
สว.หวั่นหนี้เงินกู้บาน6ล้านล้าน
สว.หวั่นหนี้เงินกู้บานพุ่ง 6 ล้านล. เชื่อรถไฟเร็วสูงไม่คุ้มทุน ฟันธงสาย กทม.-เชียงใหม่เจ๊ง หนุนรางคู่-ขนส่งทางน้ำจี้หั่นงบเหลือ 4 เเสนล้าน
สว.หวั่นหนี้เงินกู้บานพุ่ง 6 ล้านล. เชื่อรถไฟเร็วสูงไม่คุ้มทุน ฟันธงสาย กทม.-เชียงใหม่เจ๊ง หนุนรางคู่-ขนส่งทางน้ำจี้หั่นงบเหลือ 4 เเสนล้าน
เมื่อวันที่ 7 ต.ค. ที่รัฐสภา การประชุมวุฒิสภาพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินวงเงิน 2 ล้านล้านบาทภายหลังที่ประชุมสภาผู้เเทนราษฎรให้ความเห็นชอบ นายสมชาย แสวงการ สว.สรรหา กล่าวว่า คัดค้านร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ เนื่องจาก รมว.คมนาคมเคยชี้แจงต่อวิปวุฒิว่า เงินกู้ 2 ล้านล้านบาทไม่ได้กู้ในประเทศ 100% ตามที่ได้แจ้งในตอนแรก แต่เงิน 40% หรือประมาณ 8 แสนล้านบาทกู้จากต่างประเทศ ดังนั้นเมื่อเทียบเงินกู้เป็นเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แล้วหากวิกฤตเศรษฐกิจเหมือนปี 2540 ค่าเงินกู้ 8 แสนล้านดังกล่าวอาจจะเพิ่มขึ้น 40-50% กลายเป็นเงิน 1.2 ล้านล้านบาท เมื่อบวกกับเงินกู้เดิมอีก 1.8 ล้านล้านบาทก็จะกลายเป็น 3 ล้านล้านบาท
“เป็นธรรมดาที่เงินต้นขิ้น ดอกเบี้ยก็ต้องขึ้น เดิมดอกเบี้ยที่ตั้งไว้ 3.1 ล้านล้านบาทใช้หนี้ 50 ปี อาจจะพุ่งขึ้นเป็น 1 เท่าตัว เมื่อรวมเงินกู้ 3 ล้านล้าน และดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นเเล้วอาจสูงถึง 6 ล้านล้านบาท”นายสมชายกล่าว
นายสมชาย กล่าวต่อว่า ไม่เชื่อว่ารถไฟความเร็วสูงจะสร้างจุดคุ้มทุนได้ เพราะหากคุ้มทุนรัฐต้องได้ค่าใช้จ่ายต่อหัว 2.50 บาทต่อกม. หากสร้างสายกทม.-เชียงใหม่ต้องใช้งบ 3.8 แสนล้านบาท ซึ่งสถาบันทีดีอาร์ไอระบุว่าต้องขนคนเฉลี่ย 9 ล้านคนต่อปีจึงจะคุ้มทุน แต่ขณะนี้มีจำนวนคนเดินทางไป กทม.-เชียงใหม่โดยรถยนต์ เครื่องบิน รถทัวร์เพียง 5 ล้านคนต่อปีเท่านั้น ดังนั้นเท่ากับแค่เริ่มต้นก็ขาดทุนแล้ว อีกทั้งรัฐต้องเติมงบประมาณอีก 2-3 หมื่นล้านบาทด้านค่าพนักงาน ค่าไฟฟ้า ซึ่งจะทำให้ยอดการขาดทุนเพิ่มขึ้น
นายสมชาย กล่าวด้วยว่า อาจารย์กานดา นาคน้อย จากคณะเศรษฐศาสตร์ ม.คอนเน็ตทิคัต สหรัฐอเมริกา เสนอแนะว่าโครงการนี้มีปัญหาและความขัดแย้งกันเอง เพราะต่างประเทศที่มีรถไฟความเร็วสูง แต่กลับใช้ระบบต่างจากไทย เช่น รถไฟของใต้หวันที่มักอ้างกันนั้นเป็นระบบที่ให้เอกชนรับสัมปทานเป็นผู้ออกแบบก่อสร้างหรือจัดการ เมื่อครบกำหนดกิจการก็โอนกิจการและทรัพย์สินคืนแก่รัฐบาล ขณะที่เกาหลีใต้มีการตั้งบริษัทร่วมทุนระหว่างรัฐและเอกชนในการสร้างรถไฟ เเละมีเงื่อนไขให้บริษัทร่วมทุนกู้เองด้วย โดยรัฐเอางบมารับภาระหนี้สิน 55% ของราคาโครงการเท่านั้น
ทั้งนี้สหรัฐอเมริกานั้นพบว่าบริษัทที่ขาดทุนทั้งหมดเป็นรถไฟข้ามมลรัฐ เหลือเพียงรถไฟที่ขนส่งเท่านั้น ส่วนญี่ปุ่นและอังกฤษมีการลงทุนรถไฟฟ้ารางคู่และรถไฟความเร็วสูงเอง แต่ขาดทุนจนต้องถูกแปรรูปทั้งหมด เหลือรถไฟที่มีกำไรสามารถบริหารได้ คือ รถไฟของเอกชนในเมืองหลวง โดยรัฐก็ให้การสนับสนุนโดยให้กู้ดอกเบี้ยต่ำกว่าตลาด โดยนายสมชายกล่าวว่า กรณีต่างประเทศชี้ว่ารถไฟความเร็วสูงเกินความจำเป็นสำหรับประเทศไทยที่เป็นประเทศกำลังพัฒนาและยากจน
อย่างไรก็ตามนายสมชายยืนยันว่า ไม่ได้ค้านทุกโครงการในงบ 2 ล้านล้านบาท แต่มองว่าต้นทุนการขนส่งนั้น แพงที่สุด คือ ทางบก รองลงมา คือ ทางรางและทางน้ำ แต่ปรากฏว่าในงบ 2 ล้านล้านบาทมีงบประมาณที่พัฒนาการขนส่งทางน้ำเพียง 29,581 ล้านบาทหรือเพียง 1.5% เท่านั้น จึงเห็นว่ารัฐควรถอนร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ หรืแก้ไขร่างให้เหลือเพียงโครงการการขนส่งทางน้ำและการพัฒนาระบบรถไฟรางคู่เท่านั้น ซึ่งรวมทั้ง 2 โครงการคือทางน้ำเเละรางคู่แล้วใช้เงินเพียง 436,708 ล้านบาทเท่านั้น รัฐไม่จำเป็นต้องใช้เงินถึง 2 ล้านล้านบาท







