหนี้ก็ทำมาแล้วหลายครั้ง ตลอดจนมีปัญหาทำนองเดียวกันมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนเช่นกัน แต่ทุกครั้งก็ผ่านมาได้ด้วยดี เพราะไม่มีฝ่ายใดอยากเสี่ยงต่อการถูกกล่าวหาในภายหลังว่าเป็นต้นเหตุให้มีวิกฤตเกิดขึ้น
ครั้งนี้ก็เช่นกัน เชื่อว่าในวินาทีสุดท้าย ฝ่ายรีพับลิกันจะยอมผ่านให้เป็นการชั่วคราว
มีคนทำนายว่า ทั้งปัญหาชัตดาวน์และปัญหาเพดานหนี้ จะวนเวียนกลับมาหลอกหลอนเราเป็นระยะ อย่างน้อยตลอดอายุที่เหลือของรัฐบาลโอบามา







