posttoday
ปฏิรูปปชปก้าวไม่พ้นกรอบเดิม

ปฏิรูปปชปก้าวไม่พ้นกรอบเดิม

09 ตุลาคม 2556

ดูทรงแล้วคงเป็นเพียงแค่ “ไมเนอร์เชนจ์” ปรับไฟหน้า เปลี่ยนกระจัง เสริมชุดแต่งรอบคัน แต่ไม่ใช่การยกเครื่องเปลี่ยนโฉม “เบนซ์เครื่องอีแต๋น” อย่างที่ประชาธิปัตย์เคยทำวิจัยถอดสรุปบทเรียนความพ่ายแพ้จากการเลือกตั้งที่ผ่านมา พร้อมเดินหน้าสู่การ “ปฏิรูป” ครั้งใหญ่

ดูทรงแล้วคงเป็นเพียงแค่ “ไมเนอร์เชนจ์” ปรับไฟหน้า เปลี่ยนกระจัง เสริมชุดแต่งรอบคัน แต่ไม่ใช่การยกเครื่องเปลี่ยนโฉม “เบนซ์เครื่องอีแต๋น” อย่างที่ประชาธิปัตย์เคยทำวิจัยถอดสรุปบทเรียนความพ่ายแพ้จากการเลือกตั้งที่ผ่านมา พร้อมเดินหน้าสู่การ “ปฏิรูป” ครั้งใหญ่

ดังจะเห็นจากข้อสรุปเบื้องต้นที่คณะกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ใช้เวลาถกกันในเนื้อหาสาระนานกว่า 5 ชม. สุดท้ายผลลัพธ์ที่ออกมาแทบไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงใน “โครงสร้าง” นอกจากขยับตรงนู้นนิด เขยื้อนตรงนี้หน่อย ตัดตรงนู้นมาโปะตรงนี้

เริ่มตั้งแต่ส่วนแรก “สภาที่ปรึกษา” ซึ่งเอาเข้าจริงก็เป็นแค่การต่อยอดจากเดิมซึ่งมีรูปแบบเป็นคณะกรรมการเดิม โดยมี “ชวน หลีกภัย” เป็นประธาน การปรับรอบนี้ก็แค่เพิ่มสัดส่วนกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเข้าไปอีกประมาณ 15 ตำแหน่ง

ผิดแผนไปจากเดิมที่ข้อเสนอจากคณะปฏิรูปพรรคต้องการผลักดัน “คณะกรรมการพรรค” หรือบอร์ดพรรค ที่จะเป็นการล้างโครงสร้างเดิม โดยตั้งเป็นกรรมการขึ้นมาแบ่งรับกระจายงานจากกรรมการบริหารพรรค เพื่อให้พรรคเปิดกว้าง ไม่ให้ทุกอย่างไปกระจุกผูกขาดคิดอ่านกันอยู่เพียงไม่กี่คน โดยมีแผนที่จะดึงความร่วมมือจากภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาคประชาสังคม นักวิชาการ กลุ่มสตรี เยาวชน ฯลฯ ไปจนถึงผู้หลักผู้ใหญ่ของพรรค อดีตรัฐมนตรีที่ถูกลืมเลือน

ทว่า ในที่ประชุมถกกันแล้วเห็นว่าคณะกรรมการชุดนี้อาจมีอำนาจหน้าที่ไปทับซ้อนกับคณะกรรมการชุดอื่นที่จะตั้งขึ้นมาทำงานในแต่ละด้าน ดังนั้น แผนนี้จึงถูกพับ ปรับรูปแบบ “บอร์ดพรรค” มารวบไว้กับสภาที่ปรึกษา

ทั้งที่เอาเข้าจริงด้วยอำนาจหน้าที่ของ “สภาที่ปรึกษา” ที่มีอยู่อย่างจำกัด ย่อมขับเคลื่อนหรือผลักดันประเด็นต่างๆ ด้วยตัวเองได้ยาก ดังจะเห็นว่าในทางปฏิบัติที่ผ่านมาแทบไม่เห็นความเคลื่อนไหว การเพิ่มจำนวนผู้ทรงคุณวุฒิเข้าไปโดยไม่มีการปรับขอบเขตอำนาจให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ย่อมยากที่จะมีผลในการเปลี่ยนแปลง

ส่วนที่สอง “กรรมการบริหารพรรค” จากปัจจุบัน 19 คน ที่มีแนวคิดจะปรับลดให้เหลือเพียง 15 คน แต่เมื่อแผนปลุกปั้น “บอร์ดพรรค” ถูกล้ม ทำให้ที่ประชุมกลับมาเพิ่มจำนวนกรรมการบริหารพรรคเป็น 25 คน โดยเพิ่มในส่วนของรองหัวหน้าพรรค ที่เลือกโดยหัวหน้าพรรค จากเดิม 3 คน เป็น 5 คน เพื่อให้มารับผิดชอบงานเฉพาะด้านที่ได้รับมอบหมาย ไม่ว่าจะเศรษฐกิจ สังคม ต่างประเทศ ฯลฯ

อีกส่วนที่เพิ่มขึ้นมาคือกรรมการบริหารพรรค ซึ่งมาจากที่ประชุมใหญ่เลือก จากเดิมมีเพียงแค่ 3 คน ปรับเพิ่มเป็น 7 คน เพื่อให้เสียงในกรรมการบริหารพรรคไม่ถูกผูกขาดด้วยตำแหน่งหัวหน้าพรรคมากเกินไป แถมยังสามารถมีมือไม้มาทำงานในด้านต่างๆ มากขึ้น

ส่วนสุดท้าย คณะปฏิบัติงานในพื้นที่ ซึ่งให้อำนาจหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค แต่งตั้งคณะทำงานขึ้นมาทำพื้นที่ ซึ่งจะต้องไปกำหนดรายละเอียดว่าจะแบ่งโซนอย่างไร ทั้งในพื้นที่ที่มี สส.เดิม และไม่มี สส. ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้เป็นที่มุ่งหวังว่าจะช่วยอุดช่องว่างในแต่ละพื้นที่ให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น แต่ขณะเดียวกันยังต้องรอดูว่าผลสุดท้ายจะออกมารูปแบบไหน

ทั้งนี้ หากย้อนกลับไปดู “โจทย์ใหญ่” ที่ “อลงกรณ์ พลบุตร” รองหัวหน้าพรรค ในฐานะแนวหน้ากล้าตายที่ออกมาปลุกกระแสปฏิรูปพรรคนั้น เห็นว่าปัญหาอยู่ที่ต้องเปิดกว้างรับฟังความคิดความเห็นสร้างแนวร่วมหลากหลายรอบด้าน ภายใต้กรอบที่ต้องปรับปรุง 3 ด้าน คือ 1.โครงสร้างและระบบ 2.การบริหารจัดการ และ 3.วัฒนธรรมองค์กรและบุคลากร

แม้ข้อสรุปที่ออกมาเวลานี้จะเป็นเพียงแค่บางส่วนบางตอนจากแผนใหญ่ ไม่ต้องรอดูไปถึงการผุดหน่วยงานใหม่ๆ อาทิ สำนักวิจัยและพัฒนานโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักวิจัยและพัฒนางบประมาณแผ่นดิน สำนักวิจัยและพัฒนากฎหมาย ศูนย์ช่วยเหลือประชาชน ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ

เพราะการออกตัวที่ยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างมากนัก ย่อมทำให้เส้นทางที่ “ประชาธิปัตย์” กระโดดออกจากวังวนความพ่ายแพ้ ที่ห่างหายการชนะเลือกตั้งมายาวนานนับ 21 ปี

ยิ่งดูท่าทีฮึดฮัดของ “อลงกรณ์” ที่ทวิตเตอร์ก่อนประชุมกรรมการบริหารพรรคว่า “ยกที่สองของการปฏิรูปพรรคประชาธิปัตย์ แต่ก็อาจเป็นยกสุดท้ายของผม ของเลขาธิการพรรค ของกลุ่มปฏิรูปหรือของคนบางคนบางกลุ่มในพรรคเก่าแก่แห่งนี้” ยิ่งคิดว่าท่าทีเนื้อหาการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างมากกว่าที่เห็นเวลานี้

โดยเฉพาะกับแนวคิดการกระจายอำนาจจากส่วนกลางไม่ให้ไปกระจุกอยู่ที่หัวหน้าพรรคหรือกรรมการบริหารพรรคมากเกินไป แต่สุดท้ายภายใต้กรอบที่เห็นเวลานี้ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเรื่องอำนาจ

ตรงกันข้ามทั้งโควตารองหัวหน้าพรรคที่เพิ่มขึ้น 2 คน จาก 3 คนเป็น 5 คน ซึ่งเป็นสิทธิของหัวหน้าพรรคที่จะเป็นผู้เลือก รวมไปถึงคณะปฏิบัติงานในพื้นที่ ซึ่งสุดท้ายก็ยังต้องกลับมาขึ้นตรงกับหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรค ทำให้อำนาจสุดท้ายก็ยังไม่ไปไหน

จะมีที่อาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่เห็นชัดเจนก็คือ ตัวคณะกรรมการบริหารพรรค ที่หลังจากแก้ระเบียบข้อบังคับเสร็จเรียบร้อย กรรมการบริหารชุดปัจจุบัน ไปจนถึงคณะกรรมการคัดเลือกผู้สมัคร คณะกรรมการนโยบาย คณะกรรมการส่งเสริมความเป็นประชาธิปไตย ซึ่งจะต้องถูกล้างไพ่ใหม่หมด และเปิดให้มีการเลือกตั้งใหม่

ความเปลี่ยนแปลงที่เห็นจึงอาจหมายถึงการเปลี่ยนแปลงแค่ตัวบุคคลที่จะขึ้นมาทำหน้าที่ในคณะกรรมการบริหาร ซึ่งไม่รู้ว่าเวลานั้น “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” จะได้รับเสียงโหวตกลับเข้ามานั่งเป็นหัวหน้าพรรคต่อหรือไม่

แต่ไม่ว่าจะเป็นใคร หากยังอยู่ภายในกรอบโครงสร้างเดิมๆ การปฏิรูปรอบนี้ของประชาธิปัตย์ก็คงจะไม่แตกต่างจากครั้งที่ผ่านๆ มา n

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท