posttoday
จำนำข้าวบานปลายอันตรายกำลังมาเยือน

จำนำข้าวบานปลายอันตรายกำลังมาเยือน

09 ตุลาคม 2556

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

โครงการรับจำนำข้าวรอบใหม่ฤดูกาลผลิต 2556/2557 ที่เริ่มต้นเดือน ต.ค. 2556 ก็มีปัญหาวุ่นๆ เงินไม่พอรับจำนำผลผลิตที่เริ่มทยอยออกมาเสียแล้ว เพราะกระทรวงพาณิชย์ไม่สามารถระบายข้าวที่ค้างอยู่ในสต๊อก 16-17 ล้านตันข้าวสาร เพื่อนำเงินมาหมุนเวียนรอบใหม่ได้

ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) การรับจำนำข้าวรอบใหม่จะต้องใช้เงินถึง 2.7 แสนล้านบาท เพื่อรับจำนำข้าวนาปี 1.5 แสนล้านบาท และนาปรังอีก 1.2 แสนล้านบาท แต่ทว่ามติ ครม.ที่ออกมาก็คลุมเครือ ไม่ระบุแหล่งที่มาของเงินที่จะใช้รับจำนำรอบใหม่ ทั้งๆ ที่รู้ว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องชักหน้าไม่ถึงหลังเพื่อหาเงินมารับจำนำรอบใหม่

สำหรับโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลดำเนินการมาแล้ว 2 ปี จำนวน 4 ฤดูกาลผลิต ใช้เงินไปแล้วถึง 6.7 แสนล้านบาท เกินกรอบที่ ครม.กำหนดไว้ว่าต้องใช้เงินไม่เกิน 5 แสนล้านบาท แบ่งเป็นเงินที่กระทรวงการคลังค้ำประกันให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) 4.1 แสนล้านบาท และเป็นการใช้สภาพคล่องของ ธ.ก.ส. 9 หมื่นล้านบาท

แต่ทว่าการรับจำนำข้าวก็มีปัญหาชักหน้าไม่ถึงหลังมาตั้งแต่การดำเนินการปีที่ 2 ที่ผ่านมา เมื่อกระทรวงพาณิชย์ไม่สามารถระบายข้าวเพื่อนำเงินมาหมุนเวียนรอบใหม่ได้ทัน จึงมีการซิกแซ็กขอมติ ครม. เพิ่มเติมให้ ธ.ก.ส. สำรองจ่ายค่าจำนำข้าวไปก่อนในช่วงที่กระทรวงพาณิชย์ระบายข้าวไม่ได้ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญทำให้มีการใช้เงินเกินกรอบที่กำหนด

แม้ว่าภายหลัง ครม. จะพยายามแก้เกี้ยวออกมาระบุว่า จะต้องลดกรอบวงเงินที่ใช้รับจำนำข้าวให้เหลือ 5 แสนล้านบาทให้ได้ภายในสิ้นปีนี้ แต่ก็มีแนวโน้มทำไม่ได้ เพราะว่าอีกไม่กี่เดือนจะสิ้นปี กระทรวงพาณิชย์เพิ่งคืนเงินให้ ธ.ก.ส. ได้ 1.6 แสนล้านบาท แต่หากต้องนำไปหมุนใช้รับจำนำรอบใหม่ก็จะทำให้วงเงินเกินกรอบ 5 แสนล้านบาท ผิดมติ ครม. เป็นงูกินหางแก้ไม่ตก

การลดวงเงินรับจำนำให้เหลือ 5 แสนล้านบาทไม่ได้ จึงเป็นอุปสรรคใหญ่ในการหาเงินมารับจำนำรอบใหม่ เพราะรัฐบาลกลัวเสียหน้าและเป็นเป้าถูกโจมตี หากต้องกู้เพิ่มมารับจำนำรอบใหม่ ถึงขนาด ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ออกมายืนยันว่า เงินที่จะใช้รับจำนำรอบใหม่ 2.7 แสนล้านบาท ต้องใช้เงินในกรอบเดิมไม่เกิน 5 แสนล้านบาท จะไม่มีการกู้ใหม่

ต่างจาก กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ที่ออกมาระบุว่า หากเงินไม่พอก็ต้องรับจำนำใหม่ ขณะที่ ทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รมช.คลัง ประธาน ธ.ก.ส. ออกมาฟันธงว่า เงินรับจำนำข้าวรอบใหม่ต้องกู้ใหม่ทั้งหมด

จะเห็นว่ารัฐบาลอยู่ในภาวะหน้ามืดผู้บริหารระดับสูงของประเทศยังไม่รู้ว่าจะใช้เงินจากไหนมารับจำนำข้าวรอบใหม่ และให้ความเห็นไปคนละทิศคนละทาง ทั้งๆ ที่รู้ว่าสุดท้ายก็หนีไม่พ้นต้องกู้มาถมโครงการรับจำนำข้าวรอบใหม่

จนล่าสุด ทนุศักดิ์ ยอมเป็นคนออกหน้าว่า จะเสนอให้ ครม.เห็นชอบให้กู้เพิ่มโดยแยกเป็นคนละส่วนจากวงเงินเดิมที่ไม่เกิน 5 แสนล้านบาท เพื่อไม่ให้ปัญหาใหม่ไปถมปัญหาเก่าจนเน่าเละไปมากกว่าที่เป็นอยู่

ทว่า การจะเปิดวงเงินกู้ใหม่มารับจำนำข้าวก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะติดปัญหาทางเทคนิคอยู่อีกมาก เริ่มตั้งแต่การค้ำประกันเงินกู้ของกระทรวงการคลังให้กับรัฐวิสาหกิจต่างๆ เหลือวงเงินเพียง 2.5 แสนล้านบาท ไม่พอกับเงินที่ต้องใช้ 2.7 แสนล้านบาท

นอกจากนี้ ในส่วนของ ธ.ก.ส. ยังมีกฎหมายกำหนดว่าให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้ให้ได้ไม่เกิน 6 เท่าของทุน ซึ่งเหลือวงเงินอยู่แค่ 1.3 แสนล้านบาทเท่านั้น ซึ่งไม่ถึงครึ่งที่จะใช้รับจำนำข้าวรอบใหม่ แม้ว่าจะมีทางออกให้ ธ.ก.ส. กู้โดยตรงโดยที่กระทรวงการคลังค้ำประกัน แต่รัฐบาลก็ต้องแบกภาระต้นทุนเงินที่สูงขึ้น

สถานการณ์ที่เป็นอยู่ทำให้โครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลอยู่ในอาการสาหัส เริ่มชักหน้าไม่ถึงหลัง โดยปัญหาจะรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อผลผลิตจะออกมาในช่วงปลายและต้นปีหน้า หากรัฐบาลไม่เร่งดำเนินการหาทางกู้รอบใหม่โดยด่วน จะทำให้โครงการจำนำข้าวชอร์ตได้ในที่สุด

ส่วนหนึ่งการหวังพึ่งเงินจากการระบายเป็นไปได้ยาก เพราะการรับจำนำข้าวสูงกว่าราคาตลาดเกือบเท่าตัว ทำให้เมื่อขายออกไปจะมีผลขาดทุนก้อนโตโผล่ขึ้นมาทันที ซึ่งเป็นอีกหนึ่งบาดแผลฉกรรจ์ของโครงการรับจำนำข้าว

เพราะมีการประเมินจากหลายหน่วยเป็นเสียงเดียวกันว่า โครงการรับจำนำข้าวแต่ละปีรัฐบาลจะขาดทุนไม่ต่ำกว่า 2 แสนล้านบาท ยิ่งระบายข้าวช้าเท่าไร ยิ่งขาดทุนเพิ่มมากกว่า 2 แสนล้านบาทเท่านั้น

ส่งผลให้ที่ผ่านมารัฐบาลพยายามลากการปิดบัญชีโครงการรับจำนำ เพราะไม่ต้องการให้ความจริงปรากฏ ซึ่งจะเป็นหลักฐานฟ้องความล้มเหลวของการดำเนินโครงการทันที เนื่องจากรัฐบาลอธิบายไม่ได้ว่าเงินที่เสียหายจำนวนมหาศาลไปตกอยู่ในมือของชาวนา นายทุนนักการเมือง ส่วนไหนมากกว่ากัน

การใช้เงินโครงการรับจำนำข้าวที่บานปลาย 2 ปีที่ผ่านมา ใช้เงินไป 6.7 แสนล้านบาท และรอบใหม่ต้องใช้อีก 2.7 แสนล้านบาท เท่ากับการใช้เงินในโครงการรับจำนำข้าวสูงถึงกว่า 9 แสนล้านบาท ขณะที่การระบายข้าวได้เงินคืนมายังไม่ถึง 2 แสนล้านบาท

ยังไม่รวมผลขาดทุนอีกปีละ 2 แสนล้านบาท ซึ่งการดำเนินการ 3 ปี ก็จะทำให้ผลขาดทุนจากการรับจำนำข้าวพุ่งพรวดขึ้นเป็น6 แสนล้านบาททันที

เงินก้อนมหึมา 6 แสนล้านบาทนั้น เทียบเท่ากับงบลงทุนเฉลี่ยที่รัฐบาลจัดสรรเสนอรัฐสภามาใช้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจนานถึง 3 ปีเลยทีเดียว

ภาระความเสียหายก้อนมหึมา ถือเป็นการสร้างภาระความเสี่ยงให้กับประเทศเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้แต่ธนาคารโลกประจำประเทศไทยยังออกมาเตือนว่า โครงการรับจำนำข้าวของประเทศ เป็นการฉุดประเทศให้ล้าหลัง เพราะต้องตั้งงบประมาณมาล้างขาดทุน เป็นการแย่งงบพัฒนาประเทศที่จะนำไปลงทุนพัฒนาด้านอื่นที่คุ้มค่ามากกว่า

ข้อท้วงติงดังกล่าวเป็นเรื่องที่รัฐบาลปฏิเสธไม่ได้ เพราะการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวกำลังพาประเทศลงเหว ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลรู้อยู่เต็มอก แต่กลับไม่สนใจหยุดความเสียหายที่เกิดขึ้น เพราะมีการประเมินกันว่าผลเสียหายของโครงการรับจำนำข้าวยิ่งมากเท่าไร ยิ่งทำให้คนที่เกี่ยวข้องได้ประโยชน์มากขึ้นเท่านั้น ซึ่งไม่ใช่ชาวนา

การหาผลประโยชน์จากโครงการรับจำนำข้าว ทำให้ประเทศจมอยู่กับหนี้ก้อนโตและความเสียหายอีกก้อนใหญ่ ไม่ต่างจากวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ที่ประเทศจมอยู่กับกองหนี้สถาบันการเงิน แต่วิกฤตรอบใหม่ประเทศไทยกำลังจมอยู่กับกองหนี้จำนำข้าว ที่สุดท้ายหนีไม่พ้นต้องนำเงินภาษีของประเทศมาโปะแผลเน่าที่เกิดขึ้น

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท