posttoday
อองซานซูจีสตรีกับการเมือง

อองซานซูจีสตรีกับการเมือง

09 ตุลาคม 2556

ได้มีโอกาสเข้าร่วมประชุม สส.หญิงนานาชาติที่กรุงเนย์ปิดอว์ ประเทศพม่า จัดโดยมูลนิธิคอนราดอดีนาวร์จากประเทศเยอรมนี เพื่อส่งเสริมบทบาทการนำของสตรีในประเทศพม่า ที่กำลังเปิดให้เสรีขึ้นทั้งเศรษฐกิจและการเมือง มี สส.หญิงจากประเทศในอาเซียนและยุโรปมาร่วม ทั้งผู้แทนระดับชาติหรือสหพันธรัฐ ระดับรัฐและผู้แทนสภาสหภาพยุโรป

ได้มีโอกาสเข้าร่วมประชุม สส.หญิงนานาชาติที่กรุงเนย์ปิดอว์ ประเทศพม่า จัดโดยมูลนิธิคอนราดอดีนาวร์จากประเทศเยอรมนี เพื่อส่งเสริมบทบาทการนำของสตรีในประเทศพม่า ที่กำลังเปิดให้เสรีขึ้นทั้งเศรษฐกิจและการเมือง มี สส.หญิงจากประเทศในอาเซียนและยุโรปมาร่วม ทั้งผู้แทนระดับชาติหรือสหพันธรัฐ ระดับรัฐและผู้แทนสภาสหภาพยุโรป

จุดเด่นของงานคือปาฐกถาของนางอองซานซูจี ผู้นำฝ่ายค้าน หัวหน้าพรรค NLD เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพปี 1991 เธอเป็นลูกของ “นายพล” อองซาน วีรบุรุษกู้อิสรภาพพม่าจากอังกฤษ ผู้เป็นที่เคารพรักของชาวพม่า ถึงขนาดเคยเป็นรูปในธนบัตรก่อนถูกรัฐบาลทหารเอาออกไป

อองซานซูจี หรือ “ดอซู” ที่ประชาชนขนานนาม (แปลว่าป้าซู) บอกว่าวีรกรรมต่างๆ ของบิดาเธอกระทำได้ก็ด้วยการสนับสนุนและความทุ่มเทของมารดาของเธอ การเป็นคู่ชีวิตที่ดีจึงถือเป็นบทบาทที่สำคัญอย่างหนึ่งของผู้หญิงในการเมือง

หลังจากไปศึกษาต่อและมีครอบครัวในต่างประเทศ เธอกลับมาบ้านเพื่อดูแลมารดาที่ป่วยในช่วงการลุกฮือของประชาชนจากวันที่ 8 ส.ค. 1988 (8888 Uprising) ซึ่งเธอได้เข้ามามีส่วนร่วมและกลายเป็นผู้นำในที่สุด เมื่อฝ่ายเผด็จการทหารจัดให้มีการเลือกตั้งเป็นครั้งแรกในปี 1990 พรรคของเธอได้ 59% ของคะแนนเสียง และ 81% ของที่นั่ง แต่ฝ่ายเผด็จการล้มกระดาน ไม่รับผลการเลือกตั้ง และมีการคุกคามฝ่ายค้านอย่างหนัก

ดอซู ถูกกักขังให้อยู่ในบ้านร่วม 15 ปี ช่วง ค.ศ. 19892010 เธอเล่าว่าทุกๆ เช้าจะต้องถามกันว่า เมื่อคืนมีใครถูกจับไปบ้าง? เมื่อนักต่อสู้ที่เป็นผู้ชายหายไป ผู้หญิงที่บ้านก็ต้องก้าวออกมาแทน และยังต้องดูแลครอบครัวด้วย

บ้านเราก็มีลักษณะคล้ายกัน เพียงแต่ว่าในช่วงหลังไม่ได้เป็นการแทนจากที่ถูกเผด็จการอุ้มหรือจับขังคุก แต่แทนเพราะถูกดำเนินการตามกฎหมายภายใต้ระบอบประชาธิปไตย

เธอบอกว่า ผู้หญิงมีลักษณะพิเศษคือพร้อมที่จะทำงานโดยไม่ต้องมีการยอมรับ เป็นลักษณะของการให้ แต่จุดแข็งนี้ก็เป็นจุดอ่อน ผู้หญิงควรจะแสดงความคิดเห็น หรือ ตัวตน (Assertive) ให้มากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องก้าวร้าว (Aggressive) คงเพราะคนเก่งจะได้มีโอกาสเพิ่มบทบาท และใช้ศักยภาพให้เป็นประโยชน์ เธอยังบอกว่า ผู้หญิงเป็นนักปฏิบัติที่ดีกว่าผู้ชาย เพราะมักถูกบังคับโดยสถานการณ์

ดอซู เล่าว่า ผู้หญิงมักถูกเลี้ยงดูให้รู้สึกว่าเป็น เพศรอง ทำให้ขาดความมั่นใจ เด็กผู้ชายมักได้รับอาหารที่ดีกว่า ซึ่งสมัยก่อนอาจจะสมควร เพราะผู้ชายต้องใช้แรงงานเหนื่อยยากกว่า แต่สมัยนี้ไม่มีเหตุผลที่ดีแล้ว นอกจากนั้นเวลาครอบครัวมีเงินจำกัด โอกาสในการศึกษาก็มักให้กับลูกชายก่อน

ดอซู ขอให้ผู้หญิงทุกคนกลับมาดูตัวเองว่าเลี้ยงลูกเท่าเทียมกันหรือเปล่า?

ด้วยความเยาว์ของประชาธิปไตย สัดส่วนของ สส.หญิงในพม่ามีเพียง 3% ดอซูอยากให้กฎหมายสร้างความเสมอภาค แต่ก็ย้ำว่า ผู้หญิงควรจะมีความมั่นใจในตัวเอง และรู้จักพึ่งพาตนเองด้วย

อนึ่ง การมีกฎหมาย กำหนดสัดส่วนโควตา สส.หญิง ดูเหมือนจะไม่ใช่นโยบายพรรค NLD จากการถามตอบในช่วงประชุมใหญ่ที่ดอซูไม่ได้อยู่แล้ว ปรากฏว่า NLD อยากให้โอกาสชนกลุ่มน้อยด้วย โควตาสตรีอาจทำให้ได้ สส.ที่คุณภาพไม่ถึง และ ทำให้เกิดการเสียโอกาสทางการเมืองได้

การเปลี่ยนแปลงกฎหมายที่สำคัญกว่าสำหรับประเทศพม่า คือ การแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งกำหนดให้ทหารแต่งตั้งผู้แทนทั้งในสภาสูงและสภาล่างได้ถึง 25% และคงมีอีกหลายประเด็น เช่น แม้แต่ประธานาธิดีก็ไม่มีอำนาจจริง เพราะเรื่องใหญ่ๆ ยังอยู่ที่ผู้บัญชาการทหารสูงสุด

นอกจากนี้ ฝ่ายทหารก็ยังมีพรรคการเมืองของพวกตนด้วย โดย สส.หญิงพรรคหลายคนเป็นภรรยาหรือเครือญาติของเหล่านายพล เสียดายที่ทราบภายหลังดอซูกลับไปแล้วว่า สส.ฝ่ายค้านกับของฝ่ายรัฐบาลเขาไม่พูดกัน มิฉะนั้นคงได้ถามให้เธอแสดงความเห็นเพราะดูเหมือนตัวตนเธอเองไม่ได้เป็นเช่นนั้น

ดิฉันได้ถาม อองซานซูจี เกี่ยวกับการที่ ชาวพุทธในพม่ากระทำการรุนแรงต่อชาวมุสลิม ซึ่งกำลังเป็นข่าวอยู่ ว่ามีสาเหตุอะไร? เพราะศาสนาพุทธสอนให้คนอดทนและยอมรับความแตกต่าง (Tolerant) อย่างในเมืองไทย ซึ่งเป็นเมืองพุทธ จะมีก็แต่สถานการณ์ตรงข้ามในภาคใต้ ซึ่งมีเหตุผลทางประวัติศาสตร์การเมือง หากเธอมีอำนาจในวันนี้จะทำอย่างไร?

l เธอกล่าวขอบคุณสำหรับคำถามนี้ ย้ำว่าทั้งตัวเธอและพรรค NLD ไม่เห็นด้วยกับการกระทำอย่างนี้เลย เธอแสดงความ ชื่นชมคนไทยชาวพุทธ ที่ไม่ได้มีการตอบโต้ล้างแค้น

l ดอซูคิดว่าปัญหาความรุนแรงเกิดจากความกลัว ที่ทำให้คนใช้สัญชาตญาณในการป้องกันตัว หากเธอมีอำนาจ สิ่งที่จะทำคือสร้างนิติรัฐ ทั้งนี้ ปัจจุบันเธอเป็นประธานคณะกรรมาธิการนิติรัฐและความสงบสุข (Rule of Law and Tranquility) เธอบอกว่าชื่อของคณะกรรมาธิการนี้มีความหมายมาก เพราะ การบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาคจะแก้ปัญหาความรู้สึกไม่มั่นคง (Insecurity) และสร้างความสงบสุขได้

ขณะที่เห็นพม่ากำลังเดินไปข้างหน้า แม้จะยากและอีกยาวไกล อดรู้สึกไม่ได้ว่าประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงพลิกผัน ไม่อยากให้เราเดินสวนกระแสประชาธิปไตยของโลก

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท