
สัมพันธ์อาเซียน-สหรัฐยุคปัจจุบัน (ตอนที่1)
เป็นที่ฮือฮากันพอสมควร เนื่องด้วยหลายหน่วยงานในประเทศไทยและอีกหลายประเทศทั่วอาเซียน (10 ประเทศ) ต่างเตรียมตัวเข้าเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนกันอย่างเต็มตัวในปี ค.ศ. 2015 ทั้งนี้เนื่องด้วยอาจจะเป็นการแสดงออกถึงความทัดเทียมและทันสมัยหรือก้าวตามกระแสโลกหรืออะไร ก็แล้วแต่ แต่ทั้งหมดอย่างน้อยก็ถือว่าเป็นการปรับตัวของประเทศไทยเราเองให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกได้อย่างเหมาะสม
เป็นที่ฮือฮากันพอสมควร เนื่องด้วยหลายหน่วยงานในประเทศไทยและอีกหลายประเทศทั่วอาเซียน (10 ประเทศ) ต่างเตรียมตัวเข้าเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนกันอย่างเต็มตัวในปี ค.ศ. 2015 ทั้งนี้เนื่องด้วยอาจจะเป็นการแสดงออกถึงความทัดเทียมและทันสมัยหรือก้าวตามกระแสโลกหรืออะไร ก็แล้วแต่ แต่ทั้งหมดอย่างน้อยก็ถือว่าเป็นการปรับตัวของประเทศไทยเราเองให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกได้อย่างเหมาะสม
อาเซียนเราอย่างที่เรารู้ๆ กันมีประเทศสมาชิกอยู่ 10 ประเทศ มีประชากรรวมกันประมาณ 600 ล้านคนเศษๆ มีผลิตภัณฑ์มวลรวมกันทั้งหมดประมาณ 2.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เป็นตลาดส่งออกสินค้าสหรัฐที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก นอกจากนั้นยังเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางด้านเส้นทางการเดินเรือที่สำคัญของหลายประเทศทั่วโลก และเป็นเขตภูมิภาคที่มีความสำคัญทางการเมืองสำหรับประเทศมหาอำนาจทั้งสหรัฐอเมริกา และจีน
เพราะฉะนั้นอาเซียนจึงกลายเป็นจุด ยุทธศาสตร์ทั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจที่สำคัญของโลกไปแบบจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม แต่สิ่งที่สำคัญอย่างหนึ่งก็คือ โครงสร้างการ รวมตัวและการทำงานร่วมกันของประเทศสมาชิกแบบหลวมๆ ให้เกียรติซึ่งกันและกันและไม่ก้าวก่ายซึ่งกันและกัน ก็ถือว่าเป็นวัฒนธรรมการเมืองแบบอาเซียน ซึ่งบรรดาประเทศฝรั่ง ที่เจริญแล้วต่างก็พากันงวยงงไปกับความเป็นเอกลักษณ์ของอาเซียน
ที่เกริ่นไปแล้วข้างต้นว่าอาเซียนมีความสำคัญต่อทั้งสหรัฐอเมริกาและจีนในเขตภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ดังนั้น การตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างอาเซียนกับประเทศมหาอำนาจเบอร์ 1 และเบอร์ 2 ของโลกจึงเป็นเรื่อง ที่มีความสำคัญมากๆ ซึ่งเราจะมาดูสถานะความสัมพันธ์ระหว่างอาเซียนกับสหรัฐอเมริกากันก่อน
ถ้ามองย้อนไปสู่ประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างอาเซียนกับสหรัฐอเมริกา ก็ต้องถือว่ามีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมาเป็นระยะเวลานานนับร้อยปีผ่านทางสนธิสัญญาทั้งทางด้านการทูตและการทหาร โดยเฉพาะประเทศไทยที่มีสนธิสัญญาด้านความมั่นคงอยู่กับสหรัฐอเมริกาด้วยมาเป็นระยะเวลาอันยาวนาน ทำให้ความแน่นแฟ้นของความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนเป็นไปด้วยดีตลอดมา
สิ่งที่ทำให้ประเทศสมาชิกอาเซียนปัจจุบันเริ่มเอนเอียงหันเหไปสร้างความสัมพันธ์กับประเทศมหาอำนาจเอเชียด้วยกันอย่าง สาธารณรัฐประชาชนจีน เนื่องด้วยหลาย เหตุการณ์ที่ผ่านมาในอดีตทำให้ประเทศสมาชิกอาเซียนรู้สึกว่าอเมริกาเริ่มหันเหความสำคัญจากภูมิภาคนี้ไปให้ความสำคัญกับภูมิภาคอื่นๆ รวมทั้งนโยบายความสัมพันธ์ของบรรดา ผู้นำอเมริกันที่ผ่านมาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับอาเซียนก็ไม่ค่อยมั่นคง
ตัวอย่างที่ทำให้กลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนต้องหยุดพิจารณาความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกาแบบละเอียดยิ่งขึ้น ได้แก่ ในปี ค.ศ. 1972 ประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน ของสหรัฐอเมริกา อยู่ดีๆ ก็บินไปจับมือกับผู้นำจีนสมัยนั้นแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ทั้งที่ขณะนั้นจีนคอมมิวนิสต์ถือว่าเป็นภัยด้านความมั่นคงต่อภูมิภาคอาเซียนอย่างเต็มๆ ตามด้วยเหตุการณ์ที่อดีต ประธานาธิบดี จิมมี คาร์เตอร์ สั่งถอนกำลังทหารออกจากภูมิภาคเอเชียในช่วงทศวรรษปี ค.ศ. 1970
ต่อด้วยอดีตประธานาธิบดี บิล คลินตัน ไม่สนใจไยดีต่อประเทศไทยและอีกหลายประเทศในอาเซียนช่วงเกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินในปี ค.ศ. 1997 ขณะที่จีนได้ให้ความช่วยเหลือทางการเงินต่อประเทศที่เจอวิกฤตโดยเฉพาะประเทศไทย รวมถึงการที่อดีตประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุช ได้ให้ความสำคัญต่อการปราบปรามผู้ก่อการร้ายมากกว่าให้ความสนใจกลุ่มประเทศในภูมิภาคอาเซียน
สัปดาห์หน้าเรามาติดตามกันต่อถึงความสัมพันธ์ระหว่างอาเซียนสหรัฐ ในยุคปัจจุบันกันครับ







