
ธุรกิจในสังคมวันชรา
ฉบับที่แล้วได้เขียนถึงการที่ประเทศไทยจะต้องประสบกับสภาพผู้สูงวัยที่เพิ่มขึ้นในอัตราที่มากกว่าคนในวัยทำงานอายุ (0-15 ปี และอายุ 1659 ปี) เนื่องจากประเทศไทยยังถือว่าเป็นประเทศที่กำลังพัฒนา จึงจัดผู้มีอายุ 60 ปี ว่าเป็นผู้สูงวัย ต่างจากประเทศที่พัฒนาแล้วที่จัดผู้ที่อายุ 65 ปี เป็นผู้สูงวัย ทำให้ภาระตกแก่ผู้ที่อยู่ในวัยทำงานมากขึ้น
ฉบับที่แล้วได้เขียนถึงการที่ประเทศไทยจะต้องประสบกับสภาพผู้สูงวัยที่เพิ่มขึ้นในอัตราที่มากกว่าคนในวัยทำงานอายุ (0-15 ปี และอายุ 1659 ปี) เนื่องจากประเทศไทยยังถือว่าเป็นประเทศที่กำลังพัฒนา จึงจัดผู้มีอายุ 60 ปี ว่าเป็นผู้สูงวัย ต่างจากประเทศที่พัฒนาแล้วที่จัดผู้ที่อายุ 65 ปี เป็นผู้สูงวัย ทำให้ภาระตกแก่ผู้ที่อยู่ในวัยทำงานมากขึ้น
ที่จริงสังคมวัยชราที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทย มีนัยที่แตกแขนงไปได้หลายประการ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม รวมทั้งโอกาสในทางธุรกิจ ไม่ใช่รัฐบาลฝ่ายเดียวที่จะต้องเตรียมนโยบายและแผนไว้รองรับ แต่ยังเป็นโอกาสสำหรับนักวิจัยและพัฒนาทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ที่จะสร้างนวัตกรรมเพื่อตอบสนองอุปสงค์ของตลาด
ที่จริงรัฐบาลที่ผ่านมาได้ทราบล่วงหน้าและกำหนดไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2555-2559) โดยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมอาชีพให้กับประชากรสูงอายุตามศักยภาพและขีดความสามารถ เพื่อให้มีหลักประกันด้านรายได้ที่มั่นคงพอเลี้ยงตัวเอง และอยู่ในสังคมได้อย่างมีศักดิ์ศรี เพราะประเด็นที่เห็นได้ชัดมากคือการออมของคนไทยในประเทศยังไม่มากพอที่จะเป็นหลักประกันในวัยชราภาพ กฎหมายที่จะบังคับให้บริษัทประกันยอมรับทำประกันสุขภาพให้กับคนสูงอายุ โดยคิดเบี้ยประกันแต่พอสมควร ก็ไม่มี โดยอ้างว่ามีกฎหมายประกันสังคมอยู่แล้ว และลืมไปว่าคนไทยอีกกว่าครึ่งไม่อยู่ในระบบประกันสังคม ขณะที่การออมก็ต่ำ
ถ้าดูตัวเลขจากสำนักงานสถิติแห่งชาติจะเห็นว่า ช่วง 10 กว่าปีที่แล้วไม่มีการเก็บตัวเลขการออมของผู้สูงวัยเลย เพิ่งมาปรากฏใน พ.ศ. 2550 ซึ่งตัวเลขการออมของผู้สูงวัยมีถึง 68.7% ขณะที่ปี พ.ศ. 2554 ตัวเลขการออมของผู้สูงวัยมีเพียง 35.8% ซึ่งหากตัวเลขนี้ถูกต้องก็เป็นเรื่องน่าเป็นห่วง เพราะถึงแม้จะอยู่ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฯ แต่หากระดับนโยบายไม่ให้ความสำคัญผู้ปฏิบัติก็คงจะเรื่อยๆ มาเรียงๆ ซึ่งจะไม่ทันการณ์
ผู้เขียนขอหยิบตัวเลขมาแสดงอีกนิดว่า รายได้ของผู้สูงวัยจะลดลงตามอายุที่มากขึ้น(ตามตาราง 1)
นอกจากนี้ผู้สูงวัยที่อยู่กับบุตรหลาน จากการสำรวจในปี พ.ศ. 2554 มีประมาณ 32.3% อยู่คนเดียวประมาณ 8.6% อยู่กับคู่สมรสเท่านั้น 17.6% อยู่กับคู่สมรสและบุตร 11.0% และอื่นๆ ประมาณ 10% (ตามตาราง 2)
จากข้อมูลเหล่านี้ก็ทำให้เกิดผลกระทบและโอกาสได้หลายประการ ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคน คราวนี้ลองมาดูโอกาสทางธุรกิจและการวิจัยและพัฒนาบ้าง ดังตัวอย่างเช่น
ธุรกิจการดูแลผู้สูงอายุจะมีโอกาสขยายตัว เพราะทั้งไทยและอาเซียนยังมีน้อยและคุณภาพไม่ดี รวมถึงการบริการพี่เลี้ยงไปอยู่ตามบ้าน และสถานที่อยู่อาศัยกึ่งโรงพยาบาล หากมีการปรับปรุงคุณภาพโดยรัฐบาล ตลอดจนสนับสนุนให้มีการขยายตัว ก็จะเป็นธุรกิจที่มีอนาคตสดใส
การวิจัยพัฒนา และนวัตกรรมต่างๆ เกี่ยวกับผู้สูงอายุ เช่น ญี่ปุ่นได้วิจัยและพัฒนาแขนขาเทียมให้ผู้สูงวัย หรือแม้แต่เครื่องช่วยผ่อนแรงต่างๆ ในบ้าน เช่น หุ่นยนต์ดูดฝุ่น ที่เป็นตัวกลมๆ แบนๆ ดูดได้ทุกซอกทุกมุม เป็นต้น ซึ่งน่าเสียดายที่มหาวิทยาลัยของไทยก็มีความสามารถในการสร้างหุ่นยนต์ แต่ไม่ได้พัฒนาต่อยอดให้จบทั้งรูปแบบ และการใช้ประโยชน์ จนสามารถนำมาขายได้ (Commercialized)
ที่หยิบยกมาเป็นเพียงตัวอย่างที่ผู้เขียนประสงค์จะกระตุ้นให้เห็นโอกาสทางธุรกิจ และแนวทางวิจัยเพื่อสนองต่อตลาด ซึ่งมีอยู่มากมายในอนาคต เพื่อรองรับสังคมผู้สูงวัย รวมถึงรัฐบาลหน่วยงานของรัฐก็ต้องเตรียมมาตรการและวางแผนรองรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นด้วย







