posttoday
หวั่นระเบิดเวลาลูกใหม่สธ.ถอยงดบัตรทอง

หวั่นระเบิดเวลาลูกใหม่สธ.ถอยงดบัตรทอง

08 ตุลาคม 2556

โดย...ทีมข่าวในประเทศ

โดย...ทีมข่าวในประเทศ

ในที่สุด การปฏิรูปกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ที่เพิ่งเริ่มต้นเมื่อวันที่ 1 ต.ค. ก็ฟาดงวงมาถึงหน่วยงานอย่างสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ด้วยการจัดระบบการบริหารจัดการงบประมาณที่ลงไปยังเครือข่ายหน่วยบริการ ด้วยการเปลี่ยนรูปแบบเดิมเกือบทั้งหมด แม้จะไม่มีคำยืนยันชัดเจนจากผู้บริหาร นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ รมว.สธ. หรือ นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัด สธ. ก็ตาม แต่เนื้อหาที่ทยอยออกมาผ่านหนังสือสั่งการจาก สธ. ลงไปยังนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด และเขตบริการสุขภาพนั้น สะท้อนชัดว่ามีความพยายามเปลี่ยนแปลงจริง

ถึงขั้นที่ นพ.อำนวย กาจีนะ รองปลัด สธ. ลงนามในหนังสือสั่งการว่า สธ.ของดร่วมเข้าประชุมชี้แจงการบริหารกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ที่เพิ่งผ่านไปเมื่อวันที่ 7-8 ต.ค. ทั้งที่ปกติต้องเข้ารับฟังทุกปี

ตั้งแต่มีนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค เมื่อปี 2545 งบกองทุนหลักประกันสุขภาพก็ใหญ่โตขึ้นเรื่อยมา เพราะจากเดิมที่งบประมาณ สธ.ถูกจัดสรรลงโรงพยาบาลโดยตรง ผ่านสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข และกรมการแพทย์ ก็ถูกเปลี่ยนไปผ่านหน่วยงานใหม่อย่าง สปสช.แทน งบประมาณกองทุนของ สปสช.จึงเติบโตขึ้นเรื่อยมา จาก 3 หมื่นล้านบาท เมื่อปี 2545 จนถึงขณะนี้ งบประมาณประจำปี 2557 ขึ้นเป็นถึง 1.15 แสนล้าน หรือ 2,931 บาทต่อคนต่อปี ขณะที่ สธ.อยู่ที่ 1.04 แสนล้าน มิหนำซ้ำงบลงทุนยังเหลือเพียงไม่มากนัก เพราะต้องเกลี่ยให้แพทย์ บุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงพนักงานกระทรวงสาธารณสุข ที่เพิ่งชะลอการบรรจุเมื่อปลายเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา ก็เป็นผลจากงบประมาณที่เตรียมไว้ไม่พอ ด้วยเหตุนี้กองทุน สปสช.จึงย่อมเป็นที่หมายปองของ สธ.เป็นธรรมดา

หันไปดูเนื้อหาการเปลี่ยนแปลงที่ สธ.ต้องการ มีตั้งแต่ 1.เปลี่ยนการจัดงบประมาณสำหรับจัดการผู้ป่วยนอก จากเดิมที่ สปสช.จัดการ 100% เป็น สัดส่วน สปสช. 80% และตามผลบริการ (Service Based) 20% ทั้งที่ยังไม่มีหลักการประเมินผลงาน 2.เปลี่ยนการจัดการงบประมาณสำหรับ ผู้ป่วยใน (IPD) โดยนำระบบราคาต่อหน่วย มาใช้แทนระบบราคาเหมาตามกลุ่มโรคร้ายแรง (ดีอาร์จี) 3.งบประมาณส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค สธ.จะบริหารจัดการด้วยตัวเอง โดยโอนไปยังโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบลโดยตรง 4.งบลงทุน จะขอเพิ่มสัดส่วนด้วยการไม่ยอมรับมติคณะทำงานที่เสนอให้นำเครือข่ายสถานบริการ (โรงพยาบาลอำเภอ สำนักงานสาธารณสุขอำเภอ และสถานีอนามัย) 80% และอยู่ที่จังหวัดหรือ สธ. 20% จะปรับมาเป็นที่ สธ. 80% และลงเครือข่ายบริการ 20%

พูดง่ายๆ ก็คือ เปลี่ยนการจัดการจากที่ลงไปยังหน่วยบริการโดยตรงเป็นลงไปที่เขตบริการสุขภาพ ที่เพิ่งปฏิรูปชัดเจนเมื่อวันที่ 1 ต.ค.แทนนั่นเอง

แม้ หมอประดิษฐ และ นพ.วินัย สวัสดิวร เลขาธิการ สปสช. จะปฏิเสธเสียงแข็งว่าไม่สามารถทำได้ เพราะ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 ระบุให้ สปสช.ต้องจ่ายเงินลงหน่วยบริการโดยตรงเท่านั้น ขณะเดียวกันทั้งสองฝ่ายก็ตกลงกันไว้ตั้งแต่การเจรจาเมื่อวันที่ 6 มิ.ย.แล้วว่า จะไม่เข้าไปแทรกแซงงบกองทุนฯ

ครั้งนี้ สธ.เลือกจะถอยด้วยการถอนวาระการพิจารณาดังกล่าวออกจากการประชุมบอร์ด สปสช. ด้วยเกรงว่า หากปล่อยให้แพทย์ชนบทเคลื่อนไหวต่อ ศึกนี้อาจต้องลากยาวเหมือนที่หมอประดิษฐเคยเผชิญกับเรื่องการจ่ายค่าตอบแทนตามภาระงาน (P4P) มาเมื่อช่วงต้นปี จนลากยาวไปถึง 3-4 เดือน ไม่ต้องทำงานทำการกันต่อ และจังหวะก้าวของหมอประดิษฐจะยากขึ้นต่อไปเรื่อยๆ และทำให้การปฏิรูประบบบริหารจัดการ สธ.ไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะเจอขวากหนามอย่างชมรมแพทย์ชนบท ซึ่งตลอด 10 กว่าปีที่ผ่านมา 2 กลุ่มนี้ผนึกกำลังกันอย่างเข้มแข็งจนยากที่ผู้บริหาร สธ. ไม่ว่ายุคสมัยใดก็ตามจะเข้าไปเปลี่ยนแปลงองค์กรแห่งนี้ได้

การถอยกลับ จึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสม มิเช่นนั้นก็มีความเสี่ยงจะซ้ำรอย P4P ซ้ำรอยการบรรจุลูกจ้างเข้าเป็นพนักงานกระทรวงสาธารณสุข และเป็นบทเรียนอีกครั้งหนึ่งสำหรับทั้ง หมอประดิษฐ และหมอณรงค์ ว่า การเปลี่ยนแปลงแบบปัจจุบันทันด่วน รวมศูนย์อำนาจตัดสินใจกันเองไม่กี่คนแบบปัจจุบัน ไม่สามารถทำได้ในกระทรวงนี้ แม้ว่าจะมีองคาพยพประเภทขุนพลอยพยักอยู่มากก็ตาม เพราะหากทำจริง จะเป็นชนวนที่ร้ายแรงยิ่งกว่า P4P แน่นอน

การเลือกเดินโดยเลี่ยงความขัดแย้ง และเร่งปฏิรูป สธ.ให้เป็นรูปเป็นร่างก่อน เพื่อสร้างผลงานให้กับตัวรัฐมนตรีเอง จึงเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับหมอประดิษฐ ณ วันนี้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท