
สถานะเศรษฐกิจและการเงินของประเทศไทย
ต้องยอมรับว่าโลกเราเปลี่ยนแปลงเร็วมาก เมื่อ 34 เดือนก่อน หลายท่านคงกังวลว่าเงินบาทจะแข็งไปถึงเท่าไหร่ เนื่องจากเวลานั้นเศรษฐกิจโลกมีความเชื่อมั่นดีขึ้นมาก เศรษฐกิจสหรัฐและญี่ปุ่นมีแนวโน้มฟื้นตัวดีต่อเนื่อง กระแสเงินจากต่างประเทศไหลบ่าเข้ามายังตลาดเงินในภูมิภาคเอเชีย
ต้องยอมรับว่าโลกเราเปลี่ยนแปลงเร็วมาก เมื่อ 34 เดือนก่อน หลายท่านคงกังวลว่าเงินบาทจะแข็งไปถึงเท่าไหร่ เนื่องจากเวลานั้นเศรษฐกิจโลกมีความเชื่อมั่นดีขึ้นมาก เศรษฐกิจสหรัฐและญี่ปุ่นมีแนวโน้มฟื้นตัวดีต่อเนื่อง กระแสเงินจากต่างประเทศไหลบ่าเข้ามายังตลาดเงินในภูมิภาคเอเชีย
แต่หลังจากธนาคารกลางสหรัฐ เริ่มออกมาให้สัญญาณว่าอาจจะทยอยถอนมาตรการ QE ภายในปีนี้ บรรยากาศในตลาดเงินก็ได้เปลี่ยนไปคนละด้าน ความเชื่อมั่นในตลาดลดลง กระแสเงินทุนกลับทิศทาง ไหลออกจากภูมิภาคเอเชียอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนลงต่อเนื่อง จากนั้นไม่นานเงินบาทก็แข็งค่าสลับกับอ่อนค่า จนยากจะคาดเดาได้
สภาพแวดล้อมของเศรษฐกิจโลกในภาพรวมกำลังเปลี่ยนแปลงไป ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา เศรษฐกิจหลักกับเศรษฐกิจเกิดใหม่เติบโตในความเร็วที่แตกต่างกันมาก เศรษฐกิจเกิดใหม่อย่างกลุ่ม BRICS ที่เติบโตเร็วและมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ขึ้นมากกลายมาเป็นหัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก ทำให้มีการค้าและการลงทุนระหว่างเศรษฐกิจเกิดใหม่กันเองขยายตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เกิดเป็นขั้วอำนาจเศรษฐกิจโลกใหม่ควบคู่กับเศรษฐกิจหลัก
ภายใต้สภาพแวดล้อมโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็วเช่นนี้ ประเทศไทยควรจะทำอย่างไร คงเป็นไปไม่ได้ที่เราจะลดความผันผวนหรือหลบหลีกความเสี่ยงต่างๆ ของเศรษฐกิจโลก สิ่งที่ดีที่สุดคือ ทำตัวเราให้แข็งแรงพอที่จะรับมือกับความผันผวนได้ และแข็งแรงพอที่จะฉกฉวยโอกาสทางธุรกิจในสภาพแวดล้อมโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง
เราต้องการเห็นประเทศไทยแข็งแรงใน 4 ด้าน
ความแข็งแรงที่ผมกล่าวถึงนี้เป็นอย่างไร สำหรับประเทศไทย ผมมองว่าเราต้องการเห็นความแข็งแรงใน 4 ด้าน
ด้านแรก เราต้องการเห็นผู้ประกอบการไทยเก่ง ไม่ใช่เก่งเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ เราต้องการเห็น SMEs ไทยมีศักยภาพด้วย เพราะประเทศจะขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างแข็งแกร่งจริงต้องเดินหน้าไปด้วยกัน ผู้ประกอบการต้องมีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงมากพอที่จะสามารถออกไปแข่งขันในต่างประเทศได้ มีสินค้าโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์และเป็นที่ต้องการในตลาดโลก ซึ่งจะทำให้ธุรกิจไม่อ่อนไหวต่อความผันผวนต่างๆผมขอยกตัวอย่างเศรษฐกิจเยอรมนีที่สามารถขยายตัวและส่งออกสินค้าได้ท่ามกลางภาวะวิกฤตในยุโรป
ตัวอย่างประเทศไทยเอง เรามีภาคการท่องเที่ยวที่มีศักยภาพสูง สามารถขยายตัวในอัตราสูงได้อย่างต่อเนื่องแม้ว่าเศรษฐกิจโลกอยู่ในภาวะซบเซา และสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วจากเหตุการณ์ร้ายแรงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสึนามิที่ภาคใต้ ความวุ่นวายทางการเมืองรวมถึงการปิดสนามบิน
ด้านภาครัฐ ภาครัฐที่แข็งแรงต้องมีวินัยทางการเงินดี สามารถทำหน้าที่ดูแลให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง ส่งเสริมให้ภาคเอกชนพัฒนาศักยภาพและลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศในระยะยาว โดยเฉพาะการวางรากฐานให้ประเทศไทยมีศักยภาพในการเป็น Hub เศรษฐกิจสำคัญของภูมิภาค ขณะเดียวกัน ส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเสริมสร้างความเจริญก้าวหน้าของประเทศ
ด้านสถาบันการเงิน สถาบันการเงินที่แข็งแรงต้องมีศักยภาพพอที่จะแข่งขันกับต่างประเทศได้ ดำเนินธุรกิจด้วยความระมัดระวัง ไม่สร้างความเปราะบางให้กับเศรษฐกิจเหมือนวิกฤตการเงินปี 2540 หรือวิกฤตการเงินหลายๆ ครั้งในต่างประเทศ ขณะเดียวกัน ช่วยส่งเสริมการเติบโตของภาคธุรกิจและเศรษฐกิจได้ดี
ด้านสุดท้าย เราต้องการเห็นคนไทยมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น ไม่มีความแตกต่างด้านรายได้เกินไป ได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึงและมีสุขภาพดี
การที่จะเห็นประเทศไทยแข็งแรงทั้ง 4 ด้านดังที่กล่าวมา คงจะต้องมาสำรวจตัวเองก่อนว่า ตอนนี้เราแข็งแรงแล้วแค่ไหน มีภูมิคุ้มกันพอหรือยัง
ในช่วงที่ผ่านมา เราได้สร้างภูมิคุ้มกันส่วนหนึ่งขึ้นมาแล้ว ในส่วนของผู้ประกอบการ พิสูจน์ให้เห็นว่า แม้จะผ่านมรสุมมามากมายหลายรูปแบบ นับตั้งแต่วิกฤตซับไพรม์ในสหรัฐ วิกฤตหนี้สาธารณะในยุโรป วิกฤตการเมืองในประเทศ รวมถึงน้ำท่วมครั้งใหญ่เมื่อ 2 ปีก่อน แต่ก็ยังยืนหยัดได้ ถ้าเราไปดูในกลุ่มผู้ส่งออก เห็นว่า มีการขยายตลาดไปยังเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่มีการเติบโตสูงมากขึ้น โดยเฉพาะตลาดเพื่อนบ้านในอาเซียน ลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น รวมทั้งมีการส่งออกสินค้าที่หลากหลายขึ้นด้วย ทำให้เมื่อเกิดปัญหาเศรษฐกิจในภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่ง หรือสินค้ากลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เราก็จะไม่ได้รับผลกระทบรุนแรงมากนัก
ในส่วนของผู้ทำนโยบาย ในฐานะของแบงก์ชาติ นับจากวิกฤตการเงินปี 2540 จนถึงปัจจุบัน เราเองได้เปลี่ยนแนวทางการดำเนินนโยบายการเงินมาเป็น Inflation Targeting และดำเนินนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนแบบยืดหยุ่น รวมถึงได้ยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลสถาบันการเงิน ทำให้แบงก์ชาติมีความสามารถในการรักษาเสถียรภาพระบบเศรษฐกิจและการเงินมากขึ้น
ดังนั้น ก็ถือได้ว่าเศรษฐกิจไทยมีภูมิคุ้มกันในการรับมือกับความผันผวนต่างๆ ดีขึ้นมาในระดับหนึ่ง แต่ยังต้องพัฒนาขีดความสามารถเชิงรุกในการแข่งขันกับต่างประเทศจากการจัดอันดับความสามารถ ในการแข่งขันระหว่างประเทศของ IMD ล่าสุดในปี 2556 พบว่า ในกลุ่มอาเซียนด้วยกันเอง ไทยยังตามหลังสิงคโปร์และมาเลเซียค่อนข้างมาก ซึ่งจุดอ่อนสาคัญที่ถ่วงความสามารถในการแข่งขันของประเทศ คือ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ผลิตภาพแรงงาน รวมถึงการศึกษา ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสาคัญในการชี้วัดศักยภาพของเศรษฐกิจ และเป็นตัวกาหนดความสามารถของเศรษฐกิจที่จะเติบโตได้ในระยะยาว
นโยบายการเงินมีบทบาทสำคัญในการรักษาสมดุลระหว่างการขยายตัวและเสถียรภาพของเศรษฐกิจ ทำหน้าที่คล้ายกับการเหยียบหรือผ่อนคันเร่งให้เศรษฐกิจสามารถขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยความเร็วที่เหมาะสม เพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถดำเนินไปได้อย่างราบรื่น แม้ว่านโยบายการเงินจะไม่มีบทบาทโดยตรงในการเพิ่มศักยภาพของประเทศ แต่อย่างน้อยต้องไม่เป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ อย่างเช่น บทเรียนวิกฤตซับไพรม์ในสหรัฐได้แสดงให้เห็นว่า การดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายยาวนานเกินไป อาจนำไปสู่วิกฤตการณ์ทางการเงินในที่สุด
สำหรับนโยบายการคลัง มีบทบาทโดยตรงในการเพิ่มศักยภาพของประเทศ จึงควรให้ความสำคัญกับการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นและการยกระดับศักยภาพของประเทศในระยะยาวควบคู่กันไป
ที่ผ่านมาเราเห็นนโยบายภาครัฐมุ่งเน้นแต่การเพิ่มรายได้ กระตุ้นรายจ่ายของครัวเรือน แต่การกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นลักษณะนี้มีข้อจำกัด คือ 1) ไม่ยั่งยืน 2) เสียโอกาสในการพัฒนาศักยภาพของประเทศ 3) บิดเบือนกลไกตลาดและไม่จูงใจให้ภาคเอกชนพัฒนาตัวเอง เหมือนคนที่ถูกอุ้มชูอาจจะได้ความสุขสบาย แต่ขณะเดียวกันก็จะอ่อนแอลง เพราะไม่ได้ยืนด้วยกำลังของตัวเอง โดยธรรมชาติร่างกายและสติปัญญาของคนจะแข็งแรงขึ้นเมื่อได้ใช้งาน การทำนโยบายแบบอุ้มชูจะทำให้ศักยภาพภาคเอกชนล้าหลังในระยะยาว
นโยบายภาครัฐที่ดีสำหรับประเทศไทยเวลานี้ ควรเน้นที่ด้าน Supply โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่ยังมีอยู่หลายด้าน ทั้งระบบการขนส่งและด้านตลาดแรงงาน รวมถึงการสร้างสภาพแวดล้อมที่จูงใจให้ภาคเอกชนพัฒนาศักยภาพของตัวเองอย่างเต็มที่
ประการแรก คือ การลงทุนพัฒนาระบบขนส่ง ต้นทุนโลจิสติกส์ของไทยยังสูงมากเมื่อเทียบกับสหรัฐฯ โดยในปี 2554 มีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 14 ของ GDP ขณะที่ต้นทุนของสหรัฐฯ อยู่ที่ร้อยละ 8 เท่านั้น ซึ่งต่ากว่าเกือบเท่าตัว ส่วนหนึ่งเนื่องจากการขนส่งของไทยพึ่งพาการขนส่งทางถนนเป็นหลัก ซึ่งเป็นรูปแบบที่ต้นทุนพลังงานสูงกว่าทางรางมากกว่า 3 เท่า ทาให้ไทยมีสัดส่วนการพึ่งพาพลังงานน้ามันต่อ GDP (oil intensity) สูงถึงร้อยละ 13 ขณะที่สหรัฐฯ มีสัดส่วนการพึ่งพาพลังงานน้ามันเพียงร้อยละ 5 ต่อ GDP ทาให้ไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุนล้าหลังประเทศที่พัฒนาแล้วค่อนข้างมาก
ประการที่สอง คือ การลดข้อจากัดด้านตลาดแรงงาน ในที่นี้ผมขอไม่กล่าวถึงปัญหาการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเนื่องจากเราคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ และทุกท่านคงทราบดีอยู่แล้ว แต่ผมจะกล่าวถึงปัญหาที่สาคัญในตลาดแรงงาน 3 ข้อ
ข้อแรก ปัญหาความไม่พอดีกันระหว่างความต้องการของผู้ประกอบการ กับ ทักษะและความสามารถของแรงงาน (skill mismatch) ยกตัวอย่างเช่น ขณะที่ภาคธุรกิจยังขาดแคลนแรงงานประเภทช่างที่มีการศึกษาด้านวิชาชีพ ปวช./ปวส. อย่างมาก แต่เรามีแรงงานระดับปริญญาตรีล้นตลาด เห็นได้จาก มีคนหนุ่มสาวเข้าสอบครูเป็นจานวนมาก
ข้อสอง ภาคการผลิตยังพึ่งพาแรงงานไร้ทักษะอยู่มาก ส่วนหนึ่งจากค่าจ้างแรงงานที่อยู่ในระดับต่า มาเป็นเวลานาน ทาให้ไม่จูงใจให้ผู้ประกอบการคิดที่จะปรับตัวเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลงทุนใน
เครื่องจักรและอุปกรณ์เพื่อลดการพึ่งพาแรงงาน หรือปรับเปลี่ยนไปสู่อุตสาหกรรมที่มีความซับซ้อนและมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น เพื่อก้าวข้ามข้อจากัดของตลาดแรงงานในประเทศ
ข้อสาม นโยบายอุดหนุนราคาสินค้าเกษตร จูงใจให้แรงงานย้ายจากภาคอุตสาหกรรมไปสู่ ภาคเกษตร ทาให้ผลิตภาพของแรงงานโดยรวมของประเทศโตช้าลง
นโยบายภาครัฐประการที่สาม คือ การสร้างสภาพแวดล้อมที่ดี ฟังดูเหมือนเป็นนโยบายที่ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจอย่างอ้อม ๆ แต่ผมมองว่าเป็นปัจจัยหลักที่ทาให้เศรษฐกิจเติบโตได้อย่างยั่งยืน ได้แก่ สภาพแวดล้อมที่มีการแข่งขันจากการเปิดประเทศออกไปเผชิญกับคนเก่งของประเทศอื่น ๆ อย่างในกรณีของ AEC การอนุญาตให้ต่างชาติสามารถเข้ามาลงทุนในประเทศและแข่งขันกับสินค้าในบ้านเรา จะเป็นแรงกระตุ้นให้ผู้ประกอบการไทยตื่นตัวที่จะต้องออกไปสร้างโอกาส สร้างความได้เปรียบในต่างประเทศ ตื่นตัวที่จะเพิ่มประสิทธิภาพการทาธุรกิจ และยกระดับคุณภาพสินค้าให้ได้มาตรฐานสากล
ด้านสภาพแวดล้อมทางการเงิน แบงก์ชาติเองก็ดูแลให้อัตราแลกเปลี่ยนเคลื่อนไหวตามกลไกตลาด มากที่สุด และส่งเสริมให้ผู้ประกอบการรู้จักบริหารความเสี่ยงด้วยตนเอง ขณะเดียวกัน ก็ผ่อนคลายกฎเกณฑ์ให้คนไทยออกไปลงทุนในต่างประเทศได้สะดวกขึ้น ส่งเสริมให้คนเก่ง







