
ไทยแลนด์ สแตนดาร์ด
ช่วงปลายเดือน ก.ย.สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้เขียนในนามของสโมสรสุโขทัยธรรมาธิราช ได้พาผู้เกษียณอายุราชการของมหาวิทยาลัยใน พ.ศ. 2556 จำนวน 27 คน พร้อมคณะกรรมการและเจ้าหน้าที่สโมสรรวมกันได้ 40 คน ไปทำบุญไหว้พระที่ จ.สมุทรสงคราม เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้แก่บุคลากรดังกล่าว และที่สำคัญ คือ สร้างความรู้สึกที่ดีต่อกันในการที่แต่ละคนได้อยู่ในมหาวิทยาลัยมาอย่างน้อยคนละ 30 กว่าปีนั้นให้ยั่งยืนตลอดไป
ช่วงปลายเดือน ก.ย.สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้เขียนในนามของสโมสรสุโขทัยธรรมาธิราช ได้พาผู้เกษียณอายุราชการของมหาวิทยาลัยใน พ.ศ. 2556 จำนวน 27 คน พร้อมคณะกรรมการและเจ้าหน้าที่สโมสรรวมกันได้ 40 คน ไปทำบุญไหว้พระที่ จ.สมุทรสงคราม เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้แก่บุคลากรดังกล่าว และที่สำคัญ คือ สร้างความรู้สึกที่ดีต่อกันในการที่แต่ละคนได้อยู่ในมหาวิทยาลัยมาอย่างน้อยคนละ 30 กว่าปีนั้นให้ยั่งยืนตลอดไป
พวกเรานั่งรถบัสไปด้วยกัน ออกจาก มสธ.ราว 7โมงเช้า ราวๆ 9 โมงก็ถึงท่าน้ำหน้าวัดกุฎีทอง จ.สมุทรสงคราม แล้วแบ่งกันลงเรือ 3 ลำ ลำละ 10 กว่าคน ไปแวะไหว้พระในเวลา 3 ชั่วโมง จนถึงเที่ยงได้ 5 วัด การดูแลขึ้นลงเรือและเข้าออกเทียบท่าในแต่ละวัดทำได้เรียบร้อยดีมาก รวมทั้งการจัดการในบริเวณวัดแต่ละวัด ทราบว่าทางจังหวัดและการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้เข้ามาดูแลจนเกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อยดังกล่าว
ตรงนี้แหละที่ทำให้เกิดปัญหาตามมา!
ทั้ง 5 วัด (ขอสงวนชื่อวัดเหล่านั้น เพราะเป็นการอ้างถึงในทางที่ไม่ดี) มีกิจกรรมต่างๆ ค่อนข้างคล้ายกัน เนื่องจากเป็นวัดริมน้ำก็จะมีปลามีเต่าให้ปล่อย ซึ่งในวันที่พวกเราเดินทางไปน้ำในแม่น้ำกลองค่อนข้างไหลแรง น้ำมากและขุ่นคลั่ก (เพราะกรมชลประทานกำลังระบายน้ำที่มาจากจังหวัดด้านบนๆ ลงทะเลไม่ให้น้ำท่วมเหมือนปี 2554) ใครที่คิดปล่อยสัตว์เหล่านั้นอาจจะทำบาปมากกว่าทำบุญ เพราะน่าจะมีชีวิตรอดได้ยาก จากนั้นที่ท่าน้ำนั่นเองก็จะมี “ปาปาราซซี” จำนวนหนึ่งคอยแอบถ่ายรูปผู้คนที่ขึ้นจากเรือหรือกำลังเดินเข้าวัด แล้วพอตอนขากลับท่านก็จะได้เห็นภาพอันประดักประเดิด (เนื่องจากไม่ได้ตั้งท่าให้ถ่ายและกำลังอยู่ในอาการประหลาดๆ โดยเฉพาะคนเฒ่าคนแก่ที่ยักแย่ยักยัน) ไปแปะอยู่บนถ้วยโถโอชามบ้าง กรอบรูปแบบแปลกๆ บ้าง ในราคาขายไม่ต่ำกว่า 100 บาท แม้ว่าจะไม่ซื้อก็ได้ แต่ก็สร้างความรำคาญอยู่ไม่น้อย
บางคนพูดขึ้นมาว่า นี่ดีขึ้นแล้วนะ แต่ก่อน (ที่ทางการจะเข้ามาจัดการ) จะมีคนมาเร่ขายของพร้อมกระชากลากถูคะยั้นคะยอให้ซื้อ แต่เมื่อจัดการแล้วก็ให้ไปตั้งร้านตั้งซุ้มขายกันให้เป็นระเบียบเรียบร้อย ซึ่งส่วนใหญ่ก็มีการจัดบริเวณเป็นสัดส่วนดีทุกวัด แต่ก็มีพ่อค้าแม่ค้าที่มักง่ายแอบเอากระบะหรือโต๊ะที่ยกเคลื่อนย้ายได้ ไปตั้งดักขายของในทางที่คนมาทำบุญนั้นเดินผ่านไปผ่านมา บางแห่งก็มีการไปตั้งใต้ศาลาหรือกุฏิ พวกเราบางคนเผลอไปอุดหนุนนึกว่าเป็นกิจการของวัดเพื่อร่วมกุศลในรูปแบบต่างๆ แต่พอไปดูใกล้ๆ กลายเป็นอาหมวยอาตี๋และของที่ขายก็เป็นตุ๊กตุ่นตุ๊กตาและของกินเล่นต่างๆ ซึ่งไม่ใช่ของที่ทางวัดมาให้ร่วมทำบุญแน่นอน
เรื่องการทำบุญในวัดก็น่าเวียนหัวมาก!
ผู้เขียนเติบโตมาในโรงเรียนวัด เวลาไปทัศนศึกษาหรือท่องเที่ยวต่างๆ ก็ชอบที่จะไปวัด ยิ่งได้มาทำงานที่ มสธ.ที่จะต้องออกต่างจังหวัดปีละเป็นสิบๆ ครั้ง ทั้งไปสอน ไปคุมสอบ และไปราชการต่างๆ ก็มักจะต้องแวะเวียนเข้าออกวัดที่ผ่านไปมาแทบทุกครั้ง ถ้าอยู่หลายวันก็ไปหลายวัด เพราะผู้เขียนชอบถ่ายรูป ซึ่งในบริเวณวัดมักจะมีภาพสวยๆ เช่น วิหาร เจดีย์ พระพุทธรูป จิตรกรรมฝาผนัง ฯลฯ รวมทั้งผู้คนที่เข้าออกในวัดก็มีให้ดูแปลกตามากมายให้ได้ถ่ายภาพอย่างไม่เบื่อหน่าย จึงสังเกตเห็นว่าในระยะ 4050 ปีที่ผ่านมานี้ “การทำบุญ” มีการเปลี่ยนแปลงไปมาก
คือแต่ก่อนแต่ละวัดมักจะมีความโดดเด่นไปคนละแบบ ด้วยประวัติศาสตร์หรือเรื่องราวที่แตกต่างกัน ถ้าวัดดังก็จะมีพระ (พุทธรูป) ที่ดังด้วยความสวย ความศักดิ์สิทธิ์ ตำนานและความเป็นมา ดังด้วยความเก่าแก่และผู้เกี่ยวข้องในการสร้างวัดนั้นๆ เช่น พระมหากษัตริย์ หรือเศรษฐีต่างๆ เป็นต้น ส่วนกิจกรรมในวัดก็ไม่แตกต่างกัน เช้าและเพลก็ถวายอาหารแล้วฟังเทศน์สวดมนต์ ใครที่จะถวายปัจจัยไทยทานอะไรก็ร่วมใส่ได้ตอนช่วงนี้ ส่วนตอนเย็นก็ทำวัตรสวดมนต์ตามกิจวัตร (แปลว่ากิจที่ทำหมุนเวียนไปเป็นปกติ) เป็นไปอย่างนี้ทุกวัน เว้นแต่วันพระและวันสำคัญตามประเพณีก็จะมีกิจกรรมในการทำบุญและเทศนาเพิ่มขึ้นบ้าง แต่ก็ไม่อึกทึกครึกโครมอะไร
หลายปีมานี้วัดจำนวนมากแข่งขันกันหาเงินเข้าวัด จึงต้องจัดให้มีกิจกรรม (ในสมัยนี้ต้องเรียกให้ทันสมัยว่า “อีเวนต์”) เช่น ตัดลูกนิมิตหรือสร้างอาคารและวัตถุต่างๆ (ทั้งปี) พิธีการสวดโน่นนี่ที่อ้างว่าช่วยคุ้มครองป้องกันต่างๆ (ทั้งปี) ถวายสังฆทาน 24 ชั่วโมง (ประมาณนั้น เพราะมืดค่ำก็ไปเคาะประตูกุฏิมารับสิ่งของต่างๆ ได้) นอกเหนือจากกิจกรรมในรูปแบบเก่าๆ เช่น สร้างเหรียญ สร้างพระ และสิ่ง (อวดอ้างว่า) เป็นมงคลต่างๆ ที่ดูจะซาลงไป เพราะตลาดแคบเฉพาะในหมู่นักเลงพระ แต่ถ้าจัดอีเวนต์จะได้ลูกค้า (เอ๊ย ญาติโยม) หลากหลาย แล้วแต่จะเน้นอีเวนต์อะไร
ยิ่งไปกว่านั้นก็มีการใช้ “เซเลบ” (มาจากภาษาอังกฤษว่า Celebrity แปลว่า คนเด่นคนดัง) เช่น สร้างเรื่องอิทธิปาฏิหาริย์หรือชื่อเสียงให้กับพระในวัด หรือออกข่าวว่ามีคนดังๆ ใครบ้างที่มาวัดนี้ ถ้าได้จำพวกดารานักร้องก็ยิ่งดี รวมทั้งความนิยมของชาวต่างชาติ มีของแปลก รวมทั้งสร้างตำนานและเรื่องราวใหม่ๆ เกิดขึ้น ไม่เว้นแม้แต่จิ้งจกตุ๊กแกและต้นหมากรากไม้ต่างๆ (ในที่นี้ยกเว้นวัดที่ท่านมีพระที่พระพฤติดีประพฤติชอบ มีชื่อเสียงด้วยบารมีของท่านจริงๆ และคนไปกราบไหว้ด้วยความเคารพศรัทธาจริงๆ) บางวัดถึงกับไปแสวงหาพระดังๆ จากที่อื่นมาอยู่ในวัด
นอกจากนั้น ในเรื่องของการทำบุญบริจาคต่างๆ อย่างที่กล่าวแล้วว่า ถ้าเป็นเงินหรือสิ่งของต่างๆ ในสมัยก่อนก็จะถวายกับตัวพระโดยตรง แต่ในสมัยนี้จะมีตู้รับบริจาคและกิจกรรมในการ “เก็บเงิน” หลากหลายรูปแบบ ที่ผู้เขียนเห็นว่าแปลกมากๆ เช่น ชักรอกกระเบื้องขึ้นไปมุงหลังคา ม้าหมุนพระอรหันต์ โยนเหรียญเสี่ยงทาย (เหมือนน้ำพุเทรวีที่อธิษฐานให้ได้กลับมาเที่ยวอีก) หรือเลียนแบบเกาหลี จำพวกเขียนกระดาษไปติดเป็นราว เอาลูกกุญแจคล้องรั้วแล้วโยนลูกกุญแจลงน้ำ หลายวัดมีหุ่นขี้ผึ้งจำลองภาพพระเกจิหรือสงฆ์ดังๆ ในภูมิภาคต่างๆ ฯลฯ สารพัน แต่ที่ประหลาดที่สุด (ในความรู้สึกส่วนตัว) คือ เป็นวัดไทยแต่มีการเปิดเทปธรรมะและเพลงแบบวัดจีน!
อ้อ บางวัดมีอูฐมาให้ขี่และมีแกะมาให้ป้อนนมด้วย
นี่อาจจะเป็น “ไทยแลนด์สแตนดาร์ด” หรือมาตรฐานใหม่ของกิจกรรมทางศาสนาและการท่องเที่ยวในประเทศนี้แล้วกระมัง และถ้าเราจะสังเกตดูให้ดี ขณะนี้หลายๆ จังหวัดก็มีการเลียนแบบวัฒนธรรมประเพณีของกันและกัน รวมทั้งนำเข้ามาจากต่างประเทศ โดยคิดว่าจะเชิดหน้าชูตา เช่น เอาแห่เทียนมาจากอุบลฯ หรือทิวลิปมาจากฮอลแลนด์ มังกรมาจากจีน ฯลฯ
แบบว่าไปจังหวัดเดียวทั่วไทย (และโลก)...เอากับท่านซิ







