
เอเชียสะท้านหนี้มะกันหนีไม่พ้นปัญหาศก. กระทบเติบโต
เข้าสู่สัปดาห์ที่สองของการปิดหน่วยงานรัฐบางส่วนของประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก รัฐบาลสหรัฐนำโดยประธานาธิบดี บารัก โอบามา
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
เข้าสู่สัปดาห์ที่สองของการปิดหน่วยงานรัฐบางส่วนของประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก รัฐบาลสหรัฐนำโดยประธานาธิบดี บารัก โอบามา ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงใดๆ ร่วมกันในสภาคองเกรสเพื่อยุติปัญหาที่เกิดขึ้นได้
ยิ่งไปกว่านั้น การที่พรรครีพับลิกันซึ่งครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร และพรรคเดโมแครตซึ่งครองเสียงข้างมากในวุฒิสภา ต่างยืนกรานท่าทีและจุดยืนของแต่ละฝ่ายชนิดไม่มีใครยอมถอย ก็ยิ่งทำให้ทั่วโลกหวาดวิตกมากกว่าเดิม
เหตุผลเพราะกลัวว่าความขัดแย้งนี้จะลามไปสู่การทำให้การเจรจาเพื่อเพิ่มความสามารถในการกู้ยืม (เพิ่มเพดานหนี้) ของรัฐบาลล้มเหลว จนสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยการที่สหรัฐผิดนัดชำระหนี้เป็นครั้งแรก
ทั้งนี้ เค้าลางความวุ่นวายที่ชวนให้ผวาเริ่มส่งผลกระทบต่อตลาดได้อย่างชัดเจนมากขึ้น โดยค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าแตะระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 8 เดือน ขณะที่ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ปรับตัวลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบเดือน ขณะที่ตลาดหุ้นหลักของหลายประเทศทั่วโลกยังคงอยู่ในภาวะผันผวน โดยดัชนีเอ็มซีเอสไอ เอเชียแปซิฟิก ไม่นับรวมญี่ปุ่น ปรับลดลงอีก 0.1%
ขณะเดียวกัน ก็สังเกตได้จากท่าทีของจีนและญี่ปุ่น ประเทศผู้ถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐรายใหญ่อันดับ 1 และ 2 ของโลกที่มูลค่าซึ่งวัดได้เมื่อเดือน ก.ค. ที่ 1.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และ 1.1 ล้านเหรียญสหรัฐ ตามลำดับ ต้องออกมาเคี่ยวเข็ญเพื่อกระตุ้นให้สหรัฐเร่งจัดการแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน โดยต้องไม่ผิดนัดชำระหนี้
จู กวงเหยา รองรัฐมนตรีคลังของจีน กล่าวว่า การป้องกันปัญหาหนี้คือความรับผิดชอบของสหรัฐที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของสหรัฐและทุกประเทศทั่วโลก ขณะที่เจ้าหน้าที่อาวุโสญี่ปุ่นอาศัยตัวอย่างความหายนะวุ่นวายที่เกิดขึ้นมาแล้วในตลาดเงินทั่วโลกในเดือน ก.ย. 2551 หลังจากที่สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐปฏิเสธไม่ให้เงินช่วยเหลือมูลค่า 7 แสนล้านเหรียญสหรัฐแก่ภาคอุตสาหกรรมการเงินของประเทศซึ่งล้มละลายจากวิกฤตเลห์แมน บราเธอร์ส
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ส่วนหนึ่งแสดงความเห็นตรงกันว่า ไม่ว่ารัฐบาลสหรัฐจะเลือกทางใดระหว่างขยายหรือไม่ขยายเพดานหนี้ ผลลัพธ์ที่ได้ล้วนไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นผลทางบวกต่อภูมิภาคเอเชียสักเท่าไรนัก
สำหรับทางเลือกแรกสุด ก็คือ สหรัฐไม่สามารถเจรจาบรรลุข้อตกลงขยายเพดานหนี้ได้ทันภายในกำหนดวันที่ 17 ต.ค. นี้ที่ แจ๊ค หลิว รัฐมนตรีคลังสหรัฐออกชี้แจงเตือนเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน เอเชียย่อมต้องเตรียมรับผลกระทบจากการผิดนัดชำระหนี้ของรัฐบาลสหรัฐได้เลย
ทิม บิตส์เบอร์เกอร์ ผู้อำนวยการบีเอ็นพี พาริบาส์ เอสเอ และอดีตเจ้าหน้าที่กระทรวงการคลังสหรัฐสมัยรัฐบาลจอร์จ ดับเบิลยู บุช ยอมรับว่า หากสหรัฐชำระหนี้ไม่ทันตามกำหนด ผลกระทบจากการกระทำดังกล่าวจะยิ่งขยายวงกว้างรุนแรงกว่าเมื่อครั้งที่วาณิชธนกิจเลห์แมน บราเธอร์ส ล่มสลายเสียอีก เพราะคราวเลห์แมนเป็นเพียงบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ แต่ครั้งนี้คือรัฐบาลสหรัฐ ซึ่งเป็นกลไกขับเคลื่อนสั่งการประเทศทั้งประเทศ
ทั้งนี้ แม้จะมีนักการเมืองส่วนหนึ่งออกมาโต้ว่าการไม่ขยายเพดานหนี้ ไม่ได้หมายความว่าสหรัฐต้องผิดนัดชำระหนี้เสมอไป เพราะอย่างน้อยสหรัฐยังมีเงินเพื่อใช้จ่ายและชำระใบเสร็จต่างๆ โดย อเล็กซ์ โรว์เวอร์ นักวิเคราะห์จากเจพี มอร์แกน กล่าวว่า วิธีการดังกล่าวเป็นเพียงการผิดนัดชำระหนี้ในทางเทคนิค คือสหรัฐยังไม่ได้เบี้ยวหนี้ แต่มีเงินไม่พอจนต้องไล่เรียงลำดับความสำคัญของเจ้าหนี้ และเลือกจ่ายให้กับเจ้าหนี้สหรัฐรายใหญ่เสียก่อน
แต่ผิดนัดก็คือผิดนัด ไม่มีทางเป็นอื่น โดย จิม แกรนท์ ผู้ก่อตั้งบริษัททางการเงิน แกรนท์ อินเทอรเรส กล่าวว่า ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ แต่การปล่อยให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวได้ส่งผลสั่นคลอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลกที่มีต่อสถานะของพันธบัตรสหรัฐในฐานะแหล่งพักพิงที่ปลอดภัยปลอดความเสี่ยง ดังนั้น หากความเชื่อมั่น ซึ่งถือเป็นพื้นฐานสำคัญของตลาดการเงินเลือนหายไป สหรัฐย่อมประสบหายนะแน่นอน
กระนั้น นักวิเคราะห์อีกส่วนหนึ่งยังคงคาดการณ์อย่างเชื่อมั่นว่าสหรัฐไม่น่าจะผิดนัดชำระหนี้หรือเบี้ยวหนี้ใดๆ เพียงแต่อาจเลือกจ่ายตามลำดับความสำคัญ โดยจะจ่ายให้แก่หนี้ที่จำเป็นต้องจ่ายก่อน ส่วนหนี้ที่มีลำดับความจำเป็นรองลงมาก็จะจ่ายให้ทีหลังพร้อมยอมเสียค่าปรับที่จ่ายหนี้ล่าช้า
แม้จะฟังดูเป็นสถานการณ์ที่ไม่น่าจะส่งผลร้ายแรง แต่การที่สหรัฐไม่ขยายเพดานหนี้ครั้งนี้มีผลมากกว่าแค่การผิดนัดชำระหนี้ และการสร้างความหายนะให้แก่ตลาดการเงินทั่วโลก เพราะการกระทำดังกล่าวจะหมายความว่ารัฐบาลสหรัฐจะไม่สามารถกู้ยืมเงินมาใช้ได้อีก และต้องหาทางหาเงินจากทางอื่นเพิ่มเติม ซึ่งหนีไม่พ้นการขึ้นภาษีและการหันกลับมาใช้มาตรการรัดเข็มขัด ตัดลดภาระค่าใช้จ่ายต่างๆ
จีนนี ซาฮาดี นักข่าวสายการเงินสังกัดสถานีโทรทัศน์ซีเอ็นเอ็น คาดการณ์ว่า ถ้าไม่สามารถขยายเพดานหนี้ได้ รัฐบาลสหรัฐต้องหาทางตัดลดค่าใช้จ่ายรายเดือนต่างๆ โดยต้องตัดรายจ่ายรายเดือนตามแผนการงบประมาณประจำปีลงเดือนละ 33% และตัดลดรายจ่ายตามที่กฎหมายบัญญัติอีกเดือนละ 16%
ผลจากการใช้มาตรการประหยัดจะกระเทือนต่อการค้าการลงทุนภายในภูมิภาคเอเชียอย่างไร้ทางเลี่ยง ส่งผลให้การเติบโตของเอเชียมีแนวโน้มชะลอตัวลง ซ้ำเติมเศรษฐกิจที่โตช้าอยู่แล้วในขณะนี้ ขณะที่จีน ประเทศมหาอำนาจที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกตอกย้ำจุดยืนของตนเองอย่างชัดเจนแล้วว่าจะไม่โหมกระตุ้นเศรษฐกิจเหมือนที่แล้วมาอีกต่อไป
ยิ่งไปกว่านั้น ภาคส่งออกของเอเชียซึ่งเป็นกำลังหลักในการกอบโกยเงินเข้าประเทศของหลายประเทศ จะไม่สามารถพึ่งพาใดๆ ได้อีก ทำให้หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจของเอเชียที่มีแนวโน้มเติบโตชะลอตัว จะยิ่งซึมหนักจนยากแก้ไขให้กลับคืนดังเดิมได้
สำหรับทางเลือกที่สอง ซึ่งเป็นทางเลือกที่ผู้เชี่ยวชาญแทบทั้งหมดทั่วโลกยกมือสนับสนุนก็คือการที่สหรัฐสามารถเจรจาหาข้อตกลงขยายเพดานหนี้เพื่อเลี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ได้สำเร็จ โดยล่าสุดมีรายงานระบุแนวโน้มความเป็นไปได้ว่า สภาคองเกรสน่าจะขยายเพดานหนี้เพิ่มขึ้นมาอีก 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ จากระดับเดิมที่ 16.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ
แต่อย่างไรก็ตาม ทางเลือกที่ว่าข้างต้นก็ไม่อาจถือเป็นหนทางที่ดีที่สุดต่อภูมิภาคเอเชีย เนื่องจากนักวิเคราะห์อธิบายว่า เมื่อสหรัฐสามารถรอดพ้นวิกฤตความขัดแย้งในครั้งนี้มาได้ เศรษฐกิจของสหรัฐซึ่งมีแนวโน้มเติบโตอยู่แล้วย่อมค่อยๆ ฟื้นขึ้นมาได้ และยังจะฟื้นได้ดีเสียด้วย
แนวโน้มดังกล่าวจะกลายเป็นการส่งสัญญาณเปิดทางให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ตัดสินใจชะลอการใช้มาตรการผ่อนคลายทางการเงินเชิงปริมาณ (คิวอี) ตามที่ได้มีการส่งสัญญาณออกมาแล้วก่อนหน้านี้
ในที่สุด สภาพคล่องของเอเชียที่เกิดจากกระแสทุนต่างชาติย่อมลดขนาดลงและกลายเป็นปัญหาที่นานาประเทศในเอเชียต้องปวดหัวในการหาทางป้องกันไม่ให้เงินทุนไหลออกมากเกินไป จนอาจเกิดสภาวะช็อกที่ส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัว เหมือนที่เคยหวาดหวั่นกันมาแล้วช่วงหนึ่งก่อนหน้านี้
ทั้งนี้ พูดให้เข้าใจง่ายขึ้น ไม่ว่าสหรัฐจะเลือกทางไหน ภูมิภาคเอเชียดูจะได้รับผลกระทบไม่แตกต่างกัน เพียงแต่อาจต่างกันตรงที่ผลจะมากหรือน้อยเท่านั้นเอง







