posttoday
พลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ

พลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ

04 ตุลาคม 2556

เป็นที่ทราบกันดีว่า วิกฤต Subprime ที่เริ่มต้นขึ้นในสหรัฐตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551 และส่งผลกระทบโยงใยอย่างซับซ้อนไปทั่วโลกนั้น ประเด็นที่สำคัญก็คือ วิกฤต Subprime ทำให้ประเทศพัฒนามีฐานะการคลังอ่อนด้อยลง ไม่สามารถใช้มาตรการทางการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจส่งผลให้เศรษฐกิจโลกซบเซาลง

เป็นที่ทราบกันดีว่า วิกฤต Subprime ที่เริ่มต้นขึ้นในสหรัฐตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551 และส่งผลกระทบโยงใยอย่างซับซ้อนไปทั่วโลกนั้น ประเด็นที่สำคัญก็คือ วิกฤต Subprime ทำให้ประเทศพัฒนามีฐานะการคลังอ่อนด้อยลง ไม่สามารถใช้มาตรการทางการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจส่งผลให้เศรษฐกิจโลกซบเซาลง

ในขณะเดียวกัน การใช้มาตรการทางการเงินนอกตำราใหม่ๆ เช่น QE ก็ส่งผลโดยตรงให้ตลาดการเงินของโลกมีความผันผวนมากขึ้น ส่งผลให้ตลาดทุนและอสังหาริมทรัพย์แกว่งตัวสูงขึ้นแล้วลดต่ำลงกว่าฐานะพื้นฐาน ได้อย่างง่ายดายและต่อเนื่องสลับกันเกือบจะตลอดเวลาเป็นภาระที่หน่วยงานอย่าง สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) และ ธปท.ต้องเข้าไปกำกับดูแลแทรกแซงเป็นระยะๆ เพื่อประคับประคองเสถียรภาพของตลาดเอาไว้

ในด้านการผลิตประเทศตลาดเกิดใหม่ ซึ่งพึ่งพิงตลาดในประเทศพัฒนาที่ยังคงซบเซาสูงก็กลับทำให้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภค และนักลงทุนในประเทศตลาดเกิดใหม่นี้ลดลง ส่งผลให้การลงทุนที่ชะลอตัวอยู่แล้ว ยิ่งลดอัตราการเติบโตลงไปอีก ส่งผลกระทบต่อศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจและระยะเวลาของหลุดพ้นจากกับดักทางรายได้โดยปริยาย อย่างไม่มีกำหนดแน่ชัด

ณ จุดนี้การเร่งขยายการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นโดยมีภาครัฐเป็นตัวนำ แต่อยู่ในขอบข่ายของวินัยการเงินการคลัง โดยเฉพาะเพดานหนี้สาธารณะ จึงน่าจะเป็นประโยชน์กับประเทศมากกว่าผลเสีย

นัยสำคัญทางนโยบาย สำหรับ ธปท.ในด้านการเงินของประเทศนั้น สิ่งที่ ธปท.กำลังดำเนินการอยู่ในด้านต่างๆ เพื่อวางรากฐานสำหรับอนาคตมีการพัฒนากันมาอย่างต่อเนื่อง จุดเชื่อมต่อจากประเด็นต่างๆ ที่ได้กล่าวมาเบื้องต้น คือผลกระทบจากการเคลื่อนย้ายของเงินทุนและผลกระทบต่อพื้นฐานเศรษฐกิจ ตลอดจนต้นทุนในการบริหารความเสี่ยงของทั้งภาครัฐและเอกชนนี้เองเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วน

หากเราจะป้องกันมิให้ความผันผวนในระยะสั้นกลายเป็นกับดักรายได้แบบถาวรในระยะยาว ในด้านนี้กรอบการดำเนินนโยบายการเงินจำเป็นที่จะต้องประสานกับทุกๆ ฝ่าย อาทิ กระทรวงการคลัง สำนักงานคณะกรรมการ (ก.ล.ต.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เนื่องจากการพัฒนาตลาดทุนให้มีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น และเสถียรภาพการเงินของประเทศเป็นโจทย์ใหญ่ที่มิได้อยู่ในความรับผิดชอบของ ธปท.แต่ผู้เดียว

กรอบการดำเนินงานเฉพาะของ ธปท. และการล้อมรั้วป้องกันมิให้วิกฤตการณ์การเงินของโลกลุกลามก็เป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วน ซึ่งความจริงก็ได้มีการริเริ่มดำเนินการมาก่อนหน้านานพอสมควรแล้ว เช่น การพัฒนาระบบบริหารความเสี่ยง ระบบการกำกับตรวจสอบสถาบันการเงินให้เข้มแข็ง (Basle III)

การบริหารจัดการความผันผวนจากเงินทุนเคลื่อนย้าย ที่เป็นสาเหตุของความฟูฟ่องและซบเซาของระบบเศรษฐกิจที่ไม่สะท้อนพื้นฐานอย่างแท้จริง การเตรียมการ เพื่อเชื่อมโยงระบบเศรษฐกิจการเงินไทยเข้ากับอาเซียน ซึ่งเป็นระบบเศรษฐกิจที่มีความลึก กว้าง เข้มแข็ง มีพลัง (ชีวิต) เหมือนเรือเดินสมุทรขนาดใหญ่ที่สามารถโต้คลื่นลม ในการเตรียมนำพาเศรษฐกิจของประเทศออกสู่มหาสมุทรของตลาดโลกได้อย่างเต็มรูปแบบมากยิ่งขึ้น การพัฒนาระบบการติดตามข้อมูล ตลอดจนการสื่อสารต่อสาธารณชนผ่านช่องทางต่างๆ และจังหวะเวลาอย่างเหมาะสม ทันท่วงที ช่วยให้ภาคเอกชนและประชาชนสามารถบริหารจัดการตนเองได้

ผ่านพ้นความผันผวนต่างๆ เหล่านี้ไปได้อย่างราบรื่น นำพาระบบไปสู่ความมั่นคงที่ยั่งยืนยิ่งขึ้น

สรุปโดยรวมพลังชีวิตที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจอยู่นั้น มีหลายรูปแบบและส่งผ่านหลายๆ ช่องทางพร้อมๆ กัน แต่พลังที่สำคัญที่สุดก็คือ พลังปัญญาของคนไทยนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นพลังในการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ ของภาคเอกชน หรือพลังในการสรรค์สร้างโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นเร่งด่วนของภาครัฐ

ดังนั้น ในการจะนำพาระบบเศรษฐกิจให้ข้ามพ้นทุกข์ คือกับดักของรายได้นั้น ยังมีสิ่งที่ต้องได้รับการดูแลแก้ไขปรับปรุงอีกมาก เรื่องจำเป็นเร่งด่วนที่สุด (มรรควิธี) ก็คือ การเผชิญกับสาเหตุ (สมุทัย) ของกับดักนี้โดยตรง ที่สำคัญก็คือ การฟื้นฟูบรรยากาศในการลงทุนภาคเอกชนโดยอาศัยภาครัฐเป็นตัวนำ รวมถึงการเร่งรัดพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ที่จำเป็น โดยเฉพาะระบบโทรคมนาคม ภายในกรอบของวินัยทางการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด

การหลีกเลี่ยงการแทรกแซงในระบบเศรษฐกิจ กลไกตลาดที่มากจนเกินไป

การส่งเสริมความสัมพันธ์ด้านการค้าและการลงทุนโดยเฉพาะกับภูมิภาค CLMV และ AEC ไปพร้อมๆ กับการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันความผันผวนจากต่างประเทศให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น

สำหรับปัจจัยภายในประเทศเร่งรักษาเสถียรภาพทางการเมือง ด้วยการหลีกเลี่ยง/บรรเทาความขัดแย้ง/ความเหลื่อมล้ำทางสังคม ที่กำลังเกิดขึ้นตามธรรมชาติจากการพัฒนาอุตสาหกรรมและชุมชนเมือง การปฏิรูป การพัฒนาตลาดแรงงานให้มีความคล่องตัวและส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน โดยเฉพาะในทักษะที่ยังขาดแคลน ทั้งทางด้านภาษา การสื่อสารและสารสนเทศ ฯลฯ การส่งเสริมนวัตกรรมใหม่ๆ ด้วยการวิจัยและพัฒนา ตลอดจนการถ่ายทอดเทคโนโลยี

ผ่านเครือข่ายทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ สุดท้ายการพัฒนาระบบการติดตามข้อมูล ตลอดจนการสื่อสารต่อสาธารณชนผ่านช่องทางต่างๆ และจังหวะเวลาอย่างเหมาะสม คงพอจะนำพาประเทศให้ผ่านพ้นกับดักสู่ความเป็นประเทศพัฒนา (นิโรธ) สมดังความปรารถนาตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจที่ได้วาดไว้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท